สมัยเด็ก ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนเสื้อหม่น กางเกงกากีที่บ้านนอก
ความที่เป็นเด็กค่อนข้างซน ขัดขืนหน่อยๆ จึงสร้างวีรกรรมไว้มาก
เวลาเรียน หลายครั้งที่แอบหลบไปโล้ชิงช้าที่สนามเด็กเล่น
หรือแอบปีนรั้วโรงเรียน หนีไปเดินเล่นที่ร้านค้าใกล้ๆ
ไม่เฉพาะแต่ตัวเองคนเดียว แต่ชักชวนเพื่อนมาร่วมก๊วนด้วย
การถูกลงโทษ จึงเป็นเรื่องปกติที่พบเจอในชีวิตประจำวัน

...

โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
ถ่ายไว้เมื่อคราวลงงานเวชศาสตร์ชุมชน ต้นปี ๒๕๕๒
รณรงค์หยอดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอให้แก่เด็กไทยและพม่า
 

...

การลงโทษสมัยนั้น ไม่มีอะไรที่ "เจ็บ" ไปมากกว่า "ไม้เรียว"
บางครั้งคุณครูฟาดลงกลางฝ่ามือ เสียวแปล๊บไปถึงหัวไหล่
บางครั้งโทษหนักหน่อย ฟาดมือไม่ดี เปลี่ยนไปฟาดที่ก้นแทน
หลังๆ เด็กเริ่มรู้แนว แอบเอาสมุดเล่มเล็กยัดกางเกงรองพื้นเอาไว้ก่อน
คุณครูเลยย้ายมาฟาดลงที่น่องแทน แสบสะท้านใจเกินทน

การ "ตี" เพื่อทำโทษนั้น ไม่ใช่ว่าคุณครูจะหยิบเอาไม้ที่ไหนก็ได้
แต่ต้องเลือกใช้ "ไม้เรียวมาตรฐาน" ซึ่งมีขนาดตามกำหนด (ของใคร ?)
เช่นว่า เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๗ ซม. ความยาว ๑ หลา (ประมาณ ๙๐ ซม.)
และไม่ใช่ว่าจะฟาดส่วนใดก็ได้ตามใจชอบ อย่างนั้นมันโหดเกินไป
จึงกำหนดให้ตีได้เฉพาะฝ่ามือ ก้น และน่อง ด้วยแรงที่พอเหมาะเท่านั้น

จะเห็นว่า การตีเด็กเพื่อทำโทษ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอควร
แถมเด็กยังเจ็บตัว ร้องไห้จนตาบวมเป่ง - เจ็บก็เจ็บ แค้นก็แค้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง ร่วมมือกัน "โอ๋" เด็ก
เรียกร้องให้ยกเลิกการลงโทษที่ "ป่าเถื่อน" และ "ไร้มนุษยธรรม" นี้เสีย
อ้างว่าทำให้เด็กเจ็บตัวบ้าง คุณครูทำเกินกว่าเหตุบ้าง เป็นการไม่สมควร
ในที่สุด การลงโทษด้วยวิธีนี้จึงเลือนหายไปตามกาลเวลา
เหลือไว้แต่เพียงความทรงจำของคน "เคยเป็นเด็ก" ในยุคนี้เท่านั้น

... 

อาจเป็นเพราะพ่อแม่สมัยนี้ "รักลูก" มากขึ้นกว่าเดิม
กลัวว่าเด็กจะ "บอบช้ำ" กลัวว่าเด็กจะ "เกลียด" หรือ "ต่อต้าน" ตนเอง
จึงทำใจไม่ได้ หากลูกรักต้องเจ็บปวดจากการกระทำของคนอื่น
โดยที่ตนไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือให้พ้นจากความเจ็บปวดนั้น
ผลที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นว่า เด็กไม่เคยรู้จักความเจ็บปวดใดๆ
โดยเฉพาะ ความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำผิดของตนเอง
เมื่อเด็กไม่รู้ว่าความผิดทำให้เจ็บ เด็กจึงกล้าทำผิดซ้ำๆ อย่างนั้น
เพราะมั่นใจว่าอย่างไรเสีย พ่อแม่ก็คงช่วยเหลือให้ตนสบายได้เอง

