[คำเตือน : เอ็นทรี่ย์นี้อ่านยากสักหน่อย ถือว่าร่วมกันงงละกัน]

...

เวลาเช้าตรู่, นั่งกินโจ๊กเฮียเกียงอยู่ริมถนนพรานนก แถวท่าน้ำศิริราช
มองดูผู้คนหลากหลาย เดินขวักไขว่ไปมาบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง
บางคนขายโจ๊ก ขายปาท่องโก๋ ตรงข้ามกับคนซื้อที่ยืนรออยู่เต็มหน้าร้าน
บางคนแบกหามเครื่องมือทำมาหากิน ในขณะที่หลายคนสวมเชิ้ตดูภูมิฐาน
เหล่านี้คือเส้นทางชีวิตที่สร้างความหมายให้กับตัวตนของแต่ละคน
ที่แม้จะแตกต่างกันไปบ้าง ตามโอกาส ปัจจัยและสถานการณ์เอื้ออำนวย
แต่ทุกเส้นทางล้วนหล่อหลอมคุณค่าชีวิตให้เกิดขึ้นแก่เจ้าตัวได้ทั้งสิ่้น

แต่ถึงอย่างนั้น หลายคนกลับหวั่นกลัวความแตกต่างภายในสังคม
เพราะเผลอไปมองว่า ความแตกต่างทำให้เกิดปมด้อยขึ้นมาในตัวเอง

...

...

ใครที่มีเวลาว่างให้ครุ่นคิดอยู่บ้าง คงพอสังเกตความจริงข้อหนึ่งได้
ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้, หรืออย่างน้อยก็ในการรับรู้ของเราเอง,
ล้วนแต่มีตัวตน (meaning/ความหมาย) ขึ้นมาได้ด้วยสาเหตุ ๒ อย่างใหญ่ๆ
หนึ่ง คือ ความแตกต่าง (distinction) ระหว่างสิ่งนั้นๆ กับสิ่งอื่นที่อยู่ร่วมระบบ
สอง คือ ความสัมพันธ์ (relation) ระหว่างสิ่งนั้นๆ กับสิ่งอื่นในระบบเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ตัวตนของสิ่งต่างๆ ไม่ได้มีอยู่โดยเสรี แต่เกิดจากการเทียบเคียง
และตัวตนนั้นจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ร่วมกับสิ่งอื่นๆ ภายใต้ระบบเดียวกัน

"...นั่นหมายความว่า ตัวตนของแต่ละคนจะมีความหมายขึ้นมาได้
ไม่ใช่แค่มีชีวิตและใช้ชีวิตผ่านไปกับความรู้สึกนึกคิดของตนเพียงคนเดียว
แต่เกิดจากความสัมพันธ์ ระหว่างชีวิตหนึ่งกับอีกหลายๆ ชีวิตที่อยู่ร่วมสังคม
ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ทำให้เกิดความแตกต่าง พร้อมกับสร้างอัตลักษณ์ให้กับเรา
เราจึงมีตัวตนอยู่ได้ ก็เพราะมีตำแหน่งแห่งที่เฉพาะของเราในระบบร่วมนั้นๆ
ถ้าปราศจากระบบ ไร้ความแตกต่างสัมพันธ์ - ตัวตนของเราก็ไร้ความหมาย
และตัวตนที่ไร้ความหมายนี้ จะว่าไปแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับความไร้ตัวตน..."

อ่านแล้วเข้าใจยาก - อะไรคือตัวตน อะไรคือระบบ ทำไมต้องเทียบเคียง
ก็ในเมื่อเห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าตัวตนเป็นสิ่งที่มีความหมายอยู่แล้วในตัวเอง
ไม่เห็นจะต้องเข้าใจสิ่งอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องรู้จักระบบและเทียบเคียงให้วุ่นวาย
ตรงนี้อยากให้ลองทบทวนดูอีกทีว่า "เรามีตัวตนอยู่แล้วในตัวเองจริงหรือ ?"
อะไรคือหลักฐานยืนยันตัวตนของเรา ลองยกมาอ้างให้เห็นกันสักครั้ง ?

