ช่วงสี่ห้าเดือนที่ผ่านมา บ้านเมืองเราดูจะมีเรื่องตื่นเต้นอยู่เสมอ
ทั้งเหตุชุลมุน เดินขบวน ปราบจลาจลกันจนวุ่นวายไป
หลายฝ่ายออกมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิ แสวงหาความเป็นธรรม
ซึ่งก็ไม่อาจแน่ใจเลยว่า จะหามาได้สักกี่มากน้อย
แต่เมื่อยังมีสิทธิ มีโอกาสให้เรียกร้อง, ก็คงต้องร้องกันต่อไป

อีกความวุ่นวายหนึ่งที่เกิดขึ้น และไม่คิดว่าจะเจอในบ้านเรา
คือ ปัญหา (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข
ซึ่งเป็นเหตุขัดแย้งรุนแรง ระหว่างคนสองกลุ่มใหญ่
กลุ่มแรก คือ หมอที่ทำงานอยู่ใน รพ. รัฐ และเอกชน
กลุ่มที่สอง คือ องค์กรอิสระ และหมอที่ทำงานในกระทรวง

ในฐานะของหมอธรรมดา ทำงานรักษาเป็นงานหลัก
มีงานอื่นๆ บ้างเป็นครั้งคราว ไม่มีตำแหน่งใหญ่โตในกระทรวง
ความคิดความเห็นก็ออกจะเอนเอียงเข้าข้างตัวเองอยู่บ้าง
จนเมื่อได้มาอยู่ รพ.บ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา ได้มีเวลาทบทวน
ทำให้รู้ว่า การเรียกร้องเพื่อสนับสนุน หรือ ต่อต้าน ก็ดี
เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ โดยที่ยังไม่เห็นต้นเหตุเท่านั้น

คงจะดีไม่น้อย ถ้าได้เข้าใจว่าปัญหาทั้งหมดมันเกิดจากอะไรบ้าง

...

...

ในอดีต การแพทย์ไทยโยงใยอยู่กับการแพทย์แผนจีนและอินเดีย
เพราะอาณาจักรทั้งสองนี้มีวิทยาการที่ก้าวหน้ามากในสมัยนั้น
เรารับเอาตำราแพทย์ การวิเคราะห์สมุฏฐานของโรคมาจากอินเดีย
ที่เชื่อว่า สุขภาพเป็นผลจากดุลยภาพของธาตุสี่ อันประกอบขึ้นเป็นร่างกาย
ส่วนการรักษานั้น ผสมผสานทั้งจีนและอินเดีย เน้นใช้ว่านยาสมุนไพร
ร่วมกับภูมิปัญญา และพิธีกรรมความเชื่อที่แตกต่างในแต่ละท้องถิ่น
เพื่อจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ เยียวยาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้น

ไม่ว่าวิธีการดั้งเดิมจะมีฐานะอย่างไรในสายตาของคนปัจจุบัน
แต่สิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนในการรักษาอย่างที่ว่านั้น
คือ การผสมผสานความรู้ในหลักวิชา และความเชื่อทางวัฒนธรรม
รวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน และน่าอัศจรรย์ใจ
การรักษาเยียวยาดังกล่าวจึงมากกว่าการรักษาโรคทางกาย
แต่เยียวยาจิตใจ สังคมวัฒนธรรม และจิตวิญญาณไปพร้อมกัน

ด้วยวิธีการรักษา และจักรวาลความรู้แห่งยุคสมัย
การแพทย์แบบดั้งเดิมในสังคมไทย จึงมีความเป็นองค์รวม
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกาย ไม่ใช่แค่ผลจากเชื้อโรค
แต่อาจจะเกิดจากการผิดผี จากความวิบัติแปรปรวนของธรรมชาติ
ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ตลอดจนมาตรฐานศีลธรรมของบุคคล

จะเห็นได้ว่า มูลเหตุของความเจ็บป่วยของคนโบราณ
เชื่อว่า เกิดจาก "ธรรมชาติ" และ "การกระทำของตนเอง"
การเยียวยารักษาความเจ็บป่วยจึงมุ่งไปที่การปรับตัวต่อธรรมชาติ
เพื่อคืนดุลยภาพของธาตุสี่ในร่างกาย และมุ่งพัฒนาตนเอง
เพื่อยกระดับมาตรฐานทางศีลธรรมในจิตใจให้สูงขึ้นกว่าเดิม

"...การแพทย์แบบนี้ จึงมุ่งมององค์รวมของธรรมชาติเป็นหลัก
มองว่าทุกอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น กลมกลืน
ความผิดปกติที่เกิดขึ้น เป็นผลจากความแปรปรวนของสรรพสิ่ง
และการรักษา ก็เพื่อที่จะคืน หรือคงดุลยภาพนั้นเอาไว้
ด้วยวิริยะของตนเอง และความร่วมมือของหมอยาผู้ทำพิธี..."

ความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้ ในสังคมสมัยก่อน
จึงเต็มไปด้วยความผูกพัน ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน
หมอคือผู้ชี้นำทางปัญญา ด้วยความรู้และความบริสุทธิ์ใจ

 ...

...

โลกทัศน์ทางการแพทย์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อประมาณร้อยปี
เมื่อชนชั้นนำไทยรัตนโกสินทร์ เลือกเข้าข้างการแพทย์ตะวันตก
ซึ่งมาพร้อมกับ "วิทยาศาสตร์" อันเป็นเครื่องมือทรงอานุภาพ
การแพทย์ผสมผสานอย่างที่เคยรู้จักกันมาในสังคมไทย
ถูกกดทับให้กลายเป็นเพียง "ความเชื่องมงาย" ในสายตาชนชั้นนำ
และพร้อมกันนั้น ก็ลดทอน "ความเจ็บป่วย" ลงเป็นเพียง "ตัวโรค"
ที่เกิดจากความผิดปกติทางฟิสิกส์ และชีวเคมีของร่างกายเท่านั้น
มิติทางสังคมวัฒนธรรม และภูมิปัญญาดั้งเดิม ถูกกีดกันออกไป
การรักษาความเจ็บป่วยจึงเคลื่อนย้ายมาสู่การแก้ไขปัญหาสารเคมี
มากกว่าจะบำบัดเยียวยาคนไข้ ในฐานะที่เป็น "คนทั้งคน"

เมื่อความเจ็บป่วยและการแพทย์ถูกลดทอนลงเหลือแค่นี้
ความรู้ทางการแพทย์จึงถูกกันเอาไว้เป็น "ศาสตร์เฉพาะทาง"
ซึ่งสงวนไว้สำหรับ "แพทย์ปริญญา" เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เข้าถึง
ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ และถูกทำให้ขาดความสนใจที่จะรู้
เพราะเมื่อการแพทย์เป็นเรื่องเฉพาะทาง เป็นผลจากเชื้อโรค
ก็ไม่เห็นจะต้องดูแลตัวเอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกฏศีลธรรม
หากมีปัญหาเกิดขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของ "แพทย์ปริญญา"
ที่จะบำบัดรักษา ขับไล่ความเจ็บป่วยให้หมดไปจากร่างกาย
ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับหมอ ไม่ได้อยู่ที่ตัวคนไข้เอง

การยกเลิกการสอนแพทย์แผนไทยในราชแพทยาลัย
คือลมหายใจสุดท้ายที่สิ้นสุดลงของการแพทย์องค์รวมของไทย
นับแต่นั้นมา การแพทย์ไทยก็เดินตามสายตะวันตก
และสังคมไทยก็ถูกปลูกฝังอุดมการณ์ตะวันตกกันมาเรื่อยๆ
แม้ปัจจุบันจะพยายามรื้อฟื้น แต่ก็ยังมีสถานะที่ตกต่ำ
เพราะในสายตาของหมอตะวันตก มันเป็นเพียง "เรื่องงมงาย"

"...เมื่อ "คนไข้" ถูกตัดขาดจาก "ความเจ็บป่วย"
ความรู้ในการดูแลตนเองย่อมลดลง เพราะถ่ายโอนให้กับหมอ
ความคาดหวังในตัวหมอจึงเพิ่มขึ้นทดแทน และดูจะสูงมาก
ความเจ็บป่วยของคนไข้ ไม่ใช่เพราะคนไข้ไม่ดูแลตนเอง
แต่เป็นเพราะหมอ และการแพทย์ที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้
คนไข้และญาติจึงไม่ผิด หากแต่หมอนั้นแหละที่ด้อยความรู้ !..."

