...

"...นานๆ ฉันจะเดินสยามสักครั้ง..."

...

เมื่อครั้งเรียน ม.ปลาย เรียนใกล้สยาม
ตกเย็น มีโอกาสเดินเล่น นัดเจอเพื่อนบ้างเป็นครั้งคราว
สยามฯ สมัยนั้น มีเซ็นเตอร์พอยท์เป็นศูนย์กลาง
เป็นลานน้ำพุเล็กๆ มีต้นไม้นิดหน่อย พอให้นั่งพัก
ใครนัดเจอใคร ก็นัดเจอกันที่นั่น หากันง่ายดี

พอเรียนมหาวิทยาลัย ห่างไกลสยามไปมาก
ตลอดระยะเวลา 6 ปีหลังจากนั้น เดินสยามนับครั้งได้
จนเมื่อเรียนจบ ทำงานพิเศษอยู่แถวๆ นั้น
จึงได้กลับมาใช้ชีวิตกับสยามอีกครั้งหนึ่ง

สยามในวันนี้ ยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนในวันวาน
แต่ในความรู้สึก สยามเติบโตขึ้นจากเดิมมากทีเดียว
คราวนั้น ฉันเดินสยามในฐานะเด็ก ม.ปลาย
คราวนี้ ฉันเดินสยามในฐานะคนทำงาน
ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มพูน กับมุมมองที่ต่างไป
สยามที่มองเห็น จึงไม่ไร้เดียงสาเหมือนที่ผ่านมา

...

...

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ในเดือนเมษาอาธรรม์
บาดแผล ความบอบช้ำ ยังคงปรากฏร่องรอย
แม้อาจจะเริ่มเลือนหายไปบ้างตามกาลเวลา
คนกรุงเทพ - คนสยามไม่พร้อมจดจำความเจ็บช้ำใดๆ
เมื่อเวลาผ่านไป ความครุ่นแค้นจึงเริ่มผ่อนคลาย
ทิ้งเศษความทรงจำเล็กๆ ไว้ในก้นบึ้งหัวใจ
รอสักวัน จะมีใครกวนตะกอนให้กลับขุ่นขึ้นมา

ออกจากสถานีรถไฟฟ้า คราคร่ำผู้คน
ส่วนหนึ่งดูคร่ำเคร่ง กดแป้นโทรศัพท์มือถือ
หลายคนก้มหน้ากดไปเดินไป สะดุดบ้างในบางที
หนึ่งในนั้นเดินมาชน บ่นสักคำสองคำแล้วเดินจากไป
บางคนมีอุปกรณ์เสียบหู เดินคุยโทรศัพท์ตามทาง
มองดูผ่านๆ คล้ายว่ากำลังเดินพูดอยู่คนเดียว
ห่างไปไม่ไกล เด็กๆ กลุ่มหนึ่งในชุดนำสมัย
มือหนึ่งหอบตำรากวดวิชา พูดคุยกับเพื่อนอย่างออกรส
เสียงดัง ได้ยินชัด แต่แปลกที่ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ?

ในมุมหนึ่ง ตีนบันไดสถานีรถไฟฟ้า
คุณตาคนหนึ่งนั่งพนมมือ ไหว้แก้วสเลอร์ปี้
ผู้คนเดินผ่านไปมา หยิบเงินหยอดแก้วบ้าง นานๆ ที

"...ผู้คนหลากล้น ต่างชนชั้นวรรณะ มารวมกัน
ต่างคนต่างทำในแต่เฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการ
โดยไม่ได้ใส่ใจกับคนอื่นๆ ที่อยู่รอบกาย
สยามจึงกลายเป็นแหล่งรวมผู้คน สับสนวุ่นวาย
แต่กลับเดียวดาย อ้างว้างในใจไปพร้อมกัน..."

...

...