ค่อยๆ คิดกันไปช้าๆ ก็ได้ - ความเข้าใจไม่จำเป็นต้องเร่งร้อน...

...

...

ย้อนกลับมายังผู้คนในยามเช้า ที่ต่างก็วุ่นวายอยู่กับชีวิตของตนเอง
เฮียเกียงขมักเขม้นขายโจ๊กให้กับลูกค้านั่งโต๊ะและยืนออเต็มหน้าร้าน
ตัวตนของเฮียเกียงตอนนี้คือผู้ค้า ที่คอยจัดหาสิ่งของตามต้องการของผู้ซื้อ
ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ตอบแทนความพอใจของตนแก่เฮียเกียงผู้ค้า
ณ จุดนี้ เรามองเห็นความแตกต่างสัมพันธ์ในระบบหนึ่งที่น่าสนใจ
เฮียเกียงเป็นเฮียเกียงขายโจ๊ก ก็เพราะไม่ใช่เฮียตี๋ขายข้าว เจ๊หมวยขายขนมจีบ
และเฮียเกียงก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ใต้กลไกขับเคลื่อนทางการค้าของสังคม
เหตุผลนี้เองที่ทำให้เฮียงเกียงกลายเป็นเฮียเกียงขายโจ๊กที่มีตัวตน

ถ้าเฮียเกียงไม่ขายโจ๊ก หรือถ้าไม่มีคนซื้อโจ๊กของเฮียเกียง
หรือถ้าเฮียเกียงออกไปสร้างบ้านและใช้ชีวิตในป่าเพียงคนเดียว
ตัวตนของเฮียเกียงขายโจ๊กย่อมไม่มี เพราะการค้าต้องมีผู้ซื้อและผู้ขาย
ซึ่งต่างก็ยืนอยู่คนละตำแหน่ง คนละฐานะในช่วงเวลาเดียวกัน
และต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของระบบการค้าที่ยอมรับกันในสังคม
ถ้ายืนสลับที่กัน หรือออกไปอยู่นอกระบบแล้ว ตัวตนนี้ก็จะหายไป
แต่อาจจะสร้างตัวตนใหม่ในระบบอื่นๆ ได้อีก ไม่มีวันสิ้นสุด

"...แม้ตัวตนของคนอื่นๆ ก็ตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบนี้เหมือนกัน
เรายังเป็นเราอยู่ได้ เพราะไม่ใช่ใครคนอื่นที่อยู่ร่วมกับเราในสังคมเดียวกัน
เราแตกต่างจากคนอื่นๆ และเกี่ยวข้องกันในเหตุผลที่แตกต่างกันไป
ทำให้เรามีตำแหน่งแห่งที่เฉพาะ ซึ่งไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
นี่แหละ คือ อัตลักษณ์ (synchronic identity) ที่สร้างความหมายให้กับเรา..."

ตัวตนและความหมายที่ว่านี้ ไม่ใช่ของที่อยู่แน่นอนคงตัว
ตรงกันข้าม, กลับพร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ หากมีปัจจัยกระตุ้น
ถ้าความแตกต่างสัมพันธ์เปลี่ยนรูปแบบไป หรือระบบเดิมเสื่อมสลาย
ความสัมพันธ์และการเทียบเคียงคู่ใหม่ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวตนและความหมายที่มีอยู่เดิม
ท้ายที่สุดก็จะเกิดอัตลักษณ์ประจำตัวอย่างใหม่ขึ้นมาแทน

ฉะนั้น แม้จะเป็นอัตลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวเรา
เป็นตัวตนที่มีความหมาย ซึ่งสังคมค่อยๆ หล่อหลอมให้ก่อร่างขึ้นมา
แต่เพราะตัวตนที่แท้เป็นเพียงภาพที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างสัมพันธ์
เป็นปฏิบัติการ (operation) ที่พร้อมจะเลื่อนไหล (différance) อยู่ตลอดเวลา
ไม่ได้มีความหมายอยู่ในตัวเองโดยเสรี จึงไม่ควรยึดมั่นตายตัว
เพราะนอกจากจะจับยึดอะไรไม่ได้แล้ว ยังเหนื่อยแรงไปเปล่าๆ ด้วย

...

