[หมายเหตุ : เอ็นทรี่ย์นี้มีเนื้อหาค่อนข้างมาก ค่อยๆ อ่านไปนะครับ]

...

แดดยามสายสาดส่องลงทาบนครเอเธนส์, หลายร้อยปีก่อนคริสตกาล
บริเวณตลาดกลางนครคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของ
ต่างคนต่างสาละวนอยู่กับกิจธุระของตน ท่าทางรีบเร่ง
วิถีชีวิตอันคุ้นชินในวัตรปฏิบัติประจำวันตามความเชื่อของนคร
ซึ่งสืบทอดจาก "บิดาสู่บุตร" นับแต่ยุควีรบุรุษและสงครามกรุงทรอย
ทำให้ความเร่งรีบที่เห็น กลับแฝงความเฉื่อยชาเอาไว้อย่างน่าประหลาดใจ

กลางตลาดนั้นเอง ถ้าหากใครจะพอสังเกตเห็นอยู่บ้าง
ชายวัยชราคนหนึ่ง รูปร่างต่ำเตี้ย ศีรษะส่วนหน้าโล่งล้านเป็นมัน
ปล่อยชายผมหยักศกด้านหลังลงคลุมไหล่ พันกับหนวดเครารุงรัง
ใบหน้ากร้าน จมูกหักงุ้ม กรอบตาจมลึก - ทว่านัยน์ตาฉาวแววมุ่งมั่น
ชายผู้นี้กำลังยืนสนทนาอยู่กับชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง
ผู้มีบุคลิกสง่างาม ใบหน้านวลปลั่งทรงความรู้กว่าคู่สนทนา
แต่แปลก - ในขณะที่ชายชราพูดคุยด้วยท่าทางสบายใจ
ชายวัยกลางคนกลับเริ่มแสดงสีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางไม่พอใจ

ที่น่าสนใจกว่านั้น, เบื้องหลังชายชราผู้อาภัพ
มีเด็กหนุ่มอีกสองสามคนยืนอยู่ ท่าทีกระตือรือร้น
บ่งบอกว่า กำลังฟังบทสนทนาระหว่างคนสองวัยอย่างตั้งใจ

...

...

กิจวัตรประจำวันซึ่งดูคล้ายจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวเอเธนส์
คือการที่ "โสเกรตีส" ผู้มีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่งกายมอซอ
ออกเดินดุ่มๆ ไปตามตลาดกลางนคร พร้อมกับเด็กหนุ่มจำนวนหนึ่ง
เมื่อพบเจอใครที่มีท่าทางทรงภูมิความรู้ บุคลิกภาพน่าเคารพนับถือ
ซึ่งอาจจะเป็นนักการเมืองผู้มีอำนาจ กวีผู้รจนาถ้อยคำอันแสนไพเราะ
หรือแม้กระทั่งช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์ผลงานงดงามเป็นที่ประจักษ์
โสเกรตีส, และเด็กหนุ่ม, จะหยุด แล้วชวนอีกฝ่ายร่วมสนทนา
ด้วยเรื่องพื้นฐานของชีวิต เช่น ความยุติธรรมคืออะไร, ความดีคืออะไร,
ศิลปะที่แท้เป็นแบบไหน, ความงดงามอย่างที่ท่านเข้าใจเป็นอย่างไร ?

ความตั้งใจของโสเกรตีส คือเพื่อจะหาความรู้จากบุคคลเหล่านั้น
ผู้ซึ่งเชื่อว่าตนเองมีความรู้ - ฉลาด - ในด้านนั้นๆ อย่างเต็มเปี่ยม
หรือบางคน อาจเชื่อว่าตนเองฉลาดในทุกๆ เรื่อง ไม่มีใครเทียบได้
ตรงข้ามกับโสเกรตีส ที่เชื่อว่าตนไม่มีความรู้ในเรื่องใดเลย
มีเพียงสิ่งเดียวที่รู้ นั่นคือ "ฉันรู้ว่าฉันไม่รู้อะไร - hen oída hoti oudén oída"
ดังนั้น การที่โสเกรตีสสนทนากับบุคคลผู้มีความรู้ทั้งหลายเหล่านั้น
ก็เพียงเพื่อจะพิสูจน์ให้เทพเจ้ารู้ว่า ตนเองไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