นอกจากจะไม่รู้จักความเจ็บจากความผิดแล้ว
ยังไม่รู้จัก "รับรู้" และ "อดทน" ต่อความเจ็บเสียด้วย
จึงได้แต่ "กล่าวโทษ" ผู้อื่นว่าทำให้ตนเจ็บ ทำให้ตนต้องลำบาก
โดยลืมมองไปว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง

"...ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากทำผิดที่โรงเรียน โดนคุณครูตีทำโทษ
พอกลับมาถึงบ้าน ร้องไห้ฟ้องคุณแม่ บอกว่าโดนคุณครูตีตรงนั้นตรงนี้ กี่ที
คุณแม่จะถามกลับว่า ทำอะไรผิด ทำไมถึงโดนตี - ถามย้ำว่าผิดจริงไหม ?
หากผิดจริง คุณแม่จะตีซ้ำอีกครั้ง - อาจจะเจ็บกว่าโดนคุณครูตีด้วยซ้ำ
ก่อนจะปลอบและสอน ว่าต่อไปอย่างทำอย่างนั้นอีกเป็นอันขาด..."

ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้, เด็กทำผิด โดนทำโทษ - ไม่ต้องถึงกับโดนตีหรอก
แค่โดนยึดกระเป๋าที่ผิดระเบียบ ผู้ปกครองยังโทรศัพท์มาต่อว่า ผอ. เลย
บอกว่า "ฉันมีเงินซื้อให้ลูกของฉัน มันผิดหรือ ?" - อย่างนี้เด็กไม่ผิดหรอก
คนที่ผิดและควรได้รับการอบรม น่าจะเป็นผู้ปกครองของเด็กมากกว่า

...

...

เพราะคุณครูมาพร้อมไม้เรียว ไม้เรียวจึงเป็นสัญลักษณ์พิมพ์ใจ
ตั้งแต่เด็กจนโต ไม้เรียวคือตัวแทนของกฏระเบียบ ความถูกต้อง
และคุณครูคือตัวแทนของผู้รักษากฏระเบียบ สอนให้เด็กเป็นคนดี
เวลาพ่อแม่พาเด็กมาโรงเรียนยามเช้า เจอคุณครูที่หน้าโรงเรียน
จึงมักบอกกับคุณครูว่า "หากลูกทำอะไรผิด ฝากเป็นหน้าที่ของคุณครูด้วย"
แน่นอนว่า เพียงแค่คำพูดธรรมดาๆ พร้อมรอยยิ้มอย่างนั้น
ย่อมทำให้เด็กตัวเล็กๆ อย่างเราๆ รู้สึกกลัวคุณครูจนจับขั้วหัวใจ

หน้าที่ของคุณครูสมัยก่อน จึงไม่เพียงแต่สอน "ความรู้" ให้เด็กเท่านั้น
หากแต่ยังเป็นผู้ "อบรม" และ "สั่งสอน" ให้รู้จัก "คุณธรรมจริยธรรม"
กฏระเบียบคือสิ่งบัญญัติ เพื่อให้สังคมมีกรอบปฏิบัติที่ตรงกัน
การฝึกหัดระเบียบวินัยในโรงเรียน อาจถูกมองว่าเป็นการบังคับ
แต่โดยเนื้อแท้คือการฝึกฝน ให้เด็กทำตนอยู่ในระเบียบวินัย
เพราะหากเพียงกฏระเบียบโรงเรียน เด็กยังไม่สามารถทำตามได้แล้ว
จะหวังให้เด็กปฏิบัติตามกฏหมาย ซึ่งเป็นข้อกำหนดของสังคมได้อย่างไร ?