...

หลายคนบอกว่า ถ้าเปรียบเทียบความหมายของตัวตนเป็นแค่ความสัมพันธ์
ที่เกิดขึ้นจากการเทียบเคียงข้อแตกต่างระหว่างสิ่งอื่นๆ ร่วมระบบเดียวกัน
ก็เท่ากับว่า ได้ลดทอนคุณค่าของชีวิตลงไปมาก ไม่เหลือหลักอะไรให้ยึดเหนี่ยว
ตัวตนที่คนเคยมั่นใจว่ามีจริง แท้จริงกลับเป็นเพียงแค่ปฏิบัติการภายในระบบ
รูปธรรมที่คิดว่าจับต้องได้ กลับหายเข้าไปอยู่ในโลกนามธรรมเสียดื้อ ๆ
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว, จะโน้มน้าวให้ใครเข้าใจและเชื่อถือได้ ?

แต่ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่า การมองตัวตนเป็นรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์นี้
นอกจากจะไม่ลดทอนคุณค่าของชีวิตแล้ว ยังให้เกียรติตัวตนอย่างมาก
เพราะเมื่อมองตัวตนเป็นความสัมพันธ์ มองอัตลักษณ์ว่าเลื่อนไหลได้
ย่อมหมายความว่า อัตลักษณ์ของคนๆ หนึ่งไม่ใช่ภาพตีตราไปตลอดชีวิต
แต่เปิดโอกาสให้คนสร้างความแตกต่างสัมพันธ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้ไม่หยุด
ซึ่งก็คือการสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวตน โดยไม่จมปลักอยู่กับภาพเดิมๆ
แต่ทั้งนี้พึงเข้าใจให้ดีว่า การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์อย่างที่กล่าวถึง
ไม่ได้หมายความว่าให้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ - อย่างนี้ไม่ถูกต้อง
แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของระบบ
ตัวตนจึงจะสามารถดำรงอยู่ภายในระบบนั้นๆ ได้โดยไม่เกิดปัญหา

เมื่อมองตัวตนเป็นความสัมพันธ์อย่างนี้แล้ว
การจะเป็นคนดีหรือไม่ดี สังคมยอมรับหรือไม่ยอมรับ ก็อยู่ที่ความสัมพันธ์
ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ เป็นกัลยาณมิตรต่อทุกคน
ตัวตนของเราที่เกิดขึ้น ย่อมเสริมสร้างอัตลักษณ์ที่ดีให้แก่เรา
แต่หากเราคิดไปว่า ความดีอยู่ที่ตัวตนแท้ๆ ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์
เราย่อมเผลอเข้าข้างตัวเอง ทำอะไรตามความคิดของตัวเองเป็นหลัก
ในตอนแรกอาจจะไม่เห็นผลอะไร แต่นานๆ เข้าคงไม่เป็นผลดี
เพราะความสัมพันธ์ที่เลวร้ายนั้นแหละ จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง

"...เส้นทางชีวิตของคนเราแตกต่างกันก็จริง แต่ก็อยู่ร่วมระบบ/สังคมเดียวกัน
ความแตกต่างนั้น เมื่อเทียบเคียงกันภายในกฎเกณฑ์สังคมเดียวกันแล้ว
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ย่อมกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเราในในสังคมนั้นๆ
ซึ่งจะค่อยๆ หล่อหลอมตัวตน/ความหมาย และอัตลักษณ์ขึ้นมาทีละน้อย
ทำให้เรากลายเป็นเรา และดำรงความเป็นตัวเราอยู่ได้ในที่สุด..."

...

...