"...ข้าพเจ้าพบว่า บุคคลนี้มีทีท่าว่าเป็นคนฉลาดในสายตาของผู้อื่น
เป็นจำนวนมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของเขาเอง
แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย แล้วข้าพเจ้าก็พยายาม
แสดงให้เขาเห็นว่า เขา 'คิด' ว่าตนเองเป็นผู้ฉลาด แต่เขาไม่ฉลาดจริง
ผลลัพธ์ก็คือ เขาและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้วยกันพากันเกลียดชังข้าพเจ้า..."

โสเกรตีสได้ข้อสรุปจากการสนทนาในแต่ละครั้งว่า ตนเองฉลาด
แต่ความฉลาดนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขามีความรู้มากไปกว่าคู่สนทนา
ในความจริง, ทั้งสองฝ่ายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งพื้นฐานเหล่านั้นเลย
จะผิดกันหน่อยก็ตรงที่ คู่สนทนาต่างคิดว่าตนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้จริง
แต่ตัวโสเกรตีสนั้น เมื่อไม่รู้ก็ไม่ได้คิดว่าตนเองรู้ - นี่แหละคือความฉลาด
เพราะคนที่ไม่รู้ แต่คิดว่าตนรู้ ย่อมไม่ขวนขวายตอบคำถามในชีวิต
แต่กับผู้ที่ยังไม่รู้ ย่อมแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอย่างไม่หยุดหย่อน

"...ด้วยเหตุนี้เอง, ข้าพเจ้าจึงยังคงเที่ยวเสาะหาและสอบถาม
ตามคำบัญชาของเทพเจ้ากับใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของเรา
หรือเป็นชาวต่างประเทศที่ข้าพเจ้าคิดว่าฉลาด และเมื่อข้าพเจ้าพบว่า
เขาไม่ได้ฉลาดจริง ข้าพเจ้าก็จะช่วยเทพเจ้าและแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ฉลาดจริง..."

...

...

วิถีชีวิตของปรัชญาเมธีอย่างโสเกรตีส ในสังคมนครเอเธนส์สมัยนั้น
นับว่าเป็นเรื่องแปลก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตรายต่อรัฐกรีกโบราณ
เพราะการกระทำของโสเกรตีส คือการเที่ยวเสาะถามปัญหากับคนอื่นๆ
ด้วยท่าทียียวน สำนวนวกวน และด้วยความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งปัญหาเกี่ยวกับเทพเจ้าและกฎหมายของนคร
อีกทั้งการยอกย้อนคู่สนทนาซึ่งคิดว่าตนมีความรู้ ให้จนมุมต่อผู้ไร้ความรู้
ย่อมถือเป็นการหักหน้า และ, แน่นอนว่า, สร้างศัตรูขึ้นมาอย่างจงใจ

ชาวกรีกโบราณมีความเชื่อสืบต่อกันมาช้านาน
ผ่านกระบวนการเรียนรู้จาก "บิดาสู่บุตร" ถ่ายทอดต่อเนื่องเป็นรุ่นๆ
ความเชื่อส่วนใหญ่อิงอยู่กับเทพเจ้า ผู้บัญญัติกฎหมายแห่งมวลชน
การตั้งคำถามต่อความมีอยู่ของเทพเจ้า ต่อคุณธรรมของเทพเจ้า
ต่อความเที่ยงธรรมของกฎหมายและศาสนธรรม จึงไม่เหมาะสม
เพราะเท่ากับยั่วยุให้ผู้คน, โดยเฉพาะเด็กหนุ่มๆ, ตั้งข้อสงสัยกับนคร
บ่อนทำลายความมั่นคง จนอาจเป็นอันตรายแก่นครรัฐโดยส่วนรวม

