[ไปพักใจ หลังจากผ่านความเหน็ดเหนื่อยมานาน] 

...

นั่งอยู่บนเรือข้ามฟาก ล่องจากท่าพระจันทร์มายังท่ารถไฟ
คลื่นลมกลางแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกระทบจนน่าตกใจ
เรือลอยอย่างเฉื่อยช้า โคลงเคลงไปมาราวกับไร้จุดหมาย
ขณะที่สายตาจดจ้องตัวหนังสือ แต่สื่อความหมายอะไรไม่ได้
โดยไม่ทันได้สังเกตรอบกาย, มีใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา

"...รู้จักสัญญาไหม ? เคยฟังเพลงของสัญญาไหม ?
ไม่ต้องบอกความในใจก็ได้ เดี๋ยวสัญญาจะร้องให้ฟัง..."

ชายที่อ้างชื่อว่า "สัญญา" ตะโกนบอกผู้โดยสารในเรือลำนั้น
ก่อนจะเริ่มเอื้อนเสียง ร้องเพลงอะไรสักอย่างซึ่งฉันไม่เคยรู้จัก
แต่คิดไปเองว่า คงเป็นเพลงที่ใครหลายคนจดจำอยู่ในใจ

ฉันละสายตาจากหนังสือเล่มเล็ก - แต่หนักอึ้ง - ในมือ
ปราดตามองชายผู้เป็นต้นเสียงเพลงนั้น เพียงชั่วอึดใจ
ใบหน้าของเขาพอกทาด้วยแป้งฝุ่นสีขาวนวลเป็นริ้ว
สายตาเหม่อมองบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไป - ฉายแววทอประกาย
ริมฝีปากขยับขึ้นลงตามถ้อยคำ แฝงรอยยิ้มน้อยๆ เอาไว้ตรงมุม
ร่างกายใต้เสื้อผ้าขมุกขมอมพลางร่ายลีลาไปตามเนื้อหาเพลง
คล้ายกับว่า เขากำลังอยู่บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ลึกซึ้งหรอก
ด้วยสายตาของคนธรรมดา คงพอบอกได้แล้วว่าเขา "ไม่ปกติ"

...

 

... 

เรียกอย่างคนทั่วไป ชายคนนั้นคือ "คนบ้า"
เรียกอย่างภาษาหมอ ชายคนนั้นเป็นโรค
"จิตเภท"*
และหากจะเรียกอย่างหมอหัวนอก อาจเลือกใช้คำกรีก
ว่า "Schizophrenia" ซึ่งมีความหมายตรงกับคำภาษาไทย

โรคบ้า - โรคจิตเภท หรือ Schizophrenia
เป็นความผิดปกติทางความคิด อารมณ์และพฤติกรรม
โดยไม่มีโรคทางกาย โรคทางสมอง หรือพิษจากยาใดๆ
และอาการที่เกิดขึ้นนั้น คงอยู่นานมากกว่า ๖ เดือน

อาการผิดปกติที่พบในผู้ป่วยจิตเภท มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน
เช่น เลอะเลือนหลงผิด (delusion) มีความคิดแปลกประหลาด
หูแว่ว ตาฝาด ประสาทหลอน (hallucination) พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง
มีพฤติกรรมแปลกๆ (bizarre behavior) อย่างที่คนทั่วไปไม่ทำกัน
ระดับความรุนแรงมีทั้งที่ใกล้เคียงกับคนปกติมากจนดูไม่ออก
เว้นแต่เมื่อมีความเครียดกระทบจิตใจ จึงแสดงอาการออกมา
ในขณะที่บางคนอาจเป็นพวกสุดโต่ง เพียงมองผ่านก็รู้ได้ทันที

ถ้าหากว่าใครยังนึกไม่ออกว่าโรคนี้มีอาการอย่างไร
ลองดูภาพยนตร์เรื่อง
"Beautiful Mind" ก่อนก็ได้
คิดว่าคงพอช่วยตอบความสงสัยข้อนี้ได้บ้าง

...

John Forbes Nash, Jr. นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน
เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. ๑๙๙๔
ผู้คิดค้นทฤษฎีเกม - ป่วยเป็นโรคจิตเภทมานานเกือบทั้งชีวิต

... 