ความหลากหลายในวิถีชีวิตของผู้คน ในสยาม
ที่บังเอิญเดินมารวมกันในสถานที่เดียวกันนี้
ต่างคนต่างเลือกเดินตามวิถีของคนเอง ไม่เกี่ยวข้องกัน
การแสดงออกในที่นี้ ไม่มีใครสนใจใคร
ใครจะเดินกดแป้นโทรศัพท์ คุยโทรศัพท์ หรือทำอะไร
ก็สุดแล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน
ราวกับว่า ต่างคนต่างมีเสรีภาพที่จะเลือกตัดสินใจ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย
สยามก็เปลี่ยนแปลงไป พร้อมๆ กับวิถีชีวิตของผู้คน
เกือบ 10 ปีก่อน สยามเคยเป็นอย่างไร
วันนี้ สยามไม่เหลือเค้าเหมือนอย่างที่เคยเป็น
นั่นเพราะผู้คน - ชาวสยาม - มีวิถีชีวิตที่ต่างจากวันวาน

"...เคยตั้งข้อสงสัย ว่าความแปลกแยกอย่างที่พบเห็น
และซึมลึกในจิตใจของคนเหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ในความหมายของคำว่า "เสรีภาพ" มีอยู่จริงหรือ ?
หรือเพียงแค่กรอบความคิดอย่างหนึ่ง ในหลายๆ กรอบ
ที่ควบคุมพฤติกรรม ภายใต้คำว่า "เสรีภาพ" เท่านั้น..."

เรามีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เราต้องการ
เรามีเสรีภาพในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
อยากเดินกดโทรศัพท์จนเดินชน หรือสะดุดล้ม
อยากคุยโทรศัพท์เหมือนคนพูดคุยกับตัวเอง
อยากแต่งตัว อยากพูดคุยกับเพื่อนด้วยลีลาเฉพาะ
อยากทำอะไรก็ได้ตามใจ โดยไม่ต้องสนใจใคร
สิ่งเหล่านี้, เอาเข้าจริงแล้ว, มันเป็นเสรีภาพแน่หรือ ?
หรือเพียงแค่วาทกรรมเสรีภาพ ที่หลอกให้เราคิดไปเอง

...

...

พิจารณาดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา
มองดูพฤติกรรมที่หลากหลายแตกต่างกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกัน คือเสรีภาพ
เสรีภาพที่พูดถึงนี้ คือ "โครงสร้างความคิด"
ที่ถูกออกแบบมา ถ่ายทอดผ่านสังคมและยุคสมัย
ผ่านสื่อ ผ่านกลุ่มเพื่อน ฯลฯ สู่การรับรู้ในระดับปัจเจก
จนผู้คนต่างหลงเชื่อว่า "เสรีภาพ" เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง

ภายใต้ "โครงสร้างความคิด" เกี่ยวกับ "เสรีภาพ"
จะมีคำอธิบายอยู่ชุดหนึ่งแสดง "ความมีอยู่" ของมัน
เช่นเดียวกับ "การกระทำ" ที่เกี่ยวข้องกับ "เสรีภาพ"
ซึ่งมีชุดการกระทำที่แสดงถึงเสรีภาพของผู้กระทำ
ทำให้คนเลือกกระทำบางสิ่ง ด้วยความคิดบางอย่าง
ซึ่งล่องลอยอยู่ในโครงสร้างความคิดและการกระนั้น
จนเสรีภาพใน "กรอบ" กลายเป็นเสรีภาพ "ไร้ขอบเขต"
และเผลอใจเชื่อว่า ตนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง

ทั้งที่ความจริงแล้ว มันเป็นการกระทำที่อยู่ในกรอบ
เพียงแต่กรอบนั้นมีชื่อ "เสรีภาพ" เท่านั้นเอง

"...ความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสยาม
ซึ่งต่างดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้เสรีภาพแห่งยุคสมัย
จึงสะท้อนพลังของคำอธิบายภายใต้กรอบความคิด
ภายใต้การควบคุมกำกับของวาทกรรมบางอย่าง..."

เสรีภาพที่มองเห็น จึงไม่ต่างจากความแปลกแยก
กลายเป็นความโดดเดี่ยวอ้างว้างท่ามกลางผู้คน
เมื่อต่างคนต่างสนใจตนเอง ก็ไม่มีใครสนใจใคร
มิตรไมตรีที่เคยมีให้กัน ก็พลันเลือนหายไปทุกที

...