คุณค่าของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นใครอย่างมั่นคงถาวร
แต่อยู่ที่ใครแตกต่างจากใคร เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรในสังคม
และความสัมพันธ์ที่ว่านั้น ส่งผลอย่างไรต่อสภาพของสังคมโดยรวม
คุณค่าของชีวิต จึงอยู่ที่การทำหน้าที่ของตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ให้สมบูรณ์ตามบทบาทความสัมพันธ์ที่สังคมมอบหมายไว้ให้
การคร่ำครวญถึงความแตกต่างซึ่งทำให้เกิดปมด้อย ไม่ใช่สิ่งที่สมควร
ตราบใดที่เราเข้าใจว่าความแตกต่างนั้นทำให้เราเป็นเราอยู่ได้
ชีวิตที่ยังคงอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันนี้ ย่อมจะมีความสุขจนเกินประมาณ

"...ระลึกไว้เสมอว่า เครื่องจักรจะเดินเครื่องอยู่ได้ ต้องอาศัยฟันเฟืองหลายตัว
แต่ละตัวอาจจะมีรูปร่างแตกต่างกันไปบ้างตามตำแหน่งหน้าที่ของมัน
แต่เมื่อเครื่องจักรเริ่มทำงาน ฟันเฟืองที่แตกต่างนั้นจะเริ่มหมุนไปพร้อมๆ กัน
ก่อเกิดความสัมพันธ์ที่ทำให้ตัวเครื่องสามารถทำงานต่อไปได้ทั้งระบบ
คนเราก็เหมือนกัน, มีความหมายในฐานะหน่วยย่อยที่สัมพันธ์กับคนอื่นๆ
ถ้าเราอาศัยความแตกต่าง เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้กับสังคมของเราแล้ว
ทั้งตัวเราและสังคมของเรา ก็จะกลายเป็นระบบที่สมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง..."

...

...

เชิงอรรถ - เชิงอัด

๑. เฮียเกียงเป็นเจ้าของร้าน "โจ๊กเจ้าเก่า" [ติดป้ายหน้าร้านไว้ว่า "โจ๊กเจ้า (ไม่) ใหม่ (ฮา)"] ตั้งร้านอยู่ริมรั้วโรงพยาบาลศิริราช ถนนพรานนก ไม่ไกลจากท่าน้ำศิริราชมากนัก เปิดร้านสองช่วงเวลา คือ ๗ โมงถึง ๑๐ โมงเช้า และเปิดอีกครั้งบ่าย ๔ โมงเย็นถึงประมาณ ๓ ทุ่ม โจ๊กเฮียเกียงขึ้นชื่อว่าเป็นร้านโจ๊กที่อร่อยที่สุดในระแวกนี้ จึงมีคนแน่นร้านเกือบตลอดทั้งสองช่วง โดยเฉพาะช่วงประมาณ ๙ โมงเช้า ถ้าไม่ซื้อไปกินที่บ้านก็อาจจะต้องรอโต๊ะกันนานทีเดียว

๒. การมองว่าความหมายของสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจากความแตกต่าง (distinction) ของหน่วยย่อย และความสัมพันธ์ (relation) ภายในระบบใหญ่ เป็นแนวคิดของนักภาษาศาสตร์ชาวสวิสส์ ชื่อ แฟร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) ผู้ให้กำเนิดภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างและสัญวิทยา ซึ่งเป็นพื้นฐานทฤษฎีวิเคราะห์วรรณกรรมที่สำคัญ ตลอดจนเป็นแนวคิดหลักในการปฏิรูปญาณวิทยา (ศาสตร์การศึกษาหาความรู้) ทางด้านสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา ก่อเกิดปรัชญาสายใหม่ที่เรียกว่า "โครงสร้างนิยม - structuralism" ซึ่งได้รับการพัฒนาเป็น "หลังโครงสร้างนิยม - poststructuralism" ในระยะต่อมา, อาจกล่าวได้ว่า คุณูปการของโซซูร์ต่อโลกสังคมศาสตร์เทียบเท่ากับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพในโลกวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว

