*ปรับปรุงจากบทความ
อยู่บำรุง [ว่าน ธนกฤต] : ชวนมา "นอนร่วมกัน" อย่างนุ่มนวล [18+]

พิมพ์ครั้งแรกใน Facebook : Artz Ratanayotha

...

คำเตือน : อ่านกันเล่นๆ แต่ขอให้คิดจริงจัง

...

...

สังคมไทยในปัจจุบันรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากกว่าเมื่อก่อน โดยเฉพาะแนวทางแบบอเมริกันที่แสดงออกในเรื่องเพศอย่างเปิดเผย รวมถึงความคิดที่ต้องการปลดแอกตนเองจากความเก็บกดทางวัฒนธรรมของคนไทยซึ่งถูกยัดเยียดความโบราณให้อย่างไม่ไยดี เราจึงพบเห็นได้บ่อยครั้งว่า การแสดงออกของวัยรุ่นไทยในเรื่องเพศลดความระมัดระวังตัวลงมาก จนกล่าวได้ว่า การสัมผัสร่างกาย ถูกเนื้อต้องตัวระหว่างชายหญิง (หรือชายชาย หญิงหญิง ตามแต่รสนิยม) ไม่ว่าจะเป็นการจูงมือ โอบไหล่ กอด จูบในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เป็นเรื่องที่สังคมเริ่มยอมรับมากขึ้นทุกที ทั้งนี้ คงเนื่องมาจากวัฒนธรรมดังกล่าวสอดรับกับสัญชาตญาณซึ่งแฝงฝังอยู่แล้วในตัวมนุษย์ การแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งในเรื่องนี้จึงทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยพะวงเก็บกดอีกต่อไป

การแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ได้หมายความเฉพาะการกระทำที่มีความหมายโดยตรง (denotation) เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการกระทำที่มีความหมายแอบแฝง (connotation) ด้วย จุดนี้ต้องยอมรับว่า สำนึกในเรื่องเพศแบบเดิมยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย แม้จะเปิดเผยมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่การหักดิบไม่ใช่สิ่งที่คนไทยยอมรับได้ เราจึงพบเห็นการแสดงออกทางเพศในความหมายแฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะการแสดงออกที่เผยแพร่สู่สาธารณะโดยตรง เช่น ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และบทเพลงวัยรุ่น เป็นต้น การเคลือบแฝงเรื่องเพศไว้ในสื่อเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในสังคมไทย และความนิยมในสื่อเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยยอมรับเช่นเดียวกัน แสดงว่า ถ้าไม่ใช่การแสดงออกแบบ "โจ๋งครึ่ม" แล้ว สังคมไทยก็ยอมรับทั้งนั้น

หลักฐานยืนยันแนวคิดดังกล่าวนี้ เห็นได้จากทัศนคติเรื่องเพศและกิจกรรมทางเพศที่เคลือบแฝงอยู่ในบทเพลง "อยู่บำรุง" ของ ว่าน ธนกฤต อย่างแนบเนียน ตั้งแต่ท่วงทำนองออดอ้อน มีเสียงสูงเสียงต่ำ เสียงเล็กเสียงน้อย มีการลากเสียงคล้ายการกระซิบอย่างนุ่มนวล เพื่อบ่งบอกว่าเนื้อความที่กำลังพูดถึงนี้เป็นความลับระหว่างคนสองคน ระหว่างฉันกับเธอ ในขณะเดียวกันก็มีการกระแทกเสียงเพื่อเน้นความหมายที่จริงจังหรือ "เอาจริง" ไปพร้อมกัน ท่วงทำนองเช่นนี้ชักชวนให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์คล้อยตามได้ง่ายแม้ยังจับใจความจากเนื้อเพลงไม่ได้เลยก็ตาม เนื่องจากเป็นจังหวะและน้ำเสียงที่คุ้นเคยอยู่แล้วในกิจกรรมจำเพาะ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

...

...

ในช่วงแรกของบทเพลง มีการเชื่อมโยงกิจกรรมบางอย่างเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ ตรงที่บอกว่า การนอนคนเดียวท่ามกลางอากาศหนาวนั้นไม่ใช่เรื่องดี อาจทำให้ตัวร้อนไม่สบายได้ง่าย หรือแม้จะนอนได้ก็คงไม่อาจฝันอย่างผ่อนคลายได้ พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ว่า เธอจะรู้สึกดีขึ้น อุ่นขึ้น สบายขึ้นถ้ามีฉันอยู่ใกล้ๆ ลักษณะเช่นนี้เป็นการ "หว่านล้อม" คู่สนทนาอย่างมีชั้นเชิง โดยบอกเป็นนัยว่า "ถ้าฉันได้นอนกับเธอแล้ว ความไม่สบายทั้งหลายจะหายไป" เพื่อปกปิดจุดประสงค์แท้จริงที่ว่า "ฉันอยากนอนกับเธอ" แน่นอนว่า "การนอน" นี้คงไม่ใช่แค่ "นอนหลับ" เฉยๆ แต่ย่อมต้องมีการสัมผัสร่างกาย ถูกเนื้อต้องตัวกันอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มีทาง "อุ่น" ขึ้นได้แน่