...

สยามในวันนี้ ยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนในวันวาน
แต่ผู้คนที่เดินผ่าน หมุนเวียนเปลี่ยนไปจากเดิม
วันเวลาที่ผ่านไป เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของผู้คน
เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ
สยามจึงไม่เคยหยุดนิ่งแม้เพียงวินาทีเดียว

จริงอยู่, ผู้คนในสยามมีเพียงหยิบมือ
ไม่อาจเป็นตัวแทนของผู้คนทั้งหมดได้
แต่อย่างน้อย ก็สะท้อนวิถีชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง
ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
เปลี่ยนแปลงไปตามคำอธิบายแห่งยุคสมัย
โดยไม่ต้องจดจำหรือใส่ใจ กับอดีตและผู้คน

"...จากอดีต จนถึงปัจจุบัน และกำลังก้าวสู่อนาคต
สยามที่เคยมีมา ยังมีอยู่ และจะยังมีต่อไป
ท่ามกลางกระแสสังคมที่ผ่านมาแล้วผ่านเลย
สยามไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยหลับ ไม่เคยหยุดนิ่ง
พร้อมจะวิ่งตามสังคมไปพร้อมกับผู้คนตลอดเวลา..."

...

...

เดินขึ้นสถานีรถไฟฟ้า คราคร่ำผู้คน
หลายคนยังคร่ำเคร่งกดแป้นโทรศัพท์มือถือ
หลายคนยังคุยโทรศัพท์ผ่านอุปกรณ์เสียบหู
หลายคนยังจับกลุ่มพูดคุยด้วยภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ
ภายใต้ "กรอบเสรีภาพ" อย่างที่ทุกคนต้องการ

...

...

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เพราะคนเขียนถ่ายรูปไม่ค่อยเป็น -*- 

...

ปล. ๑ มีโอกาสได้ร่วมติว Brand's Summer Camp Online
วิชาเฉพาะแพทย์และทันตแพทย์ หัวข้อทักษะทางภาษา
เชิญชม clip ได้ที่ www.brandssummercamp.com ครับ
น้องๆ คนไหนจะสอบแพทย์ เตรียมตัวกันเต็มที่นะครับ
ปลายเดือนตุลาคมนี้ ถึงเวลาชี้ชะตากันแล้ว !!! 

ปล. ๒ ช่วงนี้ย้ายมาอยู่ รพ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา แล้วครับ
และจะอยู่จนครบเดือนตุลาคม ก่อนจะกลับสมุทรปราการตามเดิม
ที่นี่บรรยากาศดีนะครับ มีความเป็นชุมชน อบอุ่นดีครับ

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

...

 


qrcode        qrcode

Comment

Comment:

Tweet

แวะมาอ่านช้าไปนิด แต่ถ้อยคำจับจิต ได้สาระเหมมือนเดิม
สมัยเจ๊เอาะ ๆ ดูหนังที่ลิโด้ สกาลา เริ๊ดหรู
ที่ตรงนี้ทำเลทองกี่สิบปียังเริดหรู ตลอดกาล
แวะมาอ่านบล็อกเจ๊บ้างเน้อ
อกหักรักคุด มีเรื่องสยามด้วย
confused smile confused smile Hot!

#11 By ปิยะ99 on 2010-09-22 12:37

ทรายเคยไปสยามแค่ 2-3 ครั้งเองค่ะ... sad smile
เลยไม่รู้ว่าแต่ก่อน "สยาม" ดังกล่าวเป็นยังไง
เปลี่ยนไปแค่ไหน

รู้แต่สยามประเทศเปลี่ยนไปแยะ
สิ่งบันเทิง เครื่องมือสื่อสาร ฯลฯ ที่จะมาดึงความสนใจของผู้คนให้จมกับตัวเอง มีมากขึ้น แล้วยังดึงเวลาให้ผู้คนต้องเสียเวลาไปกับอะไรหลายๆอย่าง จนต้องมีชีวิตที่เร่งรีบ ทั้งที่บางส่วนของเวลาหมดไปอย่างไม่จำเป็น...