เมื่อทำผิดกฏโรงเรียน แอบหนีเรียน ก็ต้องโดนตี - เด็กทุกคนรู้
ถ้าฟ้องพ่อแม่ ก็อาจจะโดนพ่อแม่ตีซ้ำเข้าให้ เพราะทำตัวเกเร
เมื่อโดนตีแล้ว "เจ็บ" เด็กทุกคนจึง "จำ" และไม่กล้าทำผิดซ้ำสอง
เว้นแต่บางคน - อาจจะรวมฉันด้วยในบางครั้ง - ที่ความจำสั้นไปหน่อย
ที่หลงลืมความ "เจ็บ" ไปบ้าง จึงต้องทน "เจ็บซ้ำๆ" จน "จำขึ้นใจ"
ไม่ว่าจะด้วยไร้เรียวของคุณครู หรือกิ่งมะยมของคุณแม่สุดที่รักก็ตาม

"...การทำโทษ ก็เหมือนกับการเรียนรู้อย่างมีเงื่อนไข (condition)
ให้เด็กเรียนรู้ผลของการกระทำผิดของตน จากการถูกลงโทษ
แม้การลงโทษนั้น อาจเทียบไม่ได้เลยกับความผิดที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งสำคัญคือ เด็กได้รู้จัก "เจ็บ" และรู้จัก "จำ" ความผิดของตน
จนไม่กล้าที่จะกระทำความผิดนั้นซ้ำๆ จนติดเป็นนิสัย..."

ถ้าไม่ลงโทษซะบ้าง เด็กคงไม่ได้เรียนรู้ว่าตนเองทำผิด
และเผลอทำผิดอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ยิ่งพ่อแม่เกิดสำคัญผิด ไปให้ท้ายลูกรักของตนเองทุกครั้งไป
เด็กย่อมไม่รู้ว่าสิ่งนั้นผิด แต่กลับจะเห็นว่าถูก เพราะพ่อแม่เห็นด้วย
ยิ่งส่งเสริมให้ลูกกระทำผิดมากขึ้น ทำตัว "เกรียน - กร่าง" มากขึ้น
แล้วอย่างนี้ ใครจะรับผิดชอบ "จิตใจเปื้อนโคลน" ของเด็กได้ ?

การส่งเสริมเด็ก การ "โอ๋" เด็กในทางที่ไม่สมควรอย่างนั้น
นอกจากจะทำให้เด็กไม่รู้ความผิดแล้ว ยังทำให้เด็กไม่รู้ "สำนึก" อีกด้วย
เมื่อเรื่องล่วงเลยไปถึงจุดนั้น จะแก้ยังไงก็คงไม่ไหวเสียแล้ว

...

...

คนที่เคยโดนคุณครูตี คงจะพอจำได้บ้างว่า "เจ็บ" เพียงไร
แต่หากจะย้อนความทรงจำกลับไปอีกสักหน่อย ก่อนหน้าจะโดนตี
คงจำได้ว่า คุณครูจะให้ยืนหน้าห้องแล้วถามว่า "รู้ไหมว่าทำอะไรผิด"
คนที่กำลังจะโดนตีจะทำหน้าเปื้อนรอยน้ำตา เรียกคะแนนสงสาร
ก่อนจะตอบด้วยเสียงสะอื้นว่า "ผม...ทำ...ผิด...ครับ..."
คุณครูจะถามสำทับอีกครั้งว่า "รู้ไหมว่าทำผิดแล้วต้องโดนตี"
"...รู้..ครับ..." แล้วคุณครูก็ฟาดลงตรงตำแหน่งตามที่ตกลงกัน

รอยน้ำตาที่พร่าเลือน ความ "เจ็บปวด" และ "เจ็บใจ" ที่ปะปนกัน
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ - หรือเอาใจช่วย - ของเพื่อนๆ ร่วมห้อง
ยิ่งช่วยตอกย้ำความเจ็บช้ำให้ฝังลึกลงไปในใจมากกว่าเดิม

