สมัยนี้ผู้คนใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
การออกกำลังกาย เล่นกีฬา ฟิตเนสส์ แอโรบิก
กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นและวัยทำงาน
ภาพของคนทำงานที่ผอมแห้งหรืออ้วนพลุ้ย เป็นสิ่งไม่งาม
ต่างจากร่างกาย "ฟิต แอนด์ เฟิร์ม" ที่เป็นสิ่งชวนปรารถนา
เราจึงพบเห็นได้บ่อยครั้ง ที่วัยรุ่นและคนทำงานส่วนหนึ่ง
สละเวลาในช่วงเย็นให้กับอุปกรณ์ออกกำลังกาย
หรือกับเพื่อนๆ ที่สนิทสนม เพื่อเล่นกีฬาตามความสนใจ

การดูแลใส่ใจสุขภาพเป็นเรื่องดี ช่วยให้รู้สึกสดชื่น
แม้ส่วนหนึ่งต้องการสร้างภาพให้ "ดูดี" จาก "ภายนอก"
นอกเหนือจากการสั่งสมความรู้ให้ "ดูดี" จาก "ภายใน"
แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยปละละเลย ปล่อยตัวให้เสื่อมไปตามวัย
จนบางครั้ง มันอาจจะเสื่อมเกินวัยไปเสียด้วยซ้ำ

...

...

การออกกำลังกาย มีจุดประสงค์อยู่ ๒ ข้อใหญ่ๆ
ข้อแรก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ
ข้อสอง เพื่อเพิ่มความอดทนแก่ระบบต่างๆ ในร่างกาย
สรุปแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายต่อการเผชิญความเครียด
ให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เทคนิคการออกกำลังกายอย่างง่าย คือ "การทำร้ายตัวเอง"
โดยให้ร่างกายทำงานเกินขีดจำกัดในขณะนั้นๆ ทีละน้อย
ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Excessive physical workload"
ว่าง่ายๆ คือ การฝืนแรงที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อกระตุ้นร่างกาย
ให้ร่างกายรู้จักปรับตัว ต่อสู้กับจำนวนงานที่เพิ่มเข้ามา
พอถึงจุดหนึ่ง กำลังและความอดทนของร่างกายจะเพิ่มมากขึ้น
จนสามารถทำงานหนักๆ ได้อย่างสบายอารมณ์

อย่างไรก็ตาม พึงเตรียมพร้อมร่างกายของตัวเองให้ดีก่อน
การ "ทำร้ายตัวเอง" นี้ ไม่ใช่การฝืนร่างกายจนเกินเหตุ
เพราะถ้าทำอย่างนั้น ร่างกายย่อมบาดเจ็บได้ง่าย
แต่หมายถึงการ ค่อยๆ ฝืนขีดจำกัดของตัวเองทีละน้อย
นั่นหมายความว่า เราต้องรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเองเสียก่อน
และรู้จักดึงความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่
ประเมินน้ำหนักงานที่เราต้องออกแรงให้พอเหมาะ
"สู้เมื่อพร้อม ยอมเมื่อพลั้ง" จึงเป็นคติประจำใจที่สำคัญ
คือ สู้ให้เต็มที่ ไม่ใช่ทำแบบขอไปที หรือฝืนจนเกินไป

"...การที่ร่างกายได้เจ็บปวดเสียบ้าง ก็ใช่ว่าจะเสียหาย
เพราะถ้าไม่เคยออกแรง ไม่เคยทำงานที่หนักเสียเลย
ก็จะไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย และร่างกายก็จะไม่แข็งแรง
พอเจอกับงานที่หนักเข้าจริงๆ ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย..."

ถึงแม้จุดประสงค์ในการออกกำลังกายของคนส่วนหนึ่ง
ไม่ได้อยู่ที่ "ความแข็งแรง" แต่อยู่ที่ "รูปร่าง" ก็ตามที
แต่อย่างน้อยก็ยังน่าดีใจ ที่คนออกกำลังกายกันมากขึ้น
เพราะสื่อให้เห็นว่า คนเรากล้าทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย
เพียงแต่ความเหน็ดเหนื่อยนั้น ต้องมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

...

