[กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานนับเดือน]

...

เมื่ออยู่ชั้นประถม เพิ่งจะเริ่มเรียนภาษาไทยเป็นจริงเป็นจัง
คุณครูเคยสอนว่า ภาษาไทยเป็นคำโดดที่นำมาเรียงต่อกันเป็นประโยค
เมื่อจบประประโยคหนึ่งๆ จะเว้นวรรคเพื่อพักเนื้อความเป็นช่วงไป
หรือแม้บางครั้งยังไม่ทันจบเนื้อความ ก็อาจจะเว้นวรรคได้เหมือนกัน
ขึ้นอยู่กับรูปแบบประโยค และเนื้อความที่กล่าวถึงอยู่ในขณะนั้น

การทำอย่างนี้ นอกจากคนพูด/คนเขียนจะไม่เหนื่อยจนเกินไปแล้ว
ยังสะดวกต่อคนฟัง/คนอ่านด้วย เหมือนได้พักไปพร้อมๆ กัน
ถ้อยคำที่ต่อเนื่อง หรือเขียนเรียงกันเป็นพรืด คนมักไม่ค่อยสนใจ
ต่างจากประโยคที่มีช่องว่างคั่น เหมือนได้ผ่อนคลายเป็นระยะ
ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นจากการรับข้อมูล ย่อมน้อยลงไปกว่ากัน

เทคนิคการเว้นวรรค ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร, คุณครูบอกอย่างนั้น,
ถ้าเป็นการพูด ให้เอาเนื้อความเป็นตัวกำหนดความสั้นยาวของประโยค
หรือถ้ายาวมาก ก็เอาความเหนื่อยของคนพูดน่ะแหละเป็นตัวตัดสิน
แต่ถ้าเป็นการเขียน อาจจะยากกว่าหน่อย เพราะเราเขียนได้เรื่อยๆ
คุณครูจึงแนะนำว่า เมื่อเขียนแล้วลองอ่านทวนดู - อ่านออกเสียงดังๆ
ถ้าอ่านไปจนเหนื่อยเมื่อไหร่ ก็ให้เว้นวรรคตรงนั้นแหละ - ง่ายดี
ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง - คนอ่านก็เหนื่อยเป็นเหมือนกัน

เก็บเอาวิธีการนี้มาใช้อยู่นาน นานจนถึงปัจจุบัน
จนเมื่อเริ่มเขียนหนังสือจนคล่องแล้ว จึงค้นพบความจริงบางอย่าง
ว่า แม้การเว้นวรรคจะเป็นการตัดประโยค แยกเนื้อความเป็นช่วงๆ
แต่ในความเป็นจริง การเว้นวรรคก็ใช่จะมีประโยชน์อย่างนั้นเสมอไป
เพราะบ่อยครั้งที่เราเห็นว่าคนเขียนเว้นวรรคเพราะอยากเว้น
หรือเว้นเพราะไวยากรณ์บังคับ โดยที่ยังไม่ทันจบถ้อยความด้วยซ้ำ
เหมือนอย่างในหนังสือเรียนภาษาไทยเล่มแรก เรื่อง "ตา มา รถไฟ"
ที่คำทุกคำในประโยคถูกแทรกกลางด้วยการ "เว้นวรรค" ทุกครั้ง
จนไม่แน่ใจว่า เพราะคนเขียนเหนื่อย หรือกลัวคนอ่านจะเหนื่อยก็ไม่รู้

...

...

การเว้นวรรค คือการตัดแบ่งเนื้อความเป็นช่วงๆ
หรืออีกแง่หนึ่ง คือการหยุดการถ่ายทอดข้อมูลเป็นพักๆ
เพื่อที่ผู้ส่งสาร และผู้รับสารจะได้มีเวลาคิด ทำความเข้าใจ
พินิจพิเคราะห์ความหมายที่ "ชัดเจน" และ "ซ่อนเร้น" อยู่ในสารนั้น

โดยนัยนี้, การเว้นวรรคจึงเป็นเสมือน "จังหวะ" ของเนื้อความ
คล้ายๆ  กับจังหวะ/ทำนองของดนตรี มีผ่อนสั้นผ่อนยาวสลับกันไป
โดยมีโครงสร้างไวยากรณ์และความหมายเป็นตัวกำหนด
การเว้นวรรคที่ต่างช่วงกัน ย่อมส่งผลต่อความหมายของเนื้อความ
เท่ากับว่า การเว้นวรรคก็ถือเป็นการ "สร้างความหมาย" อย่างหนึ่ง
ซึ่งมีค่าเทียบเท่ากับประโยคที่ขนาบข้างมันอยู่นั้น