ความผิดปกติทางความคิด อารมณ์และพฤติกรรม
ทำให้คนที่เป็นโรคจิตเภทถูกกีดกันออกจากสังคม
โดยปกติ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มหมกมุ่นกับตัวเองอยู่แล้ว
ยิ่งโดนสังคมบีบคั้น ความหมกมุ่นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ
เมื่อโลกภายนอกไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับคนที่แตกต่าง
การอยู่ในโลกส่วนตัวจึงเป็นทางออกสุดท้ายที่จำเป็น

ว่ากันให้ชัด, อาการของโรคจิตเภทตามที่เล่ามาทั้งหมดนี้
ล้วนเกิดจากความ "ติดหลง" ในวังวนความคิดของตนเอง
คนกลุ่มนี้มีความสุขอยู่กับภาพลวงตาที่ตนสร้างขึ้นมา
แล้วหลงคิดไปว่า สิ่งที่ตนสัมผัสอยู่นี้คือโลกแห่งความจริง
เราจึงพบเห็นพวกเขาบ่นเพ้ออยู่เพียงคนเดียว ไม่สนใจใคร
หลายคนแต่งตัวไม่เหมาะสม แสดงท่าทางไม่ถูกกาลเทศะ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างพากันเบือนหน้าหนีด้วยความสังเวช
แม้ว่าเจ้าตัว - ผู้ป่วย - จะไม่เคยรับรู้ความจริงข้อนี้เลยก็ตาม

คนส่วนใหญ่มองออกว่าใครปกติ และใครที่เป็นจิตเภท
เพราะการ "ติดหลง" อย่างจิตเภทเป็นเรื่องแปลกชัดเจน
สิ่งที่พวกเขาคิดและแสดงออกมา ไม่มีใครอยากทำตาม
นอกจากคนที่มี "ความบ้า" แอบแฝงอยู่ในตัวคล้ายๆ กัน
แต่ถ้าหันกลับมามองถึง "กระบวนการ" เกิดความผิดปกติแล้ว
เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า มีใครบ้างที่เป็น "คนปกติ"
คงบอกได้แต่เพียงว่า ใครเป็นคนที่ "ยอมรับว่าปกติ" เท่านั้น

"...เมื่อเป็นอย่างนี้, ใครจะตอบคำถามได้ว่า ขณะที่เรามีชีวิตอยู่
จะมีสักกี่คนที่ไม่เคย "ติดหลง" อยู่ในวังวนความคิดของตนเอง
และจะมีสักกี่คนที่กล้าออกมายืนยันว่า ตนเอง "ปกติ" จริงๆ..."

...

 

... 

"จิตเภท" กับ "คนทั่วไป" ต่างกันอย่างไร ? 

ทุกวันนี้, สังคมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สอนให้เรารู้จักกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำในสิ่งที่เราต้องการ
สิทธิเสรีภาพได้รับการปลูกฝังอย่างมั่นคงในจิตใจ
การแสดงออกในทุกๆ อย่างเป็นเรื่องส่วนตัว ห้ามใครขัดขวาง
ไม่อย่างนั้นจะถือว่า ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

แต่การอ้างสิทธิเสรีภาพอย่างไร้เดียงสา ทำให้คนเข้าใจผิด
หลงคิดไปว่าสองสิ่งนี้เป็นสรณะสำคัญในการอยู่ร่วมกัน
เมื่อคิดว่าตนมีสิทธิเสรีภาพอันไร้ขีดจำกัด, คนอื่นๆ จึงไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย
เท่ากับปล่อยให้เจ้าตัวติดหลงอยู่ในกรอบความคิดของตนเอง
พอนานวัน, ใจย่อมเผลอนึกไปว่า ความคิดของตนนี้เป็นเรื่องใหญ่
แล้วคิดทำอะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนใจใครเลย

คิดดูดีๆ แล้ว, ชีวิตที่เรากำลังผจญ วังวนที่เราเดินหลงทาง
อาจไม่ต่างอะไรกับภาวะที่ผู้ป่วยจิตเภทกำลังเผชิญ

ยิ่งเราปล่อยความคิดให้จมอยู่กับเรื่องของตนเองมากเพียงไร
ทั้งยังตัดขาดตัวเองไปจากความรู้สึกของผู้คนที่อยู่รอบกาย
นั่นย่อมเท่ากับว่า เรา "ติดหลง" อยู่เพียงในโลกส่วนตัวของเรา
โลกที่เราเผลอสร้างมันขึ้นมา แล้วปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ
หากไม่ฉุกคิดเสียแต่เนิ่นๆ รอจนเกินแก้ไขเสียแล้ว
แม้ภายนอกยังดูปกติ แต่เมื่อเทียบกับจิตเภทแล้ว - คงไม่ต่างกัน

