ตื่นนอนในตอนเช้า กับช่วงเวลาเดิมๆ
ยืดกล้ามเนื้อ บิดขี้เกียจสองสามทีพอให้คลายเมื่อยล้า
ทั้งที่ยังงัวเงีย เพราะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย
แต่กิจวัตรในยามเช้าก็ดำเนินไปอย่างที่มันเคยเป็น
โดยยังไม่ทันรู้ตัว ร่างกายก็อยู่ในชุดสำหรับวันใหม่เรียบร้อยแล้ว

ตักผงกาแฟใส่แก้ว เติมน้ำตาล รินน้ำอุ่น เติมนมสดเล็กน้อย
ชงให้เข้ากัน แล้วมานั่งจิบที่โต๊ะ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
เพลิดเพลินกับเนื้อหาจนเวลาท้องร้องเตือนว่าใกล้เที่ยงแล้ว
จึงเปลี่ยนอิริยาบถ ออกไปรับประทานอาหารกลางวัน
ก่อนจะกลับมานั่งเคลียร์งานที่ยังคั่งค้างอยู่ในช่วงบ่าย
พอตกเย็น อาจจะไปออกกำลังกายบ้าง นั่งคุยกับเพื่อนบ้าง
กิจกรรมในวันว่างมักจะผ่านไปซ้ำๆ อย่างนี้จนเคยชิน
เว้นแต่เมื่อมีโอกาสพิเศษ รายละเอียดจึงจะแตกต่างกันไป

หลายคนคงบอกว่าน่าเบื่อ ทำไมถึงทำอะไรจำเจ
แต่เชื่อไหม ? ชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้เสมอ
วนเวียนตั้งแต่เช้าจรดเย็น แล้วเกิดซ้ำอีกครั้งเมื่อวันใหม่มาถึง
ถ้ามองเห็นกันชัดๆ คงพอจะรู้ตัวอยู่บ้างว่ากำลังทำอะไร
แต่บางเรื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา
กลับคอยตอกย้ำ โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

"...ถ้าเราไม่รู้เท่าทันเสียบ้าง ก็น่ากลัวเหมือนกัน..."

...

... 

คงไม่มีใครปฏิเสธ ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่กับความคุ้นเคย
เมื่อเราตื่นนอน เดินงัวเงียอยู่ในห้องทั้งที่ยังหลับตา
หยิบอุปกรณ์อาบน้ำ หรือแม้แต่เข้าห้องน้ำโดยที่เราไม่รู้ตัว
ความคุ้นเคยช่วยให้เราทำกิจวัตรเหล่านี้ได้อย่างน่าทึ่ง
คล้ายกับว่า ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา
แนบแน่นเป็นเนื้อเดียว จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครคิดตั้งคำถาม
ทุกเรื่องราว ทุกการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยปกติ
เปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
การยอมตามเป็นเรื่องง่าย การเปลี่ยนแปลงเสียอีกที่ยาก
ปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็น ก็ไม่เห็นจะเสียหายอย่างไร

ใครจะพอสังเกตบ้างว่า เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาซ้ำๆ ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยมากขึ้นทุกที
เราตื่นนอนได้ในเวลาเดิม โดยไม่ต้องมีใครคอยบังคับ
เราทำกิจวัตรต่างๆ หลังจากนั้นได้ โดยไม่ต้องพยายามใดๆ
เพราะทุกอย่างเป็นไปตามอัตโนมัติ ตามโปรแกรมชีวิตที่วางไว้
ความคุ้นเคยจึงเป็นนายสั่งการโดยที่เราไม่รู้ตัว

"...ความคุ้นเคยนั้น อาจช่วยให้เราทำอะไรได้ง่ายขึ้นก็จริง
แต่ในหลายครั้ง ความคุ้นเคยก็ทำให้เราหลงลืมบางอย่างไป
คือความไร้เดียงสา ไม่ตระหนักรู้ในตัวตนและสิ่งรอบกาย
เพราะเผลอนึกไปว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา จึงไม่เคยฉุกคิด
ได้แต่ปล่อยให้เรื่องราวผ่านไปอย่างที่มันเคยเป็น
กว่าจะรู้ตัวอีกที เหตุการณ์ทุกอย่างก็จบสิ้นลงเสียแล้ว..."