ตัวอย่างคลาสสิค คือ "ยานี้กินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน"
เปรียบเทียบกับ "ยานี้กินแล้วแข็ง แรงไม่มี โรคภัยเบียดเบียน"
สองประโยคนี้เขียนด้วยคำเดียวกันทั้งหมด แต่เว้นวรรคต่างกัน
เพียงเท่านี้ก็พอที่จะทำให้ประโยคทั้งสอง "สื่อความ" แตกต่างกันแล้ว

"...จะเห็นได้ว่า การเว้นวรรคไม่ใช่เพียงช่องว่างระหว่างประโยค
ที่ใช้สำหรับตัดแบ่งประโยคที่มาก่อนหน้า กับที่กำลังจะตามมาทีหลัง
และไม่ใช่เพียงแค่ใช้บอกความเหน็ดเหนื่อยของผู้ส่ง/ผู้รับสารเท่านั้น
หากยังมีคุณค่าในการสื่อสร้างความหมาย เทียบเท่ากับประโยคด้วยซ้ำ
ดังที่แสดงไว้แล้วว่า แค่เว้นวรรคต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไกลลิบ..."

ถึงจะเป็นเพียงช่องว่างเล็กๆ แต่ใช่ว่าจะไร้คุณค่า
ที่จะปล่อยให้อ่านผ่านตาไปเฉยๆ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไร
หากเพียงแต่อ่านอย่างพินิจสักหน่อย ก็คงจะพอมองเห็นได้กว้างขึ้น
ว่า สิ่งที่ดูธรรมดาๆ ในความคิด อาจจะซ่อนเร้นอะไรไว้มากมาย
เกินกว่าที่การมองอย่างผิวเผินของเราจะพบเห็นก็เป็นได้

...

...

ไม่เพียงแต่การเว้นวรรคจะมีผลต่อความหมายของประโยคเท่านั้น
แม้การเว้นวรรคในชีวิต ก็มีผลต่อความหมายในตัวเราเช่นเดียวกัน

ดังที่ทราบแล้วว่า การเว้นวรรคในขณะอ่าน คือการหยุดเพื่อคิด
เพื่อที่จะทำความเข้าใจเนื้อความที่ผู้เขียนนำเสนออยู่ตรงหน้า
หรือถ้าจะพูดให้ถูก, คือการทำความเข้าใจบริบทของความคิด
ซึ่งตกตะกอนต่อเนื่องผ่านตัวผู้เขียนออกมาเป็นผลงานเหล่านั้น
การเว้นวรรคในประโยคจึงไม่ต่างอะไรกับการเว้นวรรคของชีวิต
ที่หยุดเพื่อที่จะคิด เพื่อปลีกเว้นจากเรื่องราวที่ถาโถมต่อเนื่อง
แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจความหมายในชีวิตของตนเอง

การเว้นวรรคของชีวิต จึงเป็นการหยุดเพื่อย้อนมองสู่ภายใน
ให้ช่องว่างระหว่างลมหายใจ ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์
ก่อนที่ความต่อเนื่องประจำวัน จะทำให้เราหลงลืมมันไป
จนลืมแม้กระทั่งว่า เรากำลังหายใจเข้า - หยุด - ออก - หยุด อยู่ทุกขณะ
พร้อมกันนั้น ก็เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้พักผ่อนบ้างตามสมควร

"...ความต่อเนื่องของชีวิต ก็เหมือนกับประโยคที่เรียงต่อกัน
เวลาที่เราอ่านวรรณกรรม มีประโยคที่วางติดกันเป็นพรืด เราก็เบื่อ
ชีวิตก็เช่นเดียวกัน ความต่อเนื่องอาจเป็นอุดมคติที่ทุกคนต้องการ
แต่ถ้าไม่รู้จักพักเสียบ้าง ชีวิตมันก็เหนื่อยและน่าเบื่อไม่แพ้กัน..."