อีกอย่าง, คนเรามี "อัตตา - ความถือตัว" ในตัวเองอยู่มาก
โดยเฉพาะผู้ที่ 'คิด' ว่าตัวเองรู้มาก ย่อมมีอัตตาเพิ่มขึ้นตามความ 'คิด'
พร้อมที่จะเชื่อในความคิดของตัวเอง แต่ไม่ยอมลดตัวลงเชื่อใคร
เมื่อถูกต้อนให้จนมุมในสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้ดีที่สุด โดยคนที่ไม่รู้อะไรเลย
เหมือนกับการประกาศว่า ความรู้ที่ตัวเองเชื่อมั่นมานานนั้นไม่มีจริง
แล้วอย่างนี้ ใครเลยจะชื่นชมคนอย่างโสเกรตีสได้ ?

"...คนส่วนใหญ่พอใจที่จะมีความรู้ - อย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองรู้
และเกรงกลัว 'ความไม่รู้' มากยิ่งกว่าความกลัวใดๆ ที่เคยมี
แต่แปลก, ในขณะที่กลัวความไม่รู้ กลับเกลียดชังผู้รู้เข้าให้อีก
ยิ่งผู้รู้ดูด้อยกว่าตัวด้วยแล้วยิ่งรับไม่ได้ พาลเป็นศัตรูกันไปเลย..."

เพียงเพราะสิ่งที่โสเกรตีส "รู้" เป็นสิ่งที่คู่สนทนาไม่รู้
และเมื่อโสเกรตีสแสดงให้เห็นว่าคู่สนทนา "ไม่รู้" สิ่งใด
ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ "คิดว่ารู้" นั้นไม่ใช่ของจริง - ใครล่ะจะไม่โกรธ ?

...

...

แม้ชาวเอเธนส์จะอดทนกับพฤติกรรมของโสเกรตีสมาหลายสิบปี
กับการสอบถาม - ไต่สวนผู้อื่น จนทำให้คู่สนทนาดูเหมือนตัวตลก
แต่แล้ววันหนึ่ง, เมเลตัสและอนิตัส - ชาวเมืองเอเธนส์ - ก็ยื่นฟ้องโสเกรตีส
โทษฐานที่ว่า "...มีคนที่ชื่อโสเกรตีส เป็นคนฉลาด
คนที่ชอบครุ่นคิดเรื่องต่างๆ ในฟ้า และเป็นผู้ที่ได้ค้นคว้าเรื่องใต้พิภพ
และเป็นผู้ที่ทำให้เหตุผลที่อ่อนกว่าเป็นเหตุผลที่แข็งแรงกว่า..."
นอกจากนี้ ยังได้สอนสิ่งผิดเหล่านี้ให้แก่เด็กหนุ่มๆ ผู้ติดตามหลายคน
ซึ่งหลงใหลวิธีการซักถามแบบ โสเกรตีส (Socratic Method)
และเลียนแบบโสเกรตีสบ้าง จนกระทั่งผู้ใหญ่หลายคนเอือมระอา

ภายในศาล, ตุลาการเปิดโอกาสให้โสเกรตีสแก้คดี
แต่โสเกรตีสกลับท้าทายอำนาจศาลอย่างที่ไม่เคยมีใครทำ
ทั้งยังบอกอีกว่า "ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกท่านชาวเอเธนส์ทั้งหลายว่า
จงทำอย่างที่อนิตัสบอกหรือไม่ก็ทำตามอย่างที่เขาบอก
จงปล่อยข้าพเจ้าหรือไม่ก็ไม่ปล่อย แต่ขอให้รู้ไว้ว่า
ข้าพเจ้าจะไม่เปลี่ยนความประพฤติของข้าพเจ้า
แม้ว่าข้าพเจ้าจะต้องตายครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม..."

