[เนื้อหา "วิชาเกิน" : โปรดอ่านอย่างใจเย็น แล้วจะเย็นใจ]

...

FW หลายฉบับส่งมาเมื่อไม่นานนี้ ด้วยเนื้อความเดียวกัน
คัดลอกคำกลอนเกี่ยวกับเขมร ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
ที่ได้ประพันธ์ไว้ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์
ลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ - กว่า ๕๐ ปีที่แล้ว
คราวนั้น ไทยมีกรณีพิพาทกับกัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร
ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศสในอินโดจีน

เมื่อคนไทยและกัมพูชากลับมามีปัญหากันอีกครั้ง ด้วยเรื่องเดิมๆ
ทั้งยังมีปัญหาการเมืองเพิ่มเติมเข้ามาใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ
คนไทยส่วนใหญ่ที่รับรู้เฉพาะประวัติศาสตร์ชาตินิยม จึงไม่พอใจ
ทำนองเดียวกับที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้กล่าวไว้ในคำกลอนนั้น
หลายคนอ่านแล้ว ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก "คลั่งชาติ" ให้ฝังลึก
กลายเป็นความ "โกรธแค้น" ซึมซ่านในใจจนไม่อาจลบล้างได้เลย

เสียงตอบรับส่วนใหญ่คงเป็นไปในทาง "คล้อยตาม"
ว่า "อย่าไว้ใจเขมร" เพราะ "เขมรแปรพักตร์ ไม่รู้จักบุญคุณ"
สายตาของคนไทยเรามองเขมรอย่างนี้ ตามตำราเรียนของไทย
เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน
แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจว่า คนเขมรมอง "ไทย" อย่างไรบ้าง

...

ปราสาทนครวัต เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา 

...

พระราชพงศาวดารสยาม ฉบับ "ชำระ" ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะที่ "แต่งขึ้นใหม่" ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมรมาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย
เมื่อก่อน ดินแดนอุษาคเนย์เป็นถิ่นอำนาจของชนชาติขอม
ผู้นำไทยนาม "พ่อขุนผาเมือง" และ "พ่อขุนบางกลางหาว"
ร่วมกันขับไล่ "ขอมสบาดโขลญลำพง" ออกจากสุโขทัย
ประกาศเอกราช สถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นเป็นราชธานี
พ่อขุนผาเมืองทรงมอบพระแสงขรรค์ชัยศรีแก่พ่อขุนบางกลางหาว
พร้อมทั้งสละพระราชทินนามของตนที่ได้รับจากกษัตริย์ขอม
พ่อขุนบางกลางหาวจึงได้เป็น "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์"
ขึ้นปกครองกรุงสุโขทัยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร มีลักษณะ "ขัดแย้ง" กันตลอด
หลังจากที่ไทยทำลายกรุงพระนครในสมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว
ฝ่ายไทยถือว่าเขมรเป็นเมืองประเทศราชของไทยเสมอมา
ฝ่ายเขมรนั้นมัก "ฉวยโอกาสยามที่ไทยพลาดพลั้ง" ตั้งตนเป็น "กบฏ"
แอบ "ตีท้ายครัว" กวาดต้อนผู้คนตามแถบชายแดนไทยอยู่เนืองๆ
ดังเรื่อง "พระยาละแวก" หรือ "นักพระสัฏฐา" ในสมัยพระนเรศวร
ที่ยกทัพเข้าซ้ำเติมเมื่อไทยติดพันศึกพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง
สมเด็จพระนเรศวรจึงนำทัพตีเมืองละแวก จับนักพระสัฏฐาประหารชีวิต
เพื่อให้สมกรรมที่นักพระสัฏฐา และ "ราชวงศ์เขมร" กระทำต่อไทย

"...อัตลักษณ์ของเขมร ผ่านงานพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ
จึงเป็นชนชาติที่เฝ้าก่อกวน คอยซ้ำเติมเมื่อไทยพลาดพลั้งอยู่เสมอ
เข้าทำนองนกสองหัว ที่เข้าข้างไทยเมื่อไทยเข้มแข็ง
และเข้าข้างเวียดนาม ซ้ำเติมไทย เมื่อเห็นว่าไทยอ่อนแอ..."