การหยุดพัก ก็เหมือนกับการเว้นวรรค ที่ไม่ใช่แค่ช่องว่าง
แต่มีความหมายซ่อนเร้นอยู่ภายในอีกมาก หากรู้จักทำความเข้าใจ
ถ้าการเว้นวรรคในประโยคอย่างเหมาะสม ส่งผลต่อความหมายแล้ว
การเว้นวรรคในชีวิตอย่างรู้เท่าทัน ก็ส่งผลต่อชีวิตของเราเหมือนกัน

...

...

การอ่านวรรณกรรมอย่างพินิจพิเคราะห์ สำหรับผู้ศึกษาทางด้านนี้
อาจช่วยให้สามารถตีความหมายของประโยค สัญลักษณ์ การเชื่อมโยง
ตลอดจนโครงสร้างและไวยากรณ์ที่กำหนดรูปแบบของงานวรรณกรรม
ซึ่งสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับวิถีชีวิต ความเชื่อ อุดมการณ์ทางสังคม
ที่แสดงออกผ่านตัวอักษร และวรรคตอนระหว่างประโยคนั้นได้
ทำให้การ "อ่านวรรณกรรม" เต็มเปี่ยมด้วยความสำราญใจ (jouissance)

ในทำนองเดียวกัน, การทบทวนชีวิตประจำวันอย่างพินิจพิเคราะห์
ก็อาจช่วยให้สามารถตีความหมายของชีวิตได้ละเอียดถี่ถ้วน
มองเห็นจังหวะของชีวิต สัมผัสได้ถึงความสั้นยาวของลมหายใจ
เข้าใจที่มาที่ไปของอารมณ์ และความรู้สึกได้กระจ่างชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การ "อ่านชีวิต" ที่มีทั้งต่อเนื่องและเว้นช่วง ด้วยแนวคิดที่เปิดกว้าง
จึงสร้างความสำราญใจได้ไม่ต่างไปจากการอ่านวรรณกรรมเลย
ขอเพียงแต่ให้เวลากับชีวิตเพื่อคิดทบทวนสักหน่อยเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ พึงตั้งจุดประสงค์ให้ชัดเจนก่อนว่า เราจะอ่านชีวิตอย่างไร
ความต่อเนื่องและการเว้นวรรคของชีวิตมีความหมายอย่างไรแน่
เหมือนเป็นการตั้งเป้าหมาย กำหนดแนวทางที่ชัดเจนเสียก่อน
ถ้าอ่านอย่างสะเปะสะปะไร้จุดหมาย การอ่านนั้นก็๋ไร้คุณค่า
ยิ่งหากเผลอเว้นวรรคโดยไม่เข้าใจด้วยแล้ว อาจเว้นวรรคผิด
จนทำให้ความหมายของชีวิตผิดเพี้ยนจนเกินจะแก้ไขก็เป็นได้

ถึงจะบอกให้เว้นวรรคในชีวิต แต่ไม่ได้ให้หยุดพักชีวิตทั้งหมด
การเว้นวรรคในชีวิต คือการหยุดเพื่อคิดทบทวน ค้นหาความหมาย
แต่การหยุดพักชีวิต, ในกรณีหลัง, หมายถึงการละทิ้งกิจกรรมในชีวิต
ที่มีค่าเพียงสร้างช่องว่าง แต่ไม่ได้สร้างความหมายใดๆ ขึ้นมา
ซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักที่เราต้องการเลยแม้แต่น้อย

"...ต้องไม่ลืมว่า การเว้นวรรค ไม่ใช่การหยุดสร้างความหมาย
แต่คือการซ่อนเร้นความหมายให้ค้นหา เหมือนเป็นเกมอย่างหนึ่ง
ที่ผู้เล่นต้องเข้าใจกติกา และฝึกฝนทักษะมาอย่างดีพอสมควร
จึงจะสามารถอ่านและค้นหาความหมายที่ซ่อนเร้นนั้นได้โดยง่าย
ซึ่งแน่นอนว่า ในความหมายของชีวิตก็ย่อมมีวิธีการคล้ายๆ กัน..."

...

...

"...ถ้าชีวิตมันเหนื่อยนัก พักผ่อนบ้างก็ได้ ฝืนไปคงไม่ดีเท่าไหร่
แต่ไม่ใช่ว่าหยุดพัก หรือเว้นวรรรคโดยปราศจากคุณค่าใดๆ เลย
ตรงกันข้าม, ควรจะเป็นการหยุดพักเพื่อสั่งสมกำลังและความคิด
ทบทวนเรื่องราวที่ผ่าน ก่อนที่จะเริ่มต้นประโยคใหม่ของชีวิตต่อไป..."