เมื่อจบคำกล่าวของโสเกรตีส เสียงโห่ร้องของผู้คนในศาลก็ดังกระหึ่ม...
โสเกรตีสต้องการความตาย มากกว่าจะยอมพ่ายแพ้แก่ "ความไม่รู้"
โสเกรตีสต้องการความตาย มากกว่าจะยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ที่ "คิดว่ารู้"
โสเกรตีสต้องการความตาย มากกว่ายอมหันหลังให้กับวิถีแห่งปรัชญาเมธี
โสเกรตีสจึงได้รับความตาย ซึ่งชาวเอเธนส์หยิบยื่นให้ด้วยความพอใจ

"...วิถีแห่งปรัชญาเมธี คือความเชื่อมั่นในคุณความดีที่ตนได้ค้นพบ
ความเห็นของชนหมู่มาก อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
หากมีผู้รู้จริงเพียงหนึ่งคนกล่าวในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็ควรเชื่อตามผู้รู้ท่านนั้น
ไฉนเลยจะต้องยอมตามความเสื่อม ในเมื่อมองเห็นความเจริญอยู่ตรงหน้า..."

โสเกรตีสถูกจำคุกอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังการตัดสิน
ระหว่างนั้น ไครโต - มิตรที่รักของเขา - ได้ชักชวนให้เขาหลบหนี
เพราะรู้ดีว่าการตัดสินของศาลในครั้งนี้ เป็นไปโดยอคติของชนหมู่มาก
ตามแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นที่ยอมรับในขณะนั้น
แต่โสเกรตีสปฏิเสธ เพราะไม่ต้องการฝ่าฝืนกฏหมายของนครรัฐเอเธนส์
เขาบอกว่า "...แม้จะตอบสนองการกระทำที่ผิดด้วยการกระทำที่ผิด
เราก็ไม่ควร ดังที่โลกมักคิดกันว่าควร เพราะเราไม่ควรทำผิดเลย..."

...

...

โสเกรตีสต้องโทษประหารชีวิต โดยการดื่มยาพิษ เฮ็มล็อก (Hemlock)
ความตายของโสเกรตีส เป็นสิ่งที่ชาวเอเธนส์พอใจ
เพราะได้กำจัดผู้บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ และผู้ "รู้ว่าไม่รู้" เสียได้
ไม่มีใครคอยตั้งคำถามกับชาวเมืองถึงเรื่องพื้นฐานอื่นๆ อีก
ปล่อยให้ชาวเอเธนส์เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ โดยไม่มีใครกล้าโต้แย้ง

"...แต่บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจากกัน ข้าพเจ้าไปตาย
ส่วนท่านมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ใครจะไปดีกว่ากัน เทพเจ้าเท่านั้นที่รู้..."

ขณะนั้นโสเกรตีสมีอายุ ๗๐ ปี นับว่ามากพอต่อขันติธรรมของนครเอเธนส์

หลังการตายของโสเกรตีส, เพลโต - ศิษย์ของเขา - ได้รวบรวมบทสนทนา
ซึ่งใช้ชื่อและอ้างว่าเป็นของโสเกรตีส เขียนขึ้นเป็นหนังสือหลายเล่ม
แม้ไม่อาจเชื่อได้ทั้งหมดว่า นั่นเป็นคำกล่าวของโสเกรตีสจริงๆ
หรือจะมีบางส่วนเป็นความคิดของเพลโตที่สอดแทรกเข้าไปก็ตาม
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ชะตากรรมแสนอาภัพของปรัชญาเมธีผู้นี้
ผู้ซึ่งได้รับคำพยากรณ์จากเทพเจ้าแห่งเดลฟีว่าเป็นผู้ฉลาดที่สุดในเอเธนส์
แต่ไม่มีใครยอมรับความฉลาดนั้น เพราะไม่มีใครยอมรับว่าตนเอง "ไม่รู้"
ในที่สุด, เขาจึงต้องตายเพราะความ "ไม่รู้ว่าไม่รู้" ของชาวเมืองนั้นเอง

"...จะเห็นได้ว่า คนในสังคมปัจจุบัน อาจไม่ต่างอะไรกับสังคมกรีกโบราณ
ตรงที่หลายคนคิดว่าตัวเอง 'รู้' แต่ความจริงแล้ว 'ไม่รู้' ในเรื่องนั้นๆ เลย
ที่น่าเป็นห่วงคือ นอกจากไม่รู้แล้ว ยัง 'ไม่ยอมรับ' ความไม่รู้ของตนเสียด้วย
เมื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อไรกันล่ะที่คนพวกนี้จะ 'รู้' ในสิ่งที่ตัวเอง 'ไม่รู้' เสียที ?..."