ผลจากการลดทอนมิติของความเจ็บป่วยให้เหลือเพียงสารเคมี
และผลจากการตัดขาดสัมพันธ์ ระหว่างคนไข้และความเจ็บป่วย
ทำให้การรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น
เพราะมุ่งรักษาเพียงร่างกาย แต่ขาดมิติอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
พร้อมกันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ก็เหินห่างกันมากขึ้น
เพราะหมอไม่ใช่ "ผู้ทำพิธีกรรม" แต่เป็นเพียง "ผู้ให้บริการ"
ส่วนคนไข้และญาติเป็น "ผู้รับบริการ" ที่สัมพันธ์กันในเชิงสัญญา
ปราศจากความผูกพันทางจิตใจ ละทิ้งคุณค่าชีวิตอย่างที่เคยมีมา

...

...

โฆษณาชวนเชื่อ และระบบการศึกษาไทยอย่างตะวันตก
มอบอำนาจการรักษาพยาบาลให้กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
กีดกันคนทั่วไปออกไปจากสารบบข้อมูลทางการแพทย์
ความรู้ต่างๆ จึงกองรวมกันอยู่ที่หมอ และบุคลากรสาธารณสุข
ส่วนคนไข้กลับไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล แต่ก็ไม่ได้อยากรู้
เพราะเชื่อแล้วว่าความรู้ในการรักษาเป็นหน้าที่ของหมอ
ส่วนคนทั่วไป รู้เพียงสิทธิการรักษาที่ตนเองมีอยู่ก็เพียงพอ

เพราะการมอบหมายภาระการรักษาให้กับหมอทั้งหมดอย่างนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ในบ้านเราจึงเน้น "การพึ่งพา"
เพื่อรักษาและฟื้นฟู มากกว่า "การร่วมมือ" เพื่อส่งเสริมและป้องกัน

นโยบายของรัฐ, ไม่ว่ายุคสมัยใด, ไม่เคยเอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ
ไม่เคยช่วยปัองกันปัญหาความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน
แต่กลับมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกสบายในการรักษาและฟื้นฟู
ซึ่งเท่ากับยิ่งผลักคนไข้ออกจากความรู้ในการดูแลตนเอง
และกระตุ้นให้พึ่งพาการรักษาจากหมอมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ การเปลี่ยนฐานะหมอให้เป็น "ผู้ให้บริการ"
และคนไข้เป็น "ผู้รับบริการ" นั้น ยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายลงไป
คนไข้และหมอจะหมดคุณค่าความสัมพันธ์ทางจิตใจ
คงเหลือไว้แต่ความห่างเหิน หวาดระแวงไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน

เมื่อคนไข้และหมอไม่ไว้วางใจกันเสียแต่เมื่อเริ่มต้น
ต่างฝ่ายจึงมุ่งจับผิดการกระทำของอีกฝ่าย และกล่าวโทษ
หมอพยายามสงวนความรู้ ถือว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญการรักษา
ไม่สนใจฟังความเห็น ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนไข้ของตน
ในขณะที่คนไข้ก็ถือว่าตนเองมีสิทธิ สามารถเรียกร้องความต้องการ
ไม่ฟังคำแนะนำ เพราะคิดว่าหมอวินิจฉัยและรักษาไม่ถูกใจ
ต่างฝ่ายต่างดื้อดึงกันอยู่อย่างนี้ จะไม่ให้เกิดปัญหาได้อย่างไร

"...เมื่อต่างฝ่ายต่าง "ถือดี" เข้าใส่กันอย่างนี้
หมอไม่สนใจฟังคนไข้ และคนไข้ก็ไม่พร้อมจะฟังหมอ
แล้วทั้งสองฝ่ายจะไปเข้าใจกันได้อย่างไรกัน ?..."

...


...

หนทางที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้
ดูเหมือนจะยิ่งเลือนรางไปทุกที, ในสถานการณ์ปัจจุบัน,
เพราะความหมายของการรักษาพยาบาล เลื่อนไหลไปจากเดิม
เปลี่ยนจากการดูแลและปรับปรุงตนเองตามวิถีธรรมชาติ
สู่การมอบอำนาจให้แก่หมอและบุคลากรสาธารณสุข
การรักษา จึงเป็นการถ่ายเทภาระทั้งหมดให้กับหมอแทน

ความเจ็บป่วย, ไม่มีใครสนใจแล้วว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด
ไม่มีใครใส่ใจเลยว่าวิถีชีวิตปัจจุบันส่งเสริมความเจ็บป่วยหรือไม่
ความสนใจที่มี ถ่ายโอนไปสู่ผลของการรักษาพยาบาล
คนไข้ดูแลสุขภาพตนเองดีพอหรือไม่ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ควรพูดถึง
แต่ปัญหากลับอยู่ที่ว่า หมอรักษาคนไข้ได้ดีพอแล้วหรือยัง ?

ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ความคิดของคนย่อมเปลี่ยนแปลงตาม
ดูร์ไคม์ (Émile Durkheim) เคยพูดไว้ว่า "God is society, writ large"
ความเชื่อใน "พระเจ้า" ต่างองค์ แบ่งแยกคนออกเป็นสังคมที่ต่างกัน
คนไข้กับหมอในปัจจุบันก็เหมือนกัน - เชื่อในพระเจ้าคนละองค์
พระเจ้าที่ว่านั้นคือองค์ความรู้ที่แต่ละฝ่ายเข้าถึง และได้เรียนรู้
และยังหมายถึงสถานะทางสังคม อันเกิดจากความรู้ที่ต่างกันด้วย

เมื่อมีองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน มุมมองที่มีจึงไม่เหมือนกัน
การแสดงออกต่อเรื่องเดียวกัน ก็ผิดเพี้ยนกันไปไกล
ตราบเท่าที่ยังยึดมั่นอยู่กับ "พระเจ้า" ของตนอย่างมืดบอด
และไม่ยอมเปิดใจรับรู้การมีอยู่ของ "พระเจ้า" ของอีกฝ่าย
จะฝันถึงความเข้าใจในบั้นปลาย ก็ดูจะเป็นไม่ได้เลย

"...หนทางแก้ไขปัญหาคนไข้กับหมอ และปัญหาฟ้องร้อง
คงไม่ได้อยู่ที่หัวข้อกฏหมาย กฏหมู่ หรือการชดใช้เงินตรา
แต่อยู่ที่การปรับความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนโลกทัศน์เข้าหากัน
ให้เรารู้จักพระเจ้าของกันและกันได้อย่างมีมิตรจิตมิตรใจ
ฟื้นคืนระบบการแพทย์ที่มีหัวใจกลับคืนมาอีกครั้ง..."

ถึงตอนนี้, ผมยังเฝ้าฝัน ภาวนา และพยายามให้มันเป็นจริง

...


...

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

... 

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
 

... 

qrcode        qrcode

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!

#17 By Lavenya on 2011-03-24 22:18

เป็นทัศนะที่ดีที่จะประดับไว้บนแจกันแห่งมิตรภาพ
ระหว่างหมอกับคนไข้ที่ไม่เคยแยกหรือแตกจากกัน
ได้เลย..ไม่ว่ายุค สมัยไหน..

Hot!

#16 By Li Su (Arunsuk) on 2010-11-11 18:42

บางครั้งก็มีบ้าง ก็คนนี่ค่ะ
ต่างจิตต่างใจ ต่างความคิด
แต่หมอเป็นเหมือนเทวดามาโปรดช่วยชีวิตคนป่วยไข้
นับถือค่ะ
บทความนี้ดีมากเลยค่ะ
อยากให้ทุกคนได้อ่านบ้างจัง
big smile Hot! Hot! Hot!
โอวว มันซับซ้อนเนอะbig smile

#13 By inthebee on 2010-10-29 21:28

Hot!

#12 By uking on 2010-10-29 21:11

สมัยเด็กหาแต่หมอยาจีน

เวลาถูกตะปูตำ เตี่ยเอาเนื้อวัวสดตำรวมใบมะละกอแปะแผล
หายได้

ที่บ้านเป็นหมอปัจจุบัน 2 คน พี่ชายขายยาค่ะ

confused smile confused smile confused smile

#11 By ปิยะ99 on 2010-10-27 12:02

เป็นบทความที่ดมากๆเลยครับ
อ่านแล้วเห็นภาพของปัญหา และผลกระทบ
อยากให้ระบบแพทย์ที่มีหัวใจกลับมาเช่นกันครับconfused smile Hot!