ถ้ามองหาความหมายที่ซ่อนเร้นระหว่างวรรคตอนของชีวิตได้
ทุกวันที่ผ่านไปก็จะมีคุณค่ามากกว่าแค่วันที่ผ่านมาแน่นอน

...

...

ขอบคุณคุณแม่สุดที่รัก - คุณครูท่านแรกในชีวิต
ที่สอนการใช้ภาษาไทย และส่งเสริมการ "อ่านวรรณกรรม"
ตลอดจนสอนศิลปะการ "อ่านชีวิต" มาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณคุณครูไพฑูรย์ แท่นคำ ครูประจำชั้น ป.๑/๒
คุณครูภาษาไทยท่านแรกในโรงเรียน ที่สอนให้รักภาษาไทย
ทั้งยังสอนให้เข้าใจการเว้นวรรค ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของบทความนี้

...

ปล. ๑, หายไปนานเป็นเดือน ตั้งแต่ย้ายขึ้นอายุรศาสตร์ ตึกอัษฎางค์
และใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงเดือนที่ผ่านมาอยู่บนชั้น ๑๒ ใต้
บางครั้ง เดินขึ้นตึกก่อนเจ็ดโมงเช้า กลับลงมาตอนดึกวันรุ่งขึ้นก็มี
ถึงจะไม่ใช่คนที่เก่งมาก แต่คิดว่าความรับผิดชอบต้องมาก่อนเสมอ
สิ่งที่ไม่รู้ อาจศึกษาเพิ่มเติมให้รู้ได้ด้วยกำลังความสามารถที่มี
แต่หากขาดความรับผิดชอบเสียแล้ว จะทำอะไรก็คงไม่ได้ความ

ตอนนี้ ย้ายมาอยู่ที่ รพ.พหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี
งานที่เคยเห็นว่าหนักเมื่ออยู่ศิริราช  อาจเทียบกันไม่ได้เลย
เมื่อต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยบนวอร์ดกว่า ๔๐++ คนในคราวเดียว
และห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยอุบัติเหตุวนเวียนอยู่เกือบตลอดเวลา

เมื่อเป็นอย่างนี้, ถึงจะหายหน้าไปบ้างก็อย่าว่ากันเลย
ถือเสียว่า เป็นการ "เว้นวรรค" ให้กับชีวิตบ้างก็แล้วกันครับ

ปล. ๒, ตุลาคมที่ผ่านมา พลาดงานสัปดาห์หนังสืออย่างน่าเสียดาย

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

เก่งที่สุดเลยขร๊ะคุงหมอ
ว่าแต่มัวดูแลแต่สุขภาพของคนอื่น
งัยก็อย่าลืมดูแลตะเอวด้วยน๊าขร๊ะopen-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#20 By KoyKunG on 2009-12-01 09:57

ช่องว่างระหว่างอักษร ช่องว่างระหว่างบรรทัด คือพื้นที่สำหรับผู้อ่านที่จะเติมเต็มมันลงไปด้วยตัวเองbig smile big smile
เฉียบขาดจริงๆครับกับการบูรณาการวิชาภาษาไทยเข้ากับวิชาชีวิต การเว้นวรรคนี่สำคัญไม่หยอก สอนให้เรารู้จักเห็นใจผู้อื่น สอนให้เราหยุดที่จะทบทวนในสิ่งที่เราทำมา ขอบคุณเนื้อหาดีๆความคิดดีๆจากบทความครับ
หวัดดีค่า ^^

#17 By noicomputer on 2009-11-10 14:44

Hot! ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่บล๊อคน๊ะค่ะ



#16 By ..Little Ladiiz ★ミ on 2009-11-04 17:53

ช่วงนี้เครียด.. แวะมาอ่านเหมือนได้เยียวยาเล็กน้อย ขอบคุณเน้อ
อ่าว ๆๆ ห้องพักไม่มีเน็ต ยังอุตส่าห์หาที่อัพจนได้เนอะ

ช่วงนี้อยู่ต่างจังหวัด งานเหนื่อยเหมือนกัน แต่บรรยากาศต่างกับในกรุงมากพอควรเลยแฮะ

ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มของผู้คน

รูปแบบการทำงานที่ดูไม่เร่งรีบมากมาย

รวมทั้งธรรมชาติสวยงามที่รายล้อมอยู่รอบตัว ที่แค่เพียงใช้เวลาสั้น ๆ มองออกไปนอกหน้าต่างก็สัมผัสได้โดยง่าย