สมัยรัตนโกสินทร์ สยามกับอันหนัม (เวียดนาม) ทำสงครามกัน
ดังปรากฎเรื่องราวในประวัติศาสตร์ว่า "อานามสยามยุทธ์"
สืบเนื่องจากการจลาจลในกรุงกัมพูชา ปลายรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี
ซึ่งตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
จนล่วงเข้าสู่รัชกาลพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
การจลาจลครั้งนั้น มีทั้งฝ่ายไทยและเวียดนามเข้าร่วมผสมโรง
จนพัฒนาเป็นศึกระหว่างไทยกับเวียดนาม บนพื้นที่กรุงกัมพูชา
สงครามครั้งนี้ไทยชนะ - ในเชิงสัญลักษณ์ - และสถาปนา "พระองค์ด้วง" เป็นกษัตริย์
พระนาม "สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี" ครองกรุงอุดงค์มีชัย
มีอำนาจเหนือกรุงกัมพูชา ในฐานะประเทศราชสยาม

ที่กล่าวว่าสยาม "มีชัยในเชิงสัญลักษณ์" นั้น เพราะแท้จริงแล้วเสมอกัน
ทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกันเจรจาความเมือง ทำสัญญาสงบศึก
โดยมุ่งหวังประโยชน์สูงสุดตาม "ความเชื่อ/โลกทัศน์" ของฝ่ายตน
ฝ่ายไทยถือว่าตนมีอำนาจสถาปนากษัตริย์เขมร ก็นับว่าเป็นผู้ชนะ
ในขณะที่ฝ่ายเวียดนามก็ยังมีสิทธิเหนือพื้นที่กรุงกัมพูชาได้เช่นเดียวกัน
ถ้ามองแบบสงครามแย่งชิงพื้นที่แบบสมัยใหม่ ก็ถือว่าเวียดนามชนะ

เมื่อฝรั่งเศสมีชัยเหนืออันหนัม (โคชินไชน่า) ได้แผ่อิทธิพลมาสู่สยาม
โดยกล่าวอ้างว่า แต่เดิมเขมรเป็นเขตปกครองของอันหนัม

เมื่อฝรั่งเศสได้อันหนัม ย่อมต้องมีสิทธิเหนือเขมรไปพร้อมกัน
ฝรั่งเศสบีบบังคับไทยด้วยปืนใหญ่เรือรบ จอดเทียบพระบรมมหาราชวัง
ให้ไทยยอมยกกัมพูชาเป็นรัฐในอารักขาของรัฐบาลฝรั่งเศส
ฝ่ายกัมพูชานั้น เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาก็ยินยอม ด้วยเห็นเป็นโอกาสอันดี
ที่จะปลดแอกตนออกจากอำนาจของไทย ตามคำลวงของฝรั่งเศส
ท้ายที่สุด กัมพูชาจึงตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย กล่าวความสรุปได้อย่างนั้น

...

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

...

เมื่อกลับมามองผ่านสายตาของชาวเขมรที่มีต่อไทย
ในขณะที่ชาวไทยมองเขมรเป็น "เขมรแปรพักตร์" คอยซ้ำเติม
เขมรเองก็มองไทยว่า "สยามเนรคุณ" ต่อแผ่นดินเขมรเช่นกัน
โดยกล่าวหาว่าไทยหาทาง "บุกรุก แย่งชิง" ดินแดนเขมรเสมอมา

หนังสือ "ประวัติศาสตร์พระราชาณาจักรกัมพูชาฯ"
โดย ดร. มิเชล ตราเณ นักประวัติศาสตร์ชาตินิยมชาวกัมพูชา
ได้กล่าวถึงภูมิภาคอุษาคเนย์ว่า "เป็นของประชาชนเขมรทั้งมวล"
ต่อเมื่อชนชาติ "ไท-ลาว" ได้อพยพจากจีนตอนใต้ลงมาในแถบนี้
เข้ามาขายแรงงาน "กินค่าจ้าง" อยู่ในกองทัพเขมรอยู่นมนานเต็มที
จึงปะปนเข้ากับเชื้อชาติเขมรซึ่งเป็นคนในพื้นที่อยู่เดิม
ดังนั้น ชนชาติไท-ลาว ทุกวันนี้ จึงเป็น "ลูกผสม" ของเขมรทั้งนั้น