...

...

"...เมื่อไม่รู้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปกปิดความจริงในข้อนี้เอาไว้
เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร ย่อมเป็นการดีต่อตัวของเราเอง
เพื่อที่เราจะได้หาความรู้เพิ่มเติมในส่วนที่ขาดนั้นให้เต็ม
แต่หากเราไม่รู้ แล้วยังดันทุรังหลอกลวงตัวเองว่ารู้อยู่ร่ำไป
ก็เท่ากับว่า ปิดโอกาสในการพัฒนาตัวเองไปจนหมดสิ้น..."

...

เชิงอรรถ

โสเกรตีส ถือกำเนิดในกรุงเอเธนส์ เมื่อ ๔๗๐ หรือ ๔๖๙ ปีก่อนคริสตกาล เป็นบุตรของ Sophroniscus - พ่อซึ่งมีอาชีพเป็นประติมากร และ Phaenarete - แม่ซึ่งเป็นหมอตำแย, ในช่วงแรกเขาได้ร่ำเรียนศิลปะจากพ่อ แต่ต่อมาภายหลังได้อุทิศตัวเองให้กับการแสวงหาความจริงทางปรัชญา โดยไม่คำนึงถึงความยากจนข้นแค้นของตัวเอง และเพราะโสเกรตีสไม่เคยเขียนอะไรเอาไว้เลย, ภายหลังมรณกรรมของเขา เพลโต - ศิษย์ของเขา - จึงได้รวบรวมบทสนทนาของเขาเขียนขึ้นเป็นหนังสือ ซึ่งถือเป็นวรรณกรรมล้ำค่าทางปรัชญาในยุคคลาสสิกที่มีผู้เรียนและวิเคราะห์กันต่อมาจนถึงปัจจุบัน

Hen oída hoti oudén oída เป็นคำกรีกซึ่งปริวรรตตามอักษรโรมัน รูปเดิมเขียนว่า ἓν οἶδα ὅτι οὐδὲν οἶδα แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ใกล้เคียงที่สุดว่า "I know that I know nothing - ฉันรู้ว่าฉันไม่รู้อะไรเลย" อย่างไรก็ดี, ถึงแม้โสเกรตีสผู้กล่าวคำนี้ (ผ่านงานเขียนของเพลโต) จะเป็นชาวกรีก แต่ประโยคนี้ในภาษาละตินที่ว่า scio me nihil scire กลับเป็นที่นิยมมากกว่า

บทสนทนาของโสเกรตีสซึ่งพิมพ์เป็นอักษรสีชมพูนี้ คัดลอกจากหนังสือ "ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น : บทวิเคราะห์โสเกรตีส" สำนวนของ ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรวบรวมบทสนทนาของโสเกรตีสไว้ ๓ เรื่องด้วยกัน คือ ยูไธโฟร (Euthyphro), อโพโลจี (Apology), และ โครโต (Crito) บทสนทนาทั้ง ๓ เรื่องนี้เกิดก่อนหน้า, ขณะที่, และหลังจากการตัดสินคดีของโสเกรตีสในศาลกลางนครเอเธนส์

ตามกฎหมายกรีกโบราณ บุตรต้องได้รับการศึกษาพื้นฐานชีวิตจากบิดา เช่น รูปแบบประเพณี ความเชื่อ และวัตรปฏิบัติทั่วไปในสมัยนั้นๆ เป็นต้น ส่วนใหญ่มักอ้างว่าได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษในยุควีรบุรุษและสงครามกรุงทรอย หรือไม่ก็เป็นพระบัญชาจากองค์เทพเจ้า บ้างก็เป็นถ้อยคำของกวีโบราณซึ่งได้รจนาและตีความคุณธรรมต่างๆ เอาไว้ สิ่งเหล่านี้ชาวกรีกถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ หากผู้ใดล่วงละเมิดก็เท่ากับมีความคิดที่จะทำลายอุดมการณ์แห่งรัฐ เป็นภัยต่อประชาชนโดยรวม