๓. เฮียตี๋ หรือ ตี๋ซ่า เป็นเจ้าของร้านขายอาหารตามสั่งริมรั้วโรงพยาบาลศิริราช ถ้าเดินจากท่าน้ำศิริราช ร้านของเฮียตี๋จะอยู่ถัดจากร้านโจ๊กเฮียเกียง นอกจากร้านข้าวเฮียตี๋จะเป็นร้านขวัญใจของชาวแพทย์ศิริราชส่วนใหญ่แล้ว เฮียตี๋ยังมีความสามารถพิเศษคือ สามารถจดจำเมนูอาหารของลูกค้าได้โดยไม่ต้องจดเลย ไม่ว่าจะสั่งให้พิศดารแค่ไหนเฮียตี๋ก็จำได้หมด จนคนสั่งยังนึกแปลกใจ [เพราะคนสั่งก็จำไม่ได้] ด้วยความที่เฮียตี๋เป็นคนอัธยาศัยดี จึงมีลูกค้าประจำอยู่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเหล่านักศึกษาแพทย์ศิริราชนี่เอง

๔. เจ๊หมวย เป็นเจ้าของร้านขนมจีบติ่มซำ ตั้งร้านอยู่ที่บู๊ธเล็กข้างตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช ขนมจีบและติ่มซำของเจ๊หมวยมีเอกลักษณ์อยู่ที่ขนาดซึ่งใหญ่กว่าขนมจีบทั่วไป ในเช้าอันเร่งรีบที่ต้องออกตรวจผู้ป่วยนอกโดยที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้า ก็ได้อาศัยขนมจีบเจ๊หมวยช่วยชีวิตอยู่หลายครั้ง เพราะเจ๊หมวยขายขนมจีบในราคาไม่แพง ปริมาณมาก เพียงแค่ยี่สิบบาทก็อิ่มได้จนครบมื้อ

๕. โซซูร์เชื่อว่า อัตลักษณ์และความหมายไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยตัวเอง ไม่ได้อยู่ในรูปคุณสัมบัติเชิงวัตถุ (material identity) อย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน แต่อยู่ที่การเทียบเคียงความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยย่อยในระบบภายในหน่วยเวลาเดียวกัน ซึ่งโซซูร์เรียกอัตลักษณ์เช่นนี้ว่า "synchronic identity"

๖. Différance (ดิฟเฟรังซฺ) เป็นคำศัพท์ที่เสนอโดยนักคิดในกลุ่ม "หลังโครงสร้างนิยม" ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) หมายถึง สภาวะการเปลี่ยนแปลงความหมายของสิ่งต่างๆ (ความหมายสัญญะ - signified) ซึ่งเกิดขึ้นในระบบภาษา ทำให้เกิดความแตกต่างในการรับรู้ของผู้ใช้ภาษาในแต่ละสถานการณ์ คำศัพท์คำนี้ล้อเลียนคำศัพท์ "différence" ที่แปลว่าความแตกต่าง - แม้จะเขียนต่างกัน แต่เมื่อออกเสียงสำเนียงฝรั่งเศสจะเป็น ดิฟเฟรังซฺ เหมือนกัน

...

โอดครวญ : ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่เวรห้องคลอด ทุก ๘ ชั่วโมง พัก ๘ ชั่วโมง
ดูเหมือนมีเวลาว่างอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ความง่วงกลับมีมากจนเกินจะทนไหว
พอลงเวรปุ๊บกินข้าวปั๊บ แล้วก็เข้านอนเลย เตรียมอยู่เวรในอีก ๘ ชั่วโมงข้างหน้า
แถมหลายครั้งยังต้องพยายามนอนกลางวัน เช้า-บ่าย ทำเอา jet lag พอสมควร

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

r5awsn <a href="http://nnhovonqberd.com/">nnhovonqberd</a>, [url=http://uftrjcfbwhea.com/]uftrjcfbwhea[/url], [link=http://kqrzepaireqd.com/]kqrzepaireqd[/link], http://rmyuwijoiqsc.com/