แต่เดิมคนไทยไม่มีรัฐเป็นของตนเอง กระทั่งสถาปนากรุงสุโขทัย
แม่ทัพไทยที่ชื่อ "ศรีอินทราทิตย์" เคยรับใช้ในกองทัพเขมร
ต่อมาเกิดแข็งข้อ ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้นทางทิศตะวันตก
ค่อยๆ รวบรวมคนไทย เปลี่ยนถ่ายอำนาจสู่กรุงศรีอยุธยา
และจัดทัพกลับมาแก้แค้น ตีกรุงพระนครเขมรจนแตกสลาย
พร้อมทั้งแย่งชิงวัตถุมีค่าจำนวนมากกลับกรุงศรีอยุธยา

ดร. มิเชล ตราเณ เน้นย้ำมูลเหตุสงครามไทย - เขมรเอาไว้
ว่า เกิดจาก "ความอาฆาตที่มีมาตั้งแต่เมื่อไทยอยู่ใต้อำนาจเขมร"
รัฐไทยซึ่งพัฒนาการขึ้นมาจากมูลฐานทางวัฒนธรรมเขมร
ตลอดจนขยายตัวขึ้นบนพื้นที่ภูมิศาสตร์ของเขมรมาแต่เดิม
ได้ถือโอกาสที่เขมรเกิดความวุ่นวายภายใน เข้าแย่งชิงแผ่นดิน

"...เพราะเวลานั้น ประเทศเขมรมีวิบัตินโยบายภายใน
แล้วชนชาติไทยก็ถือโอกาสอันดี เพื่อบำเพ็ญมหิจฉตาของตน
โดยความโลภเอาแผ่นดินเขมร ไม่รู้จักอิ่มหน่ายเลย..."

แม้เมื่อมีปัญหาความไม่สงบตามชายแดนไทย - กัมพูชา
ดร. มิเชล ตราเณ ยังกล่าวสำทับไว้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
เพราะในอดีต ไทยได้แสดงความโลภต่อแผ่นดินเขมรมาแล้ว
ไม่ใช่เพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่นับครั้งไม่ถ้วนเลยด้วยซ้ำ

...

นางอัปสรา (อัปสร) แบบเขมร ตามจินตนาการของศิลปิน 

...

ที่ยกเรื่องราวเก่าๆ มาเล่าสู่กันฟังนี้ ไม่ได้หมายใจให้แตกคอกัน
แค่อยากให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ "ชาตินิยม" นั้นน่ากลัวแค่ไหน
ไทยเรามองเขมรอย่างเหยียดหยามมากเพียงไร
ฝ่ายเขมรก็มองไทยในแง่ลบ และเคียดแค้นไม่ต่างกัน

คนไทยส่วนใหญ่ เรียนประวัติศาสตร์ใน "สกุลดำรงราชานุภาพ"
และตำราของกระทรวงฯ ซึ่งปรับปรุงเนื้อหาในสมัยจอมพล ป.
คล้ายคลึงกับตำราประวัติศาสตร์ของกัมพูชาสมัยอาณานิคม
ที่เขียนขึ้นตามโครงสร้างประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบตะวันตก
โดยเฉพาะข้อมูลการศึกษาของ "สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ"
นำโดย ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (Prof. George Cœdés)
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ "ชนชาติ" ในอุษาคเนย์อย่างลึกซึ้ง
ฝากผลงาน "ครอบงำ" ความคิดของคนในภูมิภาคนี้มายาวนาน