สิ่งสำคัญในการทำโทษ - แบบเก่าๆ - อยู่ตรงนี้แหละ
คณครูจะให้คนทำผิดยืนหน้าห้อง - หรือยืนหน้าเสาธงด้วยซ้ำ
แล้วถามความเห็นของคนทำผิด ว่าทำผิดอะไร รู้ไหมว่าผิด
เมื่อทำผิดแล้วสมควรได้รับโทษอย่างไรบ้าง - เพื่อย้ำคำสอนอีกครั้ง
และเพื่อให้เด็กได้ "
รู้สำนึก" ในความผิดของตนเองอย่างจริงจัง
การทำโทษ - ตี - โชว์เพื่อนร่วมห้อง หรือเพื่อนทั้งโรงเรียนนั้น
ไม่ได้หมายจะให้เด็กอาย แต่เป็นการรับรู้ร่วมกันทั้งห้อง - ทั้งระบบ
ว่า สิ่งที่เด็กทำนั้นผิดจริง ทุกคนเห็นตรงกัน ยอมรับในกฏเกณฑ์เดียวกัน
และเพื่อเป็นการสอนเด็กคนอื่นๆ ให้รู้จักความผิดนั้นไปพร้อมๆ กัน

จริงอยู่, คนที่โดนทำโทษอย่างนั้น ย่อม "เจ็บ" และ "อาย"
แต่ก็ทำให้ยอมรับอยู่ในใจว่า เราทำผิดจริง คนอื่นก็เห็นว่าผิดจริง
ถ้าเราไม่อยากเจ็บ ไม่อยากอาย เราจะไม่ทำผิดอย่างนี้อีกซ้ำสอง

หลายครั้งด้วยซ้ำ ที่เมื่อตกลงทำโทษ คุณครูยังลังเลใจ
บ่อยครั้งที่ยั้งมือไว้ ไม่ได้หวดไม้เรียวลงเต็มแรง
และเกือบทุกครั้งด้วยซ้ำ ที่เมื่อตีเด็กนักเรียนแล้ว คณครูจะลูบหัวเบาๆ
บอกว่า "อย่าทำอย่างนี้อีก" แล้วหายามาทารอยแผลให้หายแดง

"...การทำโทษ, ผลที่ได้รับมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ก็จริง
แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ "กระบวนการ" ทั้งก่อนหน้า ขณะ และหลังทำโทษ
การถามซ้ำ เพื่อให้เด็กยอมรับความผิด รับรู้ผลการกระทำ - เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้
การสอบถามความเข้าใจ และปลอบโยนตามสมควร จะทำให้เด็กเรียนรู้
เด็กจึง "เจ็บ" แล้ว "จำ" - ไม่เฉพาะแต่ "จำความเจ็บ" อย่างเดียว
แต่ยัง "จำความผิดที่ทำให้เจ็บ" ได้ดีขึ้นใจอีกด้วย..."

นอกจากนี้ ยังจดจำ "คนที่ทำให้เจ็บ" ติดตรึงในความทรงจำไม่รู้ลืม

...

...

ที่บอกอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าการ "ตี" เป็นสิ่งจำเป็น
ความจริงแล้ว คุณครูจะใช้วิธีการใดก็ได้ ที่ทำให้ "เจ็บแล้วจำ"
การตีอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่เป็นตัวแทนของความ "เจ็บ" ที่ชัดเจน
จนกลายเป็นเงื่อนไข เป็นสัญลักษณ์ของกฏระเบียบในการเรียนสมัยก่อน

สิ่งที่ต้องจำ ไม่ใช่แค่ความ "เจ็บ" ที่ได้รับ แต่เป็น "กระบวนการ"
ว่า ทำอะไรผิดไปบ้างจึงต้องโดนตี และทำไมจึงต้องรับโทษเจ็บๆ อย่างนี้
ฉะนั้น "คำถาม" ก่อนโดนตีจึงมีความสำคัญ เป็น "กระบวนการ" ที่จะลืมไม่ได้
ที่จะทำให้เด็ก "ระลึกรู้ - recalling" และ "เรียนรู้ - learning" เหตุและผล
เข้าใจที่มาที่ไป เกิดความ "สำนึกรู้" ในความผิดและผลของความผิดที่ตนกระทำ