#10 By araignee on 2010-10-27 11:15

เร็วๆนี้ได้ไปเข้าโรงบาลแลลยาวนานมาก หมอสมัยนี้ก็ไม่ค่อยใส่ใคนไข้รึเปล่านะ แต่ประทับใจพยาบาลทั้งหลายมากกว่าเยอะเลย
ก็เห็นใจกันทั้ง 2 ฝ่ายหละครับ หวังว่าเจ้าของ Blog คงจะสมหวังในไม่ช้านี้ open-mounthed smile

#8 By Golf ~ I N@ Zone Teens on 2010-10-26 22:46

ขอบคุณเรื่องที่ช่วยแนะนำ
โคลงสี่สุภาพครับ

#7 By DinKhoh on 2010-10-26 21:37

ยอดเยี่ยมมากครับ Hot!

#6 By cyborg9 on 2010-10-26 14:10

ขอบคุณที่ให้คำแนะนำดีๆและกำลังใจนะคะ

big smile

#5 By นางศิลป์ on 2010-10-25 22:27

ขอบคุณที่แวะมาทักทาย

#4 By N u jone on 2010-10-25 22:12

เราเข้าใจทั้งสองฝ่ายค่ะ เพราะเคยเป็นทั้งผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการรักษา แม้ลูกชายเป็นหมอแต่ก็อยู่คนละจังหวัด การเข้ารับการรักษาก็ไม่ได้บอกลูก ทำให้เข้าถึงปัญหาของฝ่ายคนไข้ด้วยตนเองประการหนึ่ง

เมื่อย้ายมาอยู่จังหวัดเดียวกันกับลูก ก็ได้ฟังปัญหาคับข้องใจของคนที่เป็นหมออีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่ออ่านเอนทรี่นี้ ก็รู้สึกชื่นชม ที่คนที่เป็นแพทย์แผนปัจจุบันก็ยัง เห็นคุณค่าของแพทย์ทางเลือกของไทย
หากรัฐบาลสนับสนุน แพทย์ทางเลือกเช่นแพทย์แผนไทยให้กระจายออกเป็นวงกว้าง ปัญหาดังกล่าวก็คงลดลง

เดี๋ยวนี้ได้เห็นมาว่า วัีดสังฆทาน กำลังสร้างโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยขึ้น โดยไม่ใช้สารเคมี ทางภาครัฐน่าจะเข้ามาสนับสนุนให้เต็มที่

ก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งการรักษาน่าจะมีความผูกพันที่ดีกว่า หมอและคนไข้ในปัจจุบัน

ขอบคุณที่คอมเมนท์ค่ะ
confused smile

#3 By ตีรณา on 2010-10-25 20:10

มีบางครั้งที่รู้สึก เข้าไม่ถึงการรักษาของหมอ อย่างเช่น ท่านพูดรู้เรื่องคนเดียว ยิ่งทำให้เรากังวล ก็เลยเป็นที่มาของการทำประกันชีวิตเพื่อจะได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ที่เราอยากรู้อะไร อยากให้ตรวจละเอียดแค่ไหนก็ได้ แต่เมื่อถามตัวเองว่าจริงๆว่าอยากกล่าวหาหมอมั้ย
คำตอบคือไม่เคยคิด และเข้าใจหมอดี
ประเทศไทยยังต้องการหมอมากกว่าที่มีอยู่
เป็นกำลังใจให้หมอนะคะ สู้ๆ เพื่อเห็นแก่เพื่อนร่วมโลกนะ อย่าเพิ่งน้อยใจ พ.ร.บ.เลยค่ะconfused smile confused smile

#2 By Jantaja on 2010-10-25 19:23

ผมเองเรื่องการแพทย์ก็ไม่ค่อยจะทราบเท่าไหร่ครับ แต่มีบางเรื่องที่ผมเองก็ยังทึ่งนะคับในภูมิปัญญาชาวบ้าน สมัยเด็กบ้านผมอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก พึ่งแต่สูตรหมอในหมู่บ้าน ก็ได้ผลค่อนข้างดีอยู่ครับ

อีกเรื่องที่ยังงงไม่หายคือ ความเชื่อครับ บางอาการป่วยนั้นเอาไปให้ รพ ตรวจก็บอกว่าไม่พบอะไร แต่คนไข้ก็เจ็บป่วยทรมาน หมอก็หาโรคไม่เจอ พอไปพึ่งทางไสยศาสตร์ ก็บอกว่าผิดผี พอทำพิธีเซ่น ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เรื่องนี้ผมก็ทึ่งครับ

หรือว่าบางที ไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์มันก็มีอยู่จริง เพียงแต่คนละแขนง? วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องอธิบายไสยศาสตร์ได้ทุกอย่าง

#1 By hackerlife on 2010-10-25 19:09

Recommend