การใส่ใจต่อผู้คนรอบข้าง ต่อสิ่งเล็กๆน้อยๆน้อยที่มีให้แก่กันน้อยลงทุกที (ยังพยายามดึงสู่ concept "ละมุนละไม" question)

พี่อาร์ทคิดอะไรลึกซึ้งเช่นเคยเนอะ

#10 By S@nDGLasS on 2010-09-20 22:02

เขาว่ากันว่า หากเริ่มพูดถึงอดีตว่า เมื่อก่อนนี้.....
ก็จะเริ่มแก่แล้วนะจ๊ะ...ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์ค่ะ
จากวันก่อนถึงเดี๋ยวนี้
วิถีของสยาม ก็ยังไม่เปลี่ยน
ผ่านไปอีก 10 ปี
หากคุณมาเดินสยามอีกครัี้้้ง
เราแน่ใจว่า
วิถีแห่งสยาม ก็ยังคงเดิมค่ะbig smile

#9 By ตีรณา on 2010-09-20 20:47

ไม่เคยไปเดินแถวนั้นมานานมากแล้วคะ่big smile

#8 By Pat on 2010-09-20 17:36

เดี๋ยวนี้ โลกมันเปลี่ยนไปไวมากๆเลย ว่าไหมคะ จนพวกเราตามไม่ทันแล้ว
สยาม...ในวันนั้น
กับ
สยาม...ในวันนี้
ยังคงชื่อเป็น...สยาม

แต่มีบ้าง ที่บางสิ่งบางอย่างแปรเปลี่ยนไป
ตามกาลเวลา big smile
ความเปลี่ยนแปลง ของวันเวลาและเทคโนโลยี จนคนเราลืมเรื่องเล็กๆไปแล้ว เราก็คงได้แต่มองควาามเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆขอรับbig smile

#5 By youuue on 2010-09-20 15:36

เข้าใจค่ะ ...

ปล.ขอบคุณที่สำหรับ comment เช่นกันนะค่ะ ^__^
ผ่านร้อนผ่านหนาวกับสยามมาหลายสมัยค่ะbig smile
เชื่อว่าทุกอย่างย่อมมีทางออกของมันเอง

#3 By ยายแม่บ้าน on 2010-09-20 14:03

"คุณตาคนหนึ่งนั่งพนมมือ ไหว้แก้วสเลอร์ปี้"

กำลังอินเชียว มาแอบฮาตรงนี้

แล้วทุกอย่าง ก็น่าจะคลี่คลาย ไปในที่สุดค่ะ

(แอบหวัง ลึกๆ )

#2 By ลำดวน on 2010-09-20 13:46

ผมเรียนจุฬาฯ นับครั้งเดินสยามได้เลยครับ
ตอนที่เค้าจะทุบลานน้ำพุ ผมนั่งคิดอยู๋ตั้งนานว่ามันอยู่ตรงไหน ? ฮ่าๆๆ

อย่างที่พี่ว่าครับ กาลเวลาเปลี่ยน หลายๆอย่างมันก็เปลี่ยนครับ แต่จะเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้ครับ

เดี๋ยวนี้เริ่มจะแยกแยะบางสิ่งบางอย่าง "ยาก" ว่าสิ่งที่เปล่ยนแปลง ณ ขณะนี้ "ดี" หรือ "ไม่ดี" เพราะสิ่งทีดีสำหรับบางคน บางวัย บางเวลา อาจจะไม่ดี สำหรับอีกบางคน บางวัย บางเวลา เหมือนกัน เอ..จะงงหรือเปล่าครับเนี่ย เอิ้กๆๆ

ตอนนี้มาทำงานอยูบางกะปิ แต่กลับคิดถึงแถวสยามมากมายเลยครับ

#1 By hackerlife on 2010-09-20 00:29

Recommend