 

...

การปรับตัวของร่างกาย เมื่อเจอกับความเครียด
เป็นกลไกสำคัญของสุขภาพที่ได้จากการออกกำลังกาย
การทำงานที่เพิ่มมากขึ้นทีละน้อย ทำให้เกิดปฏิกิริยา
กล้ามเนื้อมีการอักเสบ หลั่งสารเคมีต่างๆ มากมาย
อวัยวะต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานมากขึ้นกว่าปกติ
จึงอ่อนเพลียบ้าง ปวดเมื่อยบ้าง บางคนถึงกับนอนซม
แต่เมื่อผ่านระยะซ่อมแซมไปแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น
คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
ทำอะไรคล่องแคล่ว ดู "เฟรช - fresh" ตลอดเวลา

ที่เป็นอย่างนี้ เพราะร่างกายไม่ใช่แค่ซ่อมแซมเท่านั้น
แต่ยังเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
ถ้าแค่ซ่อมแซม เมื่อบาดเจ็บก็ต้องซ่อมกันซ้ำๆ ร่ำไป
แต่การเสริมสร้างจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น
จึงสู้งานมากขึ้น ไม่เสียเวลาพักนานเหมือนอย่างที่เคยเป็น

"...ร่างกายคนเรามีความยืดหยุ่นสูง เกินกว่าจินตนาการ
แต่เพราะความไม่รู้ เราจึงมองว่าร่างกายเป็นสิ่งตายตัว
เราปิดกั้นศักยภาพที่เรามี เพียงเพราะเรามองไม่เห็นมัน
โดยไม่เคยคิดจะขุดค้นมันขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย..."

หากร่างกายไม่เคยทำงานหนัก พบเจอแต่ความสบาย
ขีดจำกัดของร่างกายย่อมต่ำต้อย ทนความเครียดไม่ได้
เมื่อเจอปัญหา จึงไม่กล้าที่จะเข้าเผชิญหน้ากับมัน
ตรงกันข้าม, กลับพยายามที่จะหลบเลี่ยงหลีกหนีไปแทน
นั่นเพราะร่างกายไม่เคยฝึกซ้อม ไม่เคยเตรียมพร้อมมาก่อน
อะไรๆ ที่ผ่านเข้ามาจึงล้วนแต่ดูหนักหนาไปเสียหมด

...

...

จะว่าไปแล้ว สุขภาพร่างกายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
แต่ไม่ควรลืมว่า สุขภาพใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
การใส่ใจดูแลสุขภาพ ไม่ใช่แค่ "ออกกำลังกาย" ให้แข็งแรง
แต่หมายรวมถึงการดูแลจิตใจ หรือ "ออกกำลังใจ" ด้วย
จะมีประโยชน์อะไร ที่จะเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง
แต่กลับมองข้ามคุณค่าภายใน ซึ่งมีแค่หัวใจที่อ่อนแอ ?

การออกกำลังใจ มีเทคนิคคล้ายกับการออกกำลังกาย
นั่นคือการ "ทำร้ายตัวเอง" ทีละน้อยอย่างเหมาะสม
ขอเน้นคำว่า "ทีละน้อยอย่างเหมาะสม" ให้จำขึ้นใจ
การออกกำลังกาย ต้องค่อยๆ เพิ่มจำนวนงานที่หนัก
แล้วให้ร่างกายได้ปรับตัว - ซ่อมแซม เสริมสร้าง
ทำนองเดียวกับการออกกำลังใจ ที่ต้องฝืนใจของตัวเอง
การที่ใจจะเข้มแข็งได้ ใจต้องกล้าฝืนทนกับความเจ็บช้ำ
กล้าเผชิญกับเรื่องราวที่ทยอยผ่านเข้ามา ไม่หลบหนี
ให้ใจได้ซึมซับความรู้สึก มีโอกาสปรับตัว - ปรับใจ
เพื่อที่จะ "เข้าใจ" หัวใจของเราตามความเป็นจริง