น่าเสียดายที่สมัยนี้ มุมมองของคนทั่วไปเปลี่ยนแปลงไปมาก
การตีนักเรียน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และ "ไร้คุณค่าความเป็นคน"
แม้การลงโทษอย่างอื่นๆ เช่น วิ่งรอบสนาม ยืนหน้าห้อง ริบของกลาง ฯลฯ
ล้วนแต่ถูกมองว่าเป็นสิ่งเกินเลย ที่จะปฏิบัติต่อนักเรียนที่กระทำความผิด
แถมพ่อแม่ยังกลับให้ท้าย ส่งเสริมลูกในทางที่ไม่สมควรอยู่บ่อยๆ
เมื่อเด็กถูกวาง "เงื่อนไขการเรียนรู้" มาอย่างนี้ จึงรับไม่ได้ที่จะโดนทำโทษ
ที่ร้ายกว่านั้นคือ รับไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะ "เป็นคนผิด" และ "ยอมรับผิด"
คำว่า "กฏมีไว้แหก" จึงเป็นคำพูดติดปากของเด็กนักเรียนทั่วไป
และล่วงเลยถึงนิสิตนักศึกษา จนแม้จะโตผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

คำกล่าวอ้างบางอย่าง เช่น "...กฏระเบียบจะมีไว้ทำไม ไม่เห็นได้เรื่อง..."
"...แหกกฏแล้วผิดหรือ ไม่ได้ทำให้โง่ลงสักหน่อย จะเรื่องมากทำไม..."
"...กฏโบราณคร่ำครึ..."
ฯลฯ ก็เกิดจากการเรียนรู้ที่ผิดพลาดตรงนี้แหละ

"...ไม่ได้ต้องการให้รื้อฟื้นการ "ตี" กลับมาอีกครั้ง - เด็กๆ คงรับไม่ได้
แต่เพราะเติบโตมาพร้อมกับไม้เรียว ที่คอยย้ำเตือนให้ "เจ็บ" แล้ว "จำ"
เมื่อได้เห็นเด็กสมัยนี้ที่ไม่เคยเจ็บ และไม่พร้อมจะจำ จึงรู้สึกเห็นใจ
ถ้าเพียงแต่เปลี่ยนการตีมาเป็นการลงโทษวิธีอื่น แต่ยังคงกระบวนการไว้
ไม่ปล่อยตามใจมากถึงเพียงนี้ ปัญหาหลายอย่างก็คงจะไม่เกิดตามมา..."

ลองคิดดูเถอะว่า หากไม่เรียนรู้ความผิด ไม่รู้จักความเจ็บมาก่อน
จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดเจ็บ - เมื่อเจอสิ่งนั้นจะทำใจรับได้อย่างไร
การลงโทษ จึงไม่ใช่ความสะใจของคนทำโทษ ไม่ใช่สิ่งที่ไร้มนุษยธรรม
แต่เป็นการสั่งสอนให้เด็กรู้จักความผิด รู้จักความเจ็บ รู้จักคุณธรรม
และพร้อมรับความเจ็บช้ำอื่นๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของเราได้ต่อไป

ขอแต่คุณครูอย่าเผลอทำไปโดย "ลุแก่โทสะ" ของตนเท่านั้น

...

โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
ถ่ายไว้เมื่อคราวลงงานเวชศาสตร์ชุมชน ต้นปี ๒๕๕๒
รณรงค์หยอดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอให้แก่เด็กไทยและพม่า
   

...