ที่น่าสังเกตคือ เนื้อเพลงอ้างว่าการ "นอนร่วมกัน" ช่วยป้องกันความเจ็บป่วยอย่างได้ผล แต่เมื่อนอนร่วมกันแล้วยังมีโอกาส "ร้อนๆ หนาวๆ" จนต้องหาผ้าห่มมาห่มซ้ำ แถมฝ่ายหญิงยังต้อง "รับประทานยา" ที่อาจจะมีราคาแพงไปพร้อมกันด้วย ชวนให้คิดเหลือเกินว่า นอนอย่างไรจึงหนาวๆ ร้อนๆ และในระหว่างที่นอนนั้นต้องรับประทานยาอะไร - เนื้อเพลงในช่วงหลังคงพอให้คำตอบตรงนี้ได้

...

...

เมื่อเจรจาหว่านล้อมกันพอสมควร จนน่าเชื่อว่าการ "นอนร่วมกัน" ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว บทเพลงจึงบอกความเข้าประเด็นว่า อยากจะขอ "นอนหลับ" กับเธออย่างตรงไปตรงมา ดังเนื้อความที่ว่า "...ให้ฉันได้ดูแลเธอได้ไหม นอนหลับได้ไหม นอนตักฉันไหม..." ทั้งยังเสนอให้เธอ "...ถอดชุดพะรุงพะรังนั้นไหม รังเกียจฉันไหม นวดไหล่ให้ไหม ไม่เจ็บใช่ไหม..." จะเห็นได้ว่าการ "...พักหลับเพลินไปกับฉัน..." ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การ "นอนหลับ" พักผ่อนธรรมดาๆ เสียแล้ว แต่คงหมายถึงการ "หลับนอน" แอบแฝงอยู่ในที เพราะถึงขนาดชวนให้ถอดเสื้อผ้าที่เห็นว่าเป็นอุปสรรคในการนอน พร้อมกับถามว่า "...รังเกียจฉันไหม..." เป็นการบอกความโดยนัยให้ทราบว่า การถอดเสื้อผ้าในครั้งนี้หมายถึงให้ "เปลื้องผ้า" ด้วยซ้ำ เพราะถ้ามองจากบริบทแล้ว ขณะนี้อากาศน่าจะหนาวพอสมควร และการนอนก็เป็นไปเพื่อคลายหนาวโดยแท้ แต่กลับชักชวนให้ถอดเสื้อผ้า และคงจะถอดมากเสียจนผู้ชักชวนเกรงว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจ ซึ่งหากไม่ใช่การเปลื้องผ้าแล้ว คงไม่มีเหตุผลที่อีกฝ่ายจะรังเกียจแต่อย่างใด

การนวดไหล่ในระหว่างนอน ซึ่งผิดหลักการนวดใหล่โดยทั่วไปที่มักกระทำในท่านั่ง แสดงให้เห็นว่าท่าทางในขณะที่กำลังบีบนวดอยู่นั้นต้องเป็นท่าทางพิเศษที่อีกฝ่ายสามารถกระทำให้กับอีกฝ่ายในขณะที่นอนได้ ซึ่งอาจหมายถึงการหันหน้าเข้าหากัน หรืออีกฝ่ายหันหลังให้อีกฝ่ายก็ได้ตามสะดวก เพราะบทเพลงต้องการสื่อให้เห็นอยู่แล้วว่า การนอนในครั้งนี้ต้องการให้หายเหนื่อย และทั้งสองฝ่ายต้อง "หลับเพลิน" ไปพร้อมกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ฝ่ายหนึ่งนั่งและอีกฝ่ายหนึ่งนอนแล้วจะสามารถนวดไหล่และหลับเพลินได้พร้อมๆ กัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าทางของคนสองคนในเพลงจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการมีเพศสัมพันธ์ในท่านอนที่ฝ่ายหนึ่งสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสไหล่ของอีกฝ่ายได้โดยสะดวก ในระหว่างนั้นอาจจะทำให้เจ็บปวดได้บ้างจนต้องถามเป็นระยะว่า "...ไม่เจ็บใช่ไหม..." เพื่อปลอบโยน และให้สัญญาว่าหลังจากเสร็จ "การนอน" และ "บีบนวด" แล้ว "...ที่ป่วยก็คงหายดี ที่เหนื่อยก็คงหายดี เพิ่งกลับมาจากฝันดี..."