แนวคิดแบบ "ชาตินิยม" ที่ฝังรากลึกอยู่ในความเชื่อของคนไทย
รวมถึงความคิดที่ "ครอบงำ" คนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมภูมิภาคเดียวกันนี้
เกิดจากการตีความประวัติศาสตร์ตามอย่างตะวันตก
ชาวตะวันตกนั้นไม่มีสำนึกอย่างพี่น้องเหมือนชาวตะวันออก
หรือหากจะมีอยู่บ้าง ก็คงน้อยนิดเสียจนไม่อาจมองเห็นได้เลย
เมื่อฝรั่งเศสเข้ามายังอินโดจีน ศึกษาประวัติศาสตร์อุษาคเนย์
ด้วยความไม่เข้าใจในรากฐานความเชื่อดั้งเดิมของคนพื้นถิ่น
ฝรั่งเศสจึงตีความการทำสงครามของคนในภูมิภาคนี้
เป็นการ "แสดงอำนาจระหว่างรัฐ" เหมือนในประเทศของตน
แล้วป้อนข้อมูลเหล่านั้นแก่คนพื้นถิ่นให้เชื่อจนสนิทใจ
กระทั่งกลายเป็นระเบิดเวลาแห่งความขัดแย้งในเวลาต่อมา

หลักฐานสนับสนุน "สิทธิธรรม" ของฝรั่งเศสเหนือกรุงกัมพูชา
คือ วรรณกรรมเรื่อง "คำสั่งตามาส - บ็อณฎำตาเมียะส์"
เป็นเรื่องเล่าชีวิตของชาวเขมร ชื่อ "ตามาส - ตาเมียะส์"
ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตอันโหดร้ายในสงครามอานามสยามยุทธ์
และชื่นชมฝรั่งเศสอย่างสุดใจ ที่เข้ามาขับไล่สยามและเวียดนาม
คนที่ได้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ ย่อมกล่าวด้วยข้อสรุปที่ตรงกัน
ว่า "เป็นหนังสือแบบประวัติศาสตร์ ที่รับใช้ระบบอาณานิคม"

...

ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (Professor George Cœdés)
เมื่อดำรงตำแหน่งหัวหน้าหอสมุดวชิรญาณ พระนคร
 

...

คนอุษาคเนย์นับถือกันแบบเครือญาติ (Cognatic relationship)
เมื่อจะครองแผ่นดิน หรือสั่งสมกำลังพล ก็มักจะติดต่อเพื่อเกี่ยวดอง
เช่น ขอพระราชบุตรีของเมืองหนึ่ง มาเป็นพระชายาของตนเอง
เพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างครอบครัว นับถือเป็นพี่เป็นน้องกัน
ดังรายละเอียดในวรรณกรรมไท-ลาว เรื่อง
"ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง"
ใครมีอำนาจบารมีมาก ก็นับว่าเป็นพี่ใหญ่ คนอื่นก็เป็นน้องรองลงมา
หากพี่ใหญ่สิ้นบุญ น้องคนไหนแสดงความสามารถเป็นที่ประจักษ์
ก็ย่อมได้ขึ้นเป็นพี่ เป็นหัวหน้าครอบครัวต่อจากคนก่อน
ไม่ใช่การแสดงอำนาจเหนือ "พื้นที่" อย่างที่คนเดี๋ยวนี้เข้าใจกัน

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับเขมรนั้น ชัดเจนในสมัยอาณานิคม
ก่อนหน้านี้ สงครามระหว่างไทยกับเขมร มีจุดมุ่งหมายที่กำลังคน
กล่าวคือ เป็นการต่อสู้เพื่อ "ดึงกำลังคน" มาเป็นฝ่ายของตน
หากผู้คนเห็นว่าฝ่ายใดมีพระราชอำนาจมาก ก็เข้าข้างฝ่ายนั้น
ส่วนฝ่ายที่แพ้ ก็เป็นเพราะอำนาจบารมีได้เสื่อมสิ้นลงไป
อันเป็นผลจากบุญวาสนาซึ่งได้สั่งสมกันมาแต่เดิม
จึงไม่แปลก หากชาวอยุธยาจะยกย่อง "บาเยงนอง - บุเรงนอง"
เพราะพระองค์เป็น "พระจักรพรรดิราช" ในอุดมคติของคนทั่วไป