หัวใจของเราก็เหมือนกับร่างกายนั่นแหละ
เมื่อแรกเจอกับความเหน็ดเหนื่อย ความเจ็บช้ำที่เกินรับ
ใจย่อมรู้สึกอ่อนล้า หวั่นไหว ไม่กล้ายอมรับความจริง
นั่นเพราะหัวใจของเราไม่เข้มแข้ง ยังอ่อนแอจนเกินไป
เกินกว่าจะทนรับสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงในขณะนั้นได้

"...แต่ถึงอย่างนั้น, ใจของเราก็ฝึกได้เหมือนกับร่างกาย
เมื่อเรามีหนทางฝึกฝนร่างกายได้ ก็ต้องมีหนทางฝึกฝนใจ
เพียงแต่จะมองเห็นหนทางนั้นหรือไม่ และเราพร้อมเพียงไร
ที่สำคัญ, เราจะอดทนต่อฝึกฝนใจของเราได้แค่ไหนกัน..."

...

...

เป็นไปไม่ได้เลย ที่ใครจะทนรับความเจ็บช้ำได้ในครั้งแรก
ใจย่อมหวั่นไหว หลายคนปวดร้าว ร้องไห้เสียใจ
สิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนคุณครูชั้นประถมที่ถือไม้เรียวตีมือ
คุณครูดุกับเราเพียงไร ชีวิตก็ร้ายกับเราเพียงนั้น
แต่ไม่มีครูคนไหนเลยที่จะใจร้ายกับเรา ชีวิตก็เหมือนกัน
เมื่อเรารู้ว่าไม้เรียวเจ็บ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ให้โดนตี
เมื่อรู้ว่าชีวิตเจ็บปวด ก็ต้องฝึกฝนใจของเราให้เข้มแข็งพอ
ไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนั้นทำร้ายเราได้ซ้ำๆ

ปล่อยให้หัวใจได้เจอกับความเหน็ดเหนื่อยบ้าง
แล้วให้ใจได้เรียนรู้ความรู้สึกนั้นอย่างรู้เท่าทัน
ให้ความเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวด ความไม่สบายทั้งหลาย
เป็นครูสอนใจของเรา ฝึกฝนใจของเราให้เข้มแข็ง
เพื่อจะได้เผชิญกับเรื่องราวอื่นๆ ที่จะผ่านมาในอนาคต
ถ้าเอาแต่วิ่งหนี หลบหนีไปจากความเป็นจริง
แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ใจของเราจึงจะเข้มแข็งเสียที ?

"...ใจที่ไม่เคยเจอความเจ็บช้ำ ก็เหมือนไม่เคยออกกำลัง
ความสุขสบายมีแต่จะทำให้ใจหลงเพ้อ ไม่ระมัดระวังใจ
ไม่ทันตั้งท่ารับ แม้ว่าความทุกข์เคลื่อนเข้ามาใกล้เต็มที
จนเมื่อผ่านเข้ามาจึงรู้ว่าทุกข์ แต่มันก็สายไปเสียเล้ว..."

เมื่อออกกำลังกายแล้ว ก็อย่าลืมออกกำลังใจ
เพราะกายและใจเป็นของคู่กัน ไม่อาจแยกออกจากกันได้
รูปกายที่สวยงาม สมส่วน ควรอยู่คู่กับใจที่ดีงาม เข้มแข็ง
เมื่อร่างกายและจิตใจของเราเตรียมพร้อมแล้ว
จะงานหนักกายหรือเรื่องหนักใจ เราก็จะรับมันได้เสมอ

...

...

"...ออกกำลังกายต้องยอมเหนื่อย ออกกำลังใจต้องยอมเจ็บ
อย่าให้ความเหนื่อยและความเจ็บนั้นเสียเปล่า ไม่คุ้มค่า
แต่ขอให้เก็บเอาไว้ แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ทั้งกายและใจ
ให้กายได้ซ่อมแซมเสริมสร้าง ให้ใจได้ปล่อยวางความช้ำ
แล้วเราจะรู้ว่า ความแข็งแกร่งของชีวิตไม่ใช่เรื่องยากเลย..."