#17 By tRlbkiplHWBesqPe (94.45.74.26) on 2010-06-11 18:02

ขอคารวะสามจอกครึ่งครับสำหรับความรู้ในครั้งนี้

#16 By pakazite on 2009-08-21 00:24

อ่านแล้วลองจินตนาการดู.... เหมือนกันชุมชนหนึ่งที่มีการloginเพื่อเข้ามาทำกิจกรรมบางอย่างกัน พอหมดหน้าที่แล้วก็logoutออกไปเพื่อเตรียมตัวในวันถัดไปอย่างนั้นล่ะครับ(ไม่รู้ผมเข้าใจถูกรึปล่าว?).... แต่อ่านแล้วมึนดีครับ(ทำความเข้าใจเยอะเหมือนกัน)

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์แรกในบล็อกผมนะครับ.... ตอนนี้ดีขึ้นมากแต่ก็ยังเพลียๆ อยู่นิดหน่อยอ่ะครับ.... big smile

#15 By KnoT on 2009-08-13 08:36

แหม่ เข้าใจได้ฮะ
อ่านไปแล้วก็นึกถึงศัพท์คำหนึ่ง
"อัตลักษณ์" (อย่าถามนะว่าจริงๆแล้วไอ้คำนี้มีความหมายว่ายังไง ... คิคิ)

#14 By มดส้มจ่อย on 2009-08-12 13:04

แวะมาทักทายนักเขียนครับ

สารภาพเอนทรีนี้ยังไม่ได้อ่าน คงดึกๆ ครับเพราะกลางวันร้อนมากทำอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ

หนังสือคุณคงจะมีขายที่มหาสารคามนะครับ ไว้จะหามาอ่าน

ยินดีที่ได้รู้จักครับ
หวัดดีค่ะ

ขอใช้พื้นที่คอมเมนต์เป็นที่กล่าวขอบคุณสำหรับ
คำแนะนำดีๆนะคะ


จริงๆแล้วตัวข้าพเจ้า ยังไม่ได้อ่านบทความข้างบนเลยค่ะ
แต่รับปากว่าจะเข้ามาอ่านอีกรอบ

เพราะนี่ก็ล่วงเลยวันใหม่อีกแล้ว



ไว้จะเข้ามานะคะ

big smile big smile

#12 By แวนด้า on 2009-08-11 00:54

อ่านแล้วคิดถึงวิชาสังคมวิทยาและมนุย์วิทยาที่เคยเรียนตอนปีหนึ่ง...

big smile

#11 By นกไร้ขา on 2009-08-11 00:03

คนเราชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ อยากเป็นอย่างคนนู้นคนนี้ อยากมีเงินล้นฟ้า ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี

ทั้ง ๆ ที่หากเราทำในสิ่งที่เราถนัดให้ดีที่สุด รับผิดชอบตัวเราให้เต็มที่ สังคมก็จะไปได้ ตัวเราซึ่งเป็นคน ๆ หนึ่งในสังคมก็จะมีความสุข

#10 By Highwind on 2009-08-10 22:59

แม้ยาวก็ต้องนับถือที่ตัวเองอ่านจนหมดได้

คิดไป เราอาจจะมีตัวตนได้เมื่อเทียบกับคนอื่นไในสังคม

เดียวกัน ที่รับรู้ถึงการมีชีวติ และทั้งหมดเกิดขึ้นจากการ

มี Relation

ชอบบทความนี้จังเลยคร้าบ แม้งง

อ่านหลายรอบไป ก็ไม่งงเท่าที่คิด

รักษาสุขภาพด้วยนะคร้าบบ
confused smile

#9 By youuue on 2009-08-10 19:37

ออกจะอ่านยากซักนิด แต่ก็มีข้อคิดดีๆ
ปล.น่าจะประกอบเพลงแจ๊สนะนี่
ฉันอาจจะเป็น...ผู้ยิ่งใหญ่
หรือฉันอาจจะเป็น...ผู้ต่ำต้อย
สุดท้ายฉันเป็นเพียงฉัน..เมื่อไม่มีใครหยิบยื่นให้ฉันเป็นsad smile sad smile Hot! Hot! Hot!