การต่อสู้เพื่อ "ดึงกำลังคน" แตกต่างจากการ "แย่งชิงดินแดน"
สำนึกใน "ดินแดนอธิปไตย" ไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มคนอุษาคเนย์
หรือหากจะมีอยู่บ้างก็เป็นเพียง "อุดมคติ" ที่ไม่ได้จริงจังอะไร
จึงเป็นธรรมดาที่การสงครามในอดีตจะมุ่งเน้นกวาดต้อนกำลังคน
มากกว่าจะปักปันเขตแดน หรือแผ่ขยายพระราชอำนาจเหนือดินแดน
และเป็นธรรมดาอีกเช่นกัน หากดินแดนใดจะอยู่นอกเขตการปกครอง
อย่าง "ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย" ก่อนคริสตศตวรรษที่ ๑๗
หรือ "ศรีศิขรีศวร" บนเทือกเขาพนมดงเร็ก ก่อนฝรั่งเศสขีดพรมแดน

...

 

ศรีศิขรีศวร ชื่อแท้จริงของปราสาทพระวิหาร
ชาวเขมรไม่พอใจที่ชาวไทยเรียกว่า "ปราสาทพระวิหาร"
ควรเรียกว่า "ปราสาทเพรียะฮ์วิเฮียร์" ให้ถูกต้องตามสำเนียง
เพราะเป็นมรดกของชาวเขมร ต้องออกเสียงสำเนียงเขมร

เขียนเป็นอักษรเขมรอย่างนี้ "ប្រាសាទ​ព្រះវិហារ"

... 

เมื่อตะวันตกเผยแพร่โครงสร้างประวัติศาสตร์
และเริ่มกล่าวอ้างอำนาจอธิปไตยเพื่อล่าอาณานิคมของตนเอง
ขอบเขตอำนาจรัฐในภูมิภาคนี้จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
สำนึกเรื่อง "เขตแดนอธิปไตย" เข้ามาแทนที่ "กำลังคน"
การสงครามกลายเป็นการ "แย่งชิงดินแดน" ระหว่าง "ชนชาติ"
ความพ่ายแพ้ไม่ใช่แค่ "สูญเสียกำลังคน" แต่คือการ "เสียดินแดน"
เมืองประเทศราชไม่ใช่แค่ "ยอมรับอำนาจ" แต่อยู่ "ใต้อำนาจ"
เช่นเดียวกับการตกเป็น "เมืองขึ้น" อย่าง "รัฐอาณานิคม"

ภาพวาดแผนที่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ที่พวกเราเคยเรียน
ตัวอย่างเช่น แผนที่ภูมิศาสตร์  ของ อ. ทองใบ แตงน้อย
ล้วนแต่เขียนขึ้นจากสำนึกแบบ "ประวัติศาสตร์รัฐชาติ"
ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในยุคสมัยจักรวรรดินิยมตะวันตกนี้เอง
แต่เพราะเราถูกตีกรอบมาให้เชื่ออย่างนี้ จึงดิ้นไม่หลุด
แล้วเผลอเอากรอบความคิดนี้มาเป็นเหตุขัดแย้งกันเรื่อยมา
ในที่สุดก็หมดแรง สิ้นชีพอยู่ในกรอบความคิดแคบๆ นั้นเอง

"...ถ้าเรามองไม่เห็นประวัติศาสตร์ "ร่วม" ของคนในภูมิภาคนี้
ทั้งยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมเครือญาติที่พวกเราเคยมีมาแต่เดิม
กลับหลงใหลไปกับความ "ล้าหลัง - คลั่งชาติ" อย่างตะวันตกเช่นนี้
คงมีแต่จะแตกแยกกัน ต่อสู้ขัดแย้งกันไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วเมื่อไรกันเล่า เรากับเพื่อนบ้านจึงจะมีสันติภาพต่อกันได้..."

...

ภาพสลักขบวนแห่ชาวสยาม "เนะ สยำกุก - นี่ ชาวสยามกก"
จิตร ภูมิศักดิ์ เชื่อว่าน่าจะหมายถึงชาวไทยแถ