การไม่ต่างจังหวัดนี่ก็คือการพักผ่อนอย่างหนึ่งสำหรับเราจริง ๆ อิอิ

#14 By Highwind on 2009-11-02 11:48

เว้นวรรคคือการพักหายใจ..คิดว่างั้นนะคะsad smile
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะคะbig smile
ทำงานหนักรักษาสุขภาพด้วยนะคะconfused smile

#13 By omiiko-choco on 2009-11-02 09:18

Hot!
ได้ข้อคิดอีกแล้วคะ

ขอไปเว้นวรรค หัวใจหน่อยดีกว่าค่ะ อิอิ

#12 By Pat's Song on 2009-11-02 07:23

บางครั้งช่วงชีวิตยังไม่พร้อมให้หยุดพักน่ะ
ก็ต้องสู้ต่อไปใช่มั้ยคะ!?!
#ขอบคุณนะคะที่เข้าไปคอมเม้นต์

#11 By ~suni~ (202.28.181.200) on 2009-11-02 01:02

กินใจconfused smile

#10 By ลิงหกกะล้ม on 2009-11-02 00:43

ขอบคุณข้อคิดดีๆในคราวที่งานยุ่งขิงแบบนี้นะครับbig smile

#9 By pakazite on 2009-11-01 23:40

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ big smile

#8 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-11-01 23:20

Hot! บางจังหวะของชีวิตก็ต้องการการเว้นวรรคบ้าง...

รักษาสุขภาพด้วยนะคะbig smile

#7 By Nart on 2009-11-01 21:18

เหมือนโชคนำพาให้มาอ่าน ช่วงนี้ยิ่งมีเรื่องรุมเร้าอยู่(หัวเราะ)

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆ
ขอบคุณที่ให้ได้เว้นวรรคอ่าน
ขอบคุณที่ให้ได้คิด และ เว้นวรรคพักผ่อน เพื่อเจอ "อะไร" ที่กำลังจะมาถึง


รักษาสุขภาพด้วยนะครับbig smile

#6 By [zowie] on 2009-11-01 20:36

เริ่มต้น...ก็สวมบทคุณครูภาษาไทยอย่างเต็มมาดเลยนะคะ
ก็ว่าพี่อาร์ทหายไปไหน ไม่เห็นเขียนอะไรเพิ่มสักที
ที่แท้มาอยู่จังหวัดบ้านเกิดเราเองเหรอเนี่ย

รพ.พหลฯใหญ่สุดในจังหวัด เคสฉุกเฉินเยอะมากเป็นแน่แท้... แต่ไม่เคยนึกว่าจะหนักกว่าที่ศิริราช เพิ่งจะรู้...

ทรายอยากได้เว้นวรรคชีวิต หายใจและคิดทบทวนเพื่อเริ่มสิ่งดีๆใหม่ๆจังเลยค่ะ รู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเร่งรีบในแต่ละวัน
จะว่าไปก็ได้กลับมาบ้านบ้าง ได้มีช่วงพักที่บางทีก็อาจปล่อยให้ไร้สาระซะงั้น หรือบางทีก็คิดทบทวน วางแผนใหม่ แต่รู้สึกว่าสุดท้าย ก็กลับไปวนเวียนเส้นทางเดิมที่ยังรุสึกไม่ค่อยพอใจ...อยากเปลี่ยนแปลง embarrassed

#5 By S@nDGLasS on 2009-11-01 20:18

อยู่ปีหกแล้วงานก็เยอะเป็นธรรมดา..
ยังไงก็สู้ต่อไปนะเออ big smile

#4 By Doru-Kun™ on 2009-11-01 17:06

แวะมาทายทักอ่านข้อความHot!

#3 By ฅนข้างถนน on 2009-11-01 16:47

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่บล๊อกนะคะ



เข้าไปแบบหลงๆ เข้าไป ไม่มีอะไร เจ้าของบล๊อกแค่บ่น

แต่ขอบคุณมากคะ ^^

#2 By Yoohn YooM!n on 2009-11-01 15:45

ช่วงชีวิตที่ยาวนาน การพักเป็นสิ่งที่จำเป็น คร้าบบ

รักษาสุขภาพด้วยนะคร้าบบ

confused smile

#1 By youuue on 2009-11-01 14:14

Recommend