#7 By porpang on 2009-08-10 16:55

กว่าจะอ่านจบ..ยาวมากค่ะ
แต่พออ่านจบแล้วก็คุ้มค่าค่ะ
ปล.ไปศิริราชคราวหน้าจะลองไปกินร้านเฮียตี๋ดู..big smile

#6 By nudee on 2009-08-10 14:56

คุณหมอคะ บางตำราบอกไว้ว่า Identity อัตลักษณ์ ของคนบางส่วนอยู่ที่ภูมิสาสตร์ วัฒนธรรม และพื้นฐานการหล่อเลี้ยงมาด้วยน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนคะ คุณหมอคิดเห็นยังไงคะเรื่องนี้

confused smile confused smile

#5 By Pat's Song on 2009-08-10 00:43

ตัวตน กับ สถานะ เหมือนกันมั๊ยคะ
อ่านรอบเดียวไม่ค่อยเข้าใจ ต้องอ่านหลายๆ รอบ
แต่ว่าจะพยายามทำความเข้าใจค่ะ

#4 By พ. on 2009-08-10 00:38

อ่านแล้วก็ไม่งงเท่าไหร่นะ..(มั้ง?)

ตัวตนไม่แน่นอน..เป็นสิ่งที่เราตั้งขึ้นมาเอง
บางทีการมีอยู่ อาจจะดี หรืออาจจะไม่

แต่ในฐานะมนุษย์(นี่ก็ตัวตน..)
เมื่อเกิดมาแล้ว คนเราก็ต้องมีตัวตนละนะ!!!

ถ้าไม่มีตัวตน แล้วจะมีตัวตนไปทำไม? (งง)



ตัวตนเราจะเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับเราและสังคมที่ยัดเยียดทุกสิ่งมาให้
confused smile

#3 By Doru-Kun™ on 2009-08-09 22:36

อ่านยากจริงด้วย
แต่อ่านจบแล้วก็เข้าใจสิ่งที่สื่อออกมาค่ะ

เรื่องนี้ทรายก็เคยแอบคิดแวบมาในสมองเหมือนกันนะ
แต่แค่คิดลอยๆว่า ถ้าเราอยู่บ้านเป็นลูกของพ่อแม่เป็นพี่ของน้องเราทำตัวแบบหนึ่ง พออยู่กับเพื่อนก็เป็นแบบหนึ่ง เวลาไปช่วยงานที่ต้องให้บริการคนอื่นก็ต้องทำตัวต้อนรับเค้าสุดๆ...
ก็มาคิดว่าที่ทำตัวไม่เหมือนอยู่บ้าน คือเราไม่เป็นตัวเองหรือ? แต่มันก็เกิดขึ้นตลอดเวลา...และเราก็ยังทำต่อๆไปเพราะจริงๆแล้วมันเป็นไปตามระดับความสัมพันธ์และกลุ่มบุคคลเหล่านั้นที่เกี่ยวข้อง...

อ่านแล้วก็ยิ่งมองเห็นชัดเจนเลยค่ะ ตัวตนของเราไม่ได้ยึดติดอยู่ในรูปแบบแบบเดียว แต่เราก็มีตัวตนเป็นของเรา แม้จะถูกกำหนดกลายๆโดยความสัมพันธ์กับผู้อื่น และบทบาททางสังคม เราทุกคนก็มีความสัมพันธ์มากมายที่แตกต่างกันออกไป บางเวลาเป็นผู้นำ บางเวลาเป็นผู้ตาม ฯลฯ

แบบนี้น่าจะให้ใครหลายคนได้อ่านเยอะๆ จะได้รู้ว่าตัวเอง uniqueนะ ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครๆ

confused smile

#2 By S@nDGLasS on 2009-08-09 22:34

ยาวมาก กว่าจะอ่านจบ big smile

จะมีบ้างไหม ที่เราต้องการออกจากระบบ หรือความสัมพันธ์

แล้วความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเราเสมอไปหรือไม่ เราสามารถกำหนดเองได้หรือไม่ โดยการเลือกความสัมพันธ์ที่จะถูกเราสร้างขึ้นเอง

เริ่มงงกับตัวเอง sad smile

#1 By Krai W. on 2009-08-09 21:42

Recommend