...

...

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วชอบมากครับ แต่ขอตินิดนึง คงไม่ว่าอะไรนะครับ เนื่องจากบทความยาวมาก ถึงแม้จะมีแบ่งเป็นส่วนๆแต่ก็ค่อนข้างที่จะยาว จึงอาจทำให้ผู้อ่านไหลตามบทความไปเรื่อยๆจนกระทั่งจับประเด็นอะไรไม่ได้ ควรจะมีไฮไลท์ช่วยในส่วนเนื้อเรื่องครับ แต่ชอบตรงสรุปของบทความจริงๆครับ จะแกร่งได้ต้องไม่กลัวเจ็บเนี่ย
ปล.ขอบคุณที่แวะเยี่ยมบล็อกไทยพัฒนาครับ
Hot! big smile big smile

#11 By porpang on 2009-09-26 17:15

กำลังกายออกง่าย กำลังใจ ออกยาก
โฮ่ยยย
ออกกำลังกายพอไหวครับ
แต่ใจโดนทำร้ายนี่ขอเหอะนะ

ขอบคุณกำลังใจที่ไปฝากไว้ในบล็อกผมวันนู้นด้วยครับ

#9 By pakazite on 2009-09-21 19:32

เป็นบทความที่ยอดเยี่ยมมาก

ออกกำลังกายว่าง่ายแล้วเพียงแค่รู้จักแบ่งเวลาให้เป็น เลือกประเภทกี่ฬาฝห้เหมาะสม เพียงแค่วันละประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงก็ทำให้ร่างกายได้อะไร ๆ หลายอย่าง

แต่แท้จริงแล้วการออกกำลังใจกลับทำได้บ่อยกว่าเสียอีก

เพราะทุกวินาทีมีอะไรมากระทบจิตใจเราอยู่ตลอด เพียงแค่เรารู้จักฝึกจิตใจให้เป็นสมาธิ รู้เท่าทันความคิดของตน เท่านี้จิตใจก็จะเข้มแข็งโดยไม่รู้ตัว

กำลังพยายามอยู่เหมือนกันครับ

#8 By Highwind on 2009-09-21 19:04

รู้ว่าการออกกำลังกายและกำลังใจเป็นสิ่งดี
แต่ทำยากมากๆๆๆ ค่ะ

sad smile

#7 By on 2009-09-21 17:32

กายและใจไปด้วยกันเสมอคร้าบบบ

หากมีคนที่ชอบทำร้ายตัวเองรู้จัก

ทำร้ายตัวเองแบบนี้เข้าบ้างมากๆ

อาจดีไม่น้อยเลยทีเดียวconfused smile confused smile

#6 By youuue on 2009-09-20 22:21

สุขภาพกายกับใจสัมพันธ์กันนะคะ
ช่วงจิตใจอ่อนแอ ทำร่างกายให้แข็งแรง จะช่วยได้ค่ะ
แต่ถ้าช่วงร่ายกายอ่อนแอ เราต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งค่ะ

เห็นด้วยกับคุณหมอเลยค่ะHot!

#5 By Pat's Song on 2009-09-20 20:49

...ใจที่ไม่เคยเจอความเจ็บช้ำ ก็เหมือนไม่เคยออกกำลัง

แต่หากใจรับกับความเจ็บช้ำมากเกินไป ก็ทำให้ใจด้านชา
จนไม่อาจหลั่งน้ำตาได้อีกเลยเช่นกัน ดังนั้นต้องพอดีๆ ใช่ไหมคะbig smile

#4 By fonnie0116 on 2009-09-20 18:55

ฝึกจิต

ออกกำลังใจ

big smile

#3 By tae_moship on 2009-09-20 17:57

พยายามทำแต่ไม่ค่อยสำเร็จเลย....
sad smile

Recommend