หากสิ่งที่เกิดขึ้นจนคุ้นเคยเป็นเรื่องที่ดี คงไม่มีใครคัดค้าน
เหมือนอย่างการตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหาร
แต่หากปล่อยให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำๆ เพราะความคุ้นเคย
ผลที่ตามมาจะทับถมกันมากเพียงไร ไม่อาจคาดเดาได้เลย

...

... 

ความเป็น "ประจำวัน" ช่วยขับเน้น "ความคุ้นเคย"
ทำให้เราเข้าใจการทำงานของความคุ้นเคยได้ง่ายขึ้น
แม้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากมายนัก
แต่คงพอเป็นพื้นฐานให้เข้าใจรายละเอียดที่ซับซ้อนได้บ้าง

ถ้าเราลองเปิดความคิดให้กว้างขึ้นอีกหน่อย คงจะพอเห็น
ว่า นอกเหนือจากความคุ้นเคยในกิจวัตรประจำวันที่พูดถึง
ยังมีความคุ้นเคยในเรื่องอื่นๆ อีกมากที่เกิดขึ้นใกล้ๆ ตัวเรา
แต่เพราะความคุ้นเคยนั้นเองที่คอยบดบังความจริงเอาไว้
ให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา เราจึงไม่คิดสงสัยและมองข้ามไป
ปล่อยให้ความคุ้นเคยเป็นผู้จัดการ จนเปลี่ยนเป็นความชินชา

เราปล่อยให้วันเวลาค่อยๆ ทำลายความใส่ใจของเราไป
ทั้งที่เมื่อแรก เรารู้สึกตื่นเต้น แปลกใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคุ้นเคยกลับฉาบเคลือบความรู้สึกนั้นไว้
ใจจึงเริ่มจะตึงๆ ชาๆ ไป ไม่ตื่นเต้นเหมือนอย่างในครั้งแรก
ถึงตอนนี้ ความคุ้นเคยจะเริ่มเข้ามาชักใยหัวใจของเราทีละน้อย
แล้วในที่สุดก็เข้าครอบงำเหตุผลและการกระทำทั้งหมด
วันเวลาที่ผ่านเข้ามา มีคุณค่าเพียงแค่เวลาที่ผ่านไปหมดวัน
จึงไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อใครสักคนจะหลงลืมตัวเองไป

"...จริงอยู่, สิ่งที่ผ่านเข้าซ้ำๆ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องใส่ใจให้มาก
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเราจะปล่อยปละละเลยมันไป
วันใดที่เราปล่อยให้ความคุ้นเคยทำงาน จนหมดความใส่ใจ
นั่นเท่ากับว่า เราก็หมดความเป็นตัวของตัวเองเช่นกัน..."

ลองคิดดูว่า ถ้าความคุ้นเคยแฝงเร้นในความสัมพันธ์
ความผูกพันที่เคยมี กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีค่าพอให้ใส่ใจ
การพูดคุยเป็นเหมือนหน้าที่ เพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ
ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เป็นแค่เรื่อง "ประจำ" ธรรมดาเท่านั้น
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง, ความผูกพันที่ว่านี้จะยังคงอยู่ได้อย่างไร ?

...

 

...

ไม่ได้ต้องการให้รู้สึกตื่นเต้นในทุกๆ วัน
เพียงแต่อยากให้รู้ว่า ความคุ้นเคยก็มีมุมที่น่ากลัว
ถ้าเรามองไม่เห็น แล้วปล่อยให้ความคุ้นเคยเข้าควบคุมทุกอย่าง
เรื่องราวในชีวิตของเรา คงไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิม
และความสัมพันธ์ของเราต่อคนอื่นๆ ก็คงค่อยๆ ชินชาไปทุกที
ถึงวันหนึ่ง เราอาจจะหมดความใส่ใจในชีวิตของเราเองก็เป็นได้
เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ หลงลืมว่าตัวเองกำลังหายใจอยู่นั้น

โรล็องด์ บาร์ตส์ - นักสัญศาสตร์เชิงโครงสร้างชาวฝรั่งเศส
กล่าวในคำนำของหนังสือ "Mythologies : มายาคติ" ไว้ว่า
"...รู้สึกหมดความอดทนกับสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นธรรมชาติ"