ถ้าเปรียบความเจ็บจากการถูกลงโทษ คือความเจ็บช้ำในใจ
"กระบวนการ" ของใจ ก็คือการทบทวนความผิดที่ตนกระทำ
จริงอยู่, ความเจ็บช้ำที่ได้รับ อาจไม่ได้เกิดจากความผิดของเราตรงๆ
แต่การทบทวนจะสอนให้เรามองที่มาที่ไปอย่างตรงไปตรงมา
ว่า เพราะเหตุใดจึงเจ็บช้ำ และหาทางแก้ไข ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

ทุกวันนี้ ไม่มีไม้เรียวมาคอยตามตีฝ่ามือหรือเรียวน่องอีกแล้ว
แต่ยังคงจดจำความผิด ความเจ็บ และคุณครูที่ถือไม้เรียวได้เป็นอย่่างดี
รวมถึงการที่คุณแม่ตีซ้ำ เมื่อฟ้องว่าโดนคุณครูตีเพราะทำความผิด
ฉันอาจจะเกิดเร็วไป จึงโดนทำโทษด้วยวิธีการที่คนสมัยนี้มองว่าป่าเถื่อน
แต่ก็เพราะวิธีการนี้แหละ ที่ "ลบความป่าเถื่อน" ออกไปจากใจ
ช่วยให้ใจรู้จัก "กระบวนการ" และพร้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความจริง

"...ถ้ามองการทำโทษ เป็นแค่การตอบสนองต่อความผิด ก็คงแค่นั้น
หรือยิ่งเห็นการทำโทษเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ปกป้อง ก็ยิ่งไปกันใหญ่
แต่หากมองให้เห็นที่มาที่ไป มองกระบวนการลงโทษนั้นให้ชัด
ความรู้สึกที่มีต่อการลงโทษย่อมเปลี่ยนไปจากเดิม กว้างมากกว่าเดิม
ไม่ติดอยู่กับแค่ "ความเจ็บ" หรือ "ความอาย" จากการลงโทษเท่านั้น..."

พร้อมหรือยัง ที่จะยอมเจ็บเสียบ้าง หากตนทำผิดพลาดไป
พร้อมหรือยัง ที่จะรู้จักความผิด และยอมรับความผิดพลาดของตน
และพร้อมหรือยัง ที่จะยอมรับผลของการกระทำนั้นอย่างเต็มใจ
ดีกว่าที่จะหลบหนี หรือหาเกราะกำบังอย่างคนอ่อนแอเขาทำกัน

...

โรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง ในชุมชนชาวพม่า ชายแดนไทย
อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
เปิดสอนลูกหลานชาวพม่าพลัดถิ่น

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

สมัยนี้แทบไม่เคยเห็นไม้เรียวแล้ว
ไม้เรียวทำให้จำและสำนึกกับการทำผิด
และจะไม่ทำอีกเลย

#17 By Ruunnq on 2009-12-16 14:55

ขอบคุฯที่มาเยี่ยมนะคะopen-mounthed smile big smile

#16 By มีนมีน on 2009-12-10 10:33

เท่าที่จำความได้

ความแรงที่โดนครูตีตอนนั้น

ทิ้งรอยไว้ให้เชยชมตั้งหลายวันแน่ะครับ

ตอนโดนสดๆใหม่ๆ ร้องไม่ออกไปเลย 5555

#15 By Mean FUXK on 2009-12-09 22:43

ตอนเด็กๆ ก็โดนไม้เรียวเหมือนกันค่ะ
ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน..sad smile

#14 By nudee on 2009-12-08 12:52

ไม้อ่อนดัดง่าย
ไม้แก่ดัดยากขร้าsad smile sad smile sad smile

#13 By KoyKunG on 2009-12-08 09:36

ต้องไปเหลาไม้เรียวเนียนๆ กว่านี้เสียแล้วค่ะ

#12 By มิตร on 2009-12-08 08:27

ต้องไปเหลาไม้เรียวเนียนๆ กว่านี้เสียแล้วค่ะ

#11 By มิตร on 2009-12-08 08:27

ไม้เรียวทำให้คนเป็นคนดี คอนเฟิม:) แม้จะเจ็บ จะเป็นแผล แต่ก็สอนให้คนได้รู้ซึ่งคำว่าทำดีได้ดี ในชั่วแค่โดนตี
เราเป็นคนหนึ่งที่เคยโดนไม้เรียวบ่อยๆ ทั้งที่บ้านและทั้งโรงเรียน


แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆไม่ค่อยจะได้เจอไม้เรียวแล้ว
คุณครูไม่กล้าตี กลัวข้อหาทำร้ายร่างกายศิษย์จากผู้ปกครอง
เด็กมันก็ดื้อขึ้น เพราะแทบจะไม่ได้รับการสั่งสอน

เดี๋ยวนี้อะไรอะไรก็เปลี่ยนไปนะคะ

#9 By fueyZ on 2009-12-07 22:05

ก่อนจะเป็น พ่อแม่ รังแกฉัน

รักแต่ไม่ผูก ไม่ ตี เลี้ยงลำบากคร้าบบ

รักษาสุขภาพด้วยนะคร้าบบbig smile Hot!

#8 By youuue on 2009-12-07 21:06

ภาพน่ารัก เรื่องประทับใจ big smile

#7 By E.T.*** on 2009-12-07 20:43

โตขึ้นมาเป็นผู้เป็นคนทุกวันนี้ได้

ก้อเพราะ

"ไม้เรียว" นี่แหล่ะคร่ะ

ทั้งของแม่ และของคุณครู open-mounthed smile

#6 By ~ Space Bar ~ on 2009-12-07 20:32

โตมากับไม้เรียวค่ะ...ตอนโดนตีเจ็บมาก แต่ที่รู้คือ เราจดจำได้ว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำbig smile

#5 By Nart on 2009-12-07 20:16

พักจากการอ่านหนังสือเลยแวบมา...

โตมากับไม้หลายไม้เหมือนกันค่ะพี่

ที่โรงเรียนโดนคุณครูใช้ไม้เรียวตีตอนเด็กๆ ส่วนมากเป็นเรื่องคุยในห้องเรียน พอประถมปลายก็กลายเป็นเด็กเรียบร้อย ไม่ค่อยโดนตี ยกเว้นโดนกันยกชั้น

ที่บ้านจะเป็นไม้บรรทัดเหล็กบ้าง ไม้แขวนเสื้อบ้าง หรือไม่ก็ฝ่ามือนี่แหละ...
เวลาทะเลาะกันกับน้อง หรือไม่ก็เถียงคุณพ่อคุณแม่ และอื่นๆ

น่าเป็นห่วงเด็กรุ่นหลังมากๆ เมื่อการเลี้ยงดูของพ่อแม่สมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไป... = ="

ป.ล.ไม่นึกเลยว่าตอนเด็กพี่อาร์ทจะสร้างวีรกรรมไว้กับเค้าเหมือนกัน อิอิ

double wink

#4 By S@nDGLasS on 2009-12-07 19:43

เป็นคนที่โตมา่กับไม้เรียวเช่นกันคะ
โดนมาหมดแล ้ว ไม้มะยม ไม้หวาย ไม้ไผ่ ฝ่ามือ

เจ็บเหมือนกัน แต่ตัวเองก็ผิดเหมือนกันsurprised smile
โตมากับไม้เรียวเหมือนกันค่ะ ^^
แต่เป็นไม้เรียวของแม่ เจอมาหมดแล้ว ทั้งก้านมะยม(อูย... อันนี้แสบสุด) ไม้แขวนเสื้อ ก้านลูกโป่ง

เวลาลงโทษจะโดนเรียกมาคุยก่อน ให้รู้เรื่องว่าเราทำผิดอะไร แล้วค่อยตี ห้ามชักมือหนีด้วย ไม่งั้นโดนหนักกว่าเดิม เอิ๊ก =w=

พออยู่โรงเรียน จะเจอการลงโทษแบบ วิ่งรอบสนาม สก็อตจั๊มป์ มากกว่าค่ะ ^^

#2 By : : sicha : : on 2009-12-07 17:15

ไม้เรียว..ทำให้ฅนเป็นฅนดี
ไม้เรียว..ทำให้ฅนเป็นนายกHot!

#1 By ฅนข้างถนน on 2009-12-07 17:12

Recommend