...

...

หลังจากตื่นนอนแล้ว เธอต้องรับประทานยาตามที่จัดไว้ให้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นประจำอยู่แล้วทุกครั้ง การกล่าวเช่นนี้เป็นการบอกให้ทราบว่า "การนอน" ของทั้งสองคนคงไม่ใช่แค่เพียงครั้งเดียวอย่างที่เรียกว่า "one night stand" แต่เป็นการนอนร่วมกัน "ซ้ำๆ" หลายครั้งในลักษณะเดิม ที่ "...เมื่อตื่นจากฝันก็มีมือเธอจับเอาไว้..." และ "...ตื่นมาจะรู้ว่ามีบางคนกอดเธอไว้ ฉันจะกอดเธอไว้..." ซึ่งหมายความว่า บทเพลงนัดหมายอีกฝ่ายให้นอนร่วมกัน มีเพศสัมพันธ์ซ้ำๆ อีกหลายครั้งหลายคืน การมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งเช่นนี้ย่อมมีโอกาสที่ฝ่ายหญิงจะตั้งครรภ์ได้มาก และอาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้แต่เบื้องต้น ฝ่ายหญิงจึงต้องรับประทานยาคุมกำเนิดทุกครั้งหลังมีเพศสัมพันธ์ ในกรณีนี้อาจเป็นยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน หรืออาจเป็นยาคุมกำเนิดแบบประจำวันก็ได้ เนื้อเพลงไม่ได้ชี้ชัด ทราบแต่เพียงว่าต้องรับประทานยาเป็นประจำเท่านั้น

การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนี้คงเป็นการสมยอมซึ่งกันและกัน เพราะเปิดโอกาสให้ฝ่ายชายได้เจรจาชักชวนหลายต่อหลายครั้ง และฝ่ายหญิงยังพร้อมยอมรับประทานยาคุมกำเนิดตามที่ฝ่ายชายแนะนำโดยไม่ลังเล กิจกรรมทางเพศซึ่งเคลือบแฝงอยู่ในบทเพลงนี้จึงดำเนินไปอย่างนุ่มนวลชวนฝัน หลายครั้งหลายคืนต่อเนื่องกัน แต่ละครั้งเพลิดเพลินยาวนาน ตั้งแต่เข้านอนจนตื่นนอนอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น "...จะอยู่กับเธออย่างนี้ไม่ไปไหน..." การร้องเชิญชวนซ้ำๆ หลายครั้ง ย่อมบ่งบอกจุดประสงค์ของเพลงนี้ชัดเจนอยู่แล้ว

การทำความเข้าใจความหมายทางเพศที่บรรจุไว้ในเพลงนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนที่อยู่ในวัยรับรู้เพศสัมพันธ์ย่อมทราบได้ในทันทีที่ฟัง เนื่องด้วยเนื้อความที่สื่อนัยะอย่างแจ่มชัด สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การตอบรับของผู้ฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น และคงจะเข้าใจความหมายของบทเพลงอยู่บ้างแล้วไม่มากก็น้อย หลายคนอาจมีประสบการณ์ "นอนร่วมกัน" อย่างในเพลงมาแล้วด้วยซ้ำ การตอบรับของผู้ฟังเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า วัยรุ่นไทยยอมรับเรื่องเพศอย่างเปิดเผยมากขึ้นทุกที การพูดคุยชักชวนในเรื่องเพศ การสัมผัสกาย กอดจูบลูบคลำ หรือแม้การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนทราบและปฏิบัติโดยไม่ขัดขืน ผิดไปจากความเชื่อในสมัยก่อนที่พยายามปกปิดซ่อนเร้น จนต้องหาทางระบายด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมแตกต่างกันไป

...

...

การแสดงออกทางเพศไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจหากรู้จักแสดงออกอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การบังคับเข็ญขู่ ไม่ต้องต่อสู้ขัดขืน เรื่องเพศและกิจกรรมทางเพศเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความพร้อมและความยินยอมของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน หากฝ่ายหนึ่งต้องการแต่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธคงไม่อาจทำให้เกิดความสุขได้ การนำเสนอและตอบสนองจึงเป็นสิ่งที่บทเพลงพยายามสื่อให้สังคมรับรู้ ด้วยการวาดภาพความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการสมยอมของทั้งสองฝ่ายซ้ำๆ ในเนื้อเพลง โดยคาดหวังว่า หากผู้ฟังตีความหมายตรงจุดนี้ได้ คงรับไปปฏิบัติได้ง่ายๆ เช่นกัน

ข้อคิดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ แม้เพศสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนจะเกิดขึ้นง่ายๆ ก่อนแต่งงาน และเกิดขึ้นบ่อยครั้งเสียด้วย แต่