"...หากการจมดิ่งในความคิดของตนเอง เป็นบ่อเกิดความบ้า
การเปิดตามองรอบกาย เปิดใจรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นบ้าง
ย่อมเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยผ่อนคลายความบ้าเหล่านั้นลง
เมื่อความบ้าทำให้เราหมกมุ่นอยู่กับความต้องการส่วนตัว
การบ่มเพาะจิตอาสาคงจะช่วยเหลือเราได้ไม่น้อย..."

...

 

... 

"สังคม" เกิดจากธาตุ "คมฺ" แปลว่า ในความไป, ในความถึง
เมื่อเติมอุปสัค "สํ" ซึ่งสื่อความว่า พร้อม, กับ, ดี - ลงนำหน้า
แปลงนิคหิตเป็นพยัญชนะท้ายวรรค สนธิได้เป็น "สังคม"
แปลความได้ว่า "การไปพร้อมกัน - การถึงพร้อมกัน"
สังคมจึงไม่ใช่เรื่องของใครเพียงคนเดียว แต่เป็นของส่วนรวม
หากต้องการอยู่ในสังคมด้วยความคิดของตนเพียงคนเดียวแล้ว
จะเรียกว่า "ไปพร้อมกัน - ถึงพร้อมกัน" ได้อย่างไร ?

คนที่เป็นโรคจิตเภท มีคำสาปที่น่าเศร้าอยู่อย่างหนึ่ง
ตรงที่เขาไม่อาจรับรู้ความผิดปกติของตนเองได้เลย
หรืออย่างที่หมอหัวนอกมักพูดกันว่า
"poor insight"
สิ่งที่เขาคิด พูดและแสดงออกมา แม้คนอื่นจะมองว่าน่ารังเกียจ
แต่สำหรับเขาแล้วมันคือเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องส่วนตัว
คนอื่นๆ เสียอีกที่ไม่เข้าใจ "ความปกติ" ในตัวของเขา

พูดให้ดีหน่อยก็ว่า เป็นสิทธิเสรีภาพ - แม้คนอื่นไม่ยอมรับ
แต่หากเราไปขัดขวาง ก็เท่ากับละเมิดความเป็นส่วนตัว
 

แต่คนทั่วไปนั้นต่างกัน ตรงที่รอดพ้นจากคำสาปนั้นมาได้
เราสามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งใดปกติ และสิ่งใดบ้างที่ผิดเพี้ยนไป
สำนึกผิดชอบชั่วดีมีอยู่แล้วในใจของทุกคน แม้อาจซ่อนเร้นอยู่บ้าง
ความ "รู้สำนึก" นี้เองที่ช่วยเปิดโอกาสให้เราได้ปรับปรุงตัว
เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากวังวนความคิด เปิดใจรับรู้โลกกว้าง
และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ

"...การดำรงตนอยู่ในสังคมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่หากเราเรียนรู้อย่างถูกวิธี เชื่อว่าคงไม่ใช่สิ่งที่เกินกำลัง
ถ้าสังคมคือการเดินไปพร้อมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน
จะอยู่ในสังคมได้ ก็แค่รู้จักเดินไปพร้อมกันเท่านั้นเอง..."

...

 

... 

คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับผู้ป่วยจิตเภท เพราะเห็นว่าแปลก
คำว่าแปลกในที่นี้ คือผิดไปจากความปกติที่สังคมยอมรับ
โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว และไม่สามารถปรับปรุงตนเองได้
แล้วคน [ที่คิดว่าตนเอง] ปกติ จะละเลยความจริงข้อนี้หรือ ?
ในเมื่อเรารู้ได้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร แล้วจะชักช้าอยู่ไย ?

"...หากใจของใครกำลังจมดิ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง
ลองหยุดพักสักครู่ ให้หัวใจได้ผ่อนคลายความเครียดลงบ้าง
แล้วใครครวญความเป็นจริง ในโลกความจริงที่เราอยู่นี้
วังวนความคิดเป็นสิ่งน่ากลัว เมื่อติดกับแล้วยากจะหลุดพ้น
ถ้