As-the-Days-gone-by

[หายไปนาน กลับมาเพ้อรับวันเด็ก]

...


บ่อยครั้ง, วันเวลาที่ผ่านเลย ก็ลบเลือนความทรงจำ
ยิ่งผ่านไปนาน ความทรงจำนั้นก็ยิ่งเลือนราง

จนสุดท้าย, ที่ว่าจะไม่ลืม ก็กลับจำไม่ได้เอาเสียดื้อๆ

เป็นธรรมดา หัวใจคนเราไม่มีพื้นที่พอให้จดจำทุกสิ่ง

เพราะทุกๆ ขณะชีวิต ทุกๆ ลมหายใจที่ผ่อนเข้าคลายออก

มีเรื่องราวผ่านเข้ามามากมาย กระทบลงในหัวใจ

หัวใจจึงต้องคอยคัดกรอง เลือกเก็บ เลือกทิ้งเรื่องเดิมๆ

เพื่อบริหารพื้นที่ให้เพียงพอ และพร้อมรับเรื่องใหม่ๆ ที่ตามมา

เรื่องราวบางอย่าง เมื่อเก็บเอาไว้แล้วไม่ได้ใช้

เก็บไปก็สิ้นเปลืองพื้นที่เปล่าๆ , หัวใจคงคิดอย่างนั้น,

สู้ปล่อยให้หมดอายุไป หรือเก็บทิ้งมันไป คงจะดีกว่ากัน

...



...


เช้าวันเด็ก, นั่งดูหนังเรื่อง "365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์"
หรือหลายคนอาจจะคุ้นในชื่อภาษาอังกฤษว่า "Final Score"

หนังแนว realism ที่ติดตามบันทึกเรื่องราวเด็ก ม.๖ ก่อนสอบเอ็นท์

กระทั่งผ่านพ้นช่วงระทึกที่สุดในชีวิตไปได้ สมความตั้งใจ


ใครที่บอกว่า "เอ็นทรานซ์ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต"
เมื่อลองมาเป็นเด็กเอ็นท์เข้าจริงๆ แล้ว บอกได้เลยว่า "ไม่จริง"


ในปีนั้น, ๒๕๔๙, มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย, เด็กเอ็นท์ทุกคนรู้ดี,

ผลสอบโอเน็ตมีปัญหา โละคะแนนเดิม ตรวจใหม่ เลื่อนประกาศผล

มหาวิทยาลัยเลื่อนเปิดเทอมเพราะตรวจข้อสอบไม่เสร็จ

สำหรับเด็กเอ็นท์แล้ว ไม่มีความแน่นอนใดๆ เลย

ดูหนังแล้ว ก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวของตัวเอง

ถึงจะไม่ใช่เด็กเอ็นท์ปี '๔๙ ไม่รู้จักการสอบโอเน็ตเอเน็ต

แต่ปี '๔๗ เองก็มีปัญหาไม่แพ้กัน, หวิดจะต้องสอบใหม่

เพราะเหตุข้อสอบรั่ว และการทุจริตสอบของใครสักคน

จำได้ว่าหลังสอบเอ็นท์เสร็จ เดือนมีนาคม ๔๗

ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ชั้น ม.๖, ขณะนั่งอยู่บนรถไฟ วันแรก,

ใครสักคนตะโกนขึ้นมาว่า "เฮ้ย แม่เราบอกว่า จะต้องสอบใหม่ว่ะ"

เสียงเฮฮาสะดุดลง บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที


..
.



ห้องที่เคยอยู่เมื่อสมัยเรียน ม.ปลาย, ขนาดเล็กๆ แค่พอตัว,

โต๊ะตัวเดิม กับมุมเดิมที่เคยนั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้าน

สภาพในตอนนี้ กลายเป็นห้องเก็บเสื้อผ้าและสิ่งของไปแล้ว


...

เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปนาน นานจนเกือบลืม

จำไม่ได้แล้วว่าจับทุจริตกันได้หรือเปล่า, ไม่สำคัญ,

รู้แต่ว่า ไม่ต้องสอบใหม่, เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

เด็กเอ็นท์จะเอาอะไรมากกับชีวิต

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอนาคต

ท่ามกลางความเสียดายกับอดีตที่ผ่านไป

ได้มีความสุขกับปัจจุบันบ้าง ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ ?


"...ไม่เฉพาะแต่เด็กเอ็นท์หรอก แม้คนทำงานเองก็ตาม

อนาคตย่อมไม่อาจคาดเดา และอดีตก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

ปัจจุบันสิสำคัญที่สุด, อยู่กับปัจจุบันให้เต็มที่ ให้คุ้มค่า

เพื่อปัจจุบันจะเป็นอดีตที่ทรงคุณค่า และพร้อมสู่อนาคตที่งดงาม..."


...




ตารางเรียนชั้น ม. ๖,

ผ่านมาเกือบ ๗ ปี มีฝุ่นเกาะและรอยเปรอะเปื้อนตามกาลเวลา

แต่ยังคงติดอยู่บนผนัง ข้างโต๊ะทำงาน เหมือนเดิม


...

วันเด็กทั้งที ระลึกความหลังกันบ้างก็คงไม่เสียหาย
ถึงจะรู้แน่ว่าอดีตเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ก็มีความหมาย
ความหมายของอดีตไม่ได้อยู่ที่การยึดติดกับเรื่องราวนั้น

แต่อยู่ที่คุณค่าในบทเรียนชีวิต หรือข้อคิดที่เราได้รับมา


"...เมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งใหม่ๆ ที่เราพบเจอจะสอนเรา

ประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น ก็เหมือนกับแว่นที่เปลี่ยนไป

ด้วยสายตาที่เคยพร่ามัว รอบตัวที่มองดูมืดมน

บ่อยครั้งที่เราปล่อยทิ้งอดีตไปโดยไม่ได้อะไรจากมัน

แต่เมื่อผ่านบทเรียนชีวิต ได้คิดทบทวนอย่างรู้เท่าทัน

สายตานั้นก็จะเริ่มแจ่มชัด ความมืดมนย่อมค่อยๆ จางหาย..."


เหมือนอย่างชีวิต ม.ปลาย, ที่ผ่านมานานหลายปี,

เรื่องราวในช่วงสุดท้ายของชีวิตเด็กๆ ไม่มีเรื่องให้คิดมาก

แล้วค่อยๆ ขันเกลียวแน่นขึ้นเมื่อใกล้สอบเอ็นท์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเคยเครียด, เครียดมาก,

แต่ก็ผ่านมันมาได้, ทุกคนผ่านวันนั้นมาได้, จนถึงวันนี้

วันประกาศผลสอบ, เมื่อเกือบ ๗ ปีก่อน, ที่ศิริราช

โทรศัพท์บอกคุณแม่ว่าสอบติดแล้วนะ ดีใจไหม?

คุณแม่ตอบผ่านสายโทรศัพท์มาว่า "อ่อ เหรอ ดีละ..."

น้ำเสียงที่จับได้ ราบเรียบเกินจะบรรยาย

ไม่มีงานเลี้ยงฉลอง, ไม่มีพิธีรีตอง, ทุกอย่างเหมือนเดิม

รุ่งเช้าถัดมา ฉันยังไปทำงานที่สามย่านตามปกติ

ผ่านวันนั้นมาเกือบปี ถามคุณแม่อีกครั้งว่า ไม่ดีใจบ้างเหรอ?

คุณแม่ตอบง่ายๆ เหมือนเคย "ก็ดีใจนะ แล้วไง?"

ความอบอุ่นสะท้อนฉายในแววตาของท่านเสมอ...

...




ส่วนหนึ่งของชั้นหนังสือที่เคยอ่านเมื่อสมัยเรียน ม.ปลาย

ตอนนี้เก็บเป็นกรุสมบัติ หยิบจับมาค้นอ่านบ้างบางครั้ง
สังเกตดีๆ มีหนังสือสุดฮิตในสมัยนั้นแทรกอยู่เล่มหนึ่ง
คือ "สรุปชีววิทยา ม.ปลาย" ของ อ.นิพนธ์ ศรีนฤมล


...

จนถึงวันนี้, จบ ม.ปลายมาแล้ว จบปริญญามาแล้ว

หลายเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาทับซ้อน กดทับเรื่องเก่าๆ ลงไป

มีหลายอย่างที่หลงลืมไปบ้าง ต้องนั่งขุดคุ้ยกันขึ้นมา

ไม่ใช่เพื่อชื่นชม หรือโหยหาเรื่องราวเหล่านั้น

แต่เพื่อเรียนรู้ความหมาย เรียนรู้คุณค่าจากประสบการณ์

ผ่านแว่นตาชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกลมหายใจ

มุมมองของวันนี้ต่อเรื่องราวในวันนั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงไป

แต่มันก็ช่วยให้เข้าใจชีวิต เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าเดิม


"...การมองอดีตที่แท้ คงไม่ใช่ให้ติดหลงอยู่กับมัน

เปล่าประโยชน์ที่จะถวิลหา เพียงเพื่อตอกย้ำความเสียดาย

แต่ควรมองหาแง่มุมที่ทรงคุณค่า มองหาแง่งามที่ซ่อนเร้น

เพื่อเปิดเผยความสุข และอิสรภาพที่อยู่กลางใจ..."


ผ่านวันเวลาเก่าๆ ก้าวสู่วันเวลาใหม่ๆ

ยังมีหลากหลายเรื่องราวที่พร้อมจะผ่านเข้ามา

เพื่อจะเปลี่ยนเป็นปัจจุบัน ที่จะผ่านพ้นเป็นอดีตต่อไป

เมื่อทบทวนอดีตแล้ว เรียนรู้บทเรียนชีวิตจนเข้าใจแล้ว

นำมาเป็นต้นทุนให้กับปัจจุบันและอนาคต ก็ไม่เลวเหมือนกัน

...




...

หลังจบปริญญา บอกคุณแม่เรื่องผลสอบ และเรื่องเรียนต่อ

คุณแม่, ซึ่งแม้จะอ่อนล้าจากความเจ็บป่วย, ยังคงตอบอย่างง่ายๆ

ว่า "เออ, เรียนๆ ไปเหอะ อยากเรียนอะไรก็เรียนไปละกัน "

ตามด้วยเสียงบ่นดังๆ ว่า "มันจะเรียนอะไรกันนักกันหนา"

ท่านยิ้ม, แล้วเอื้อมมือมาขยี้หัวฉันสองสามที...

สุขสันต์วันเด็กครับ


...


เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ

ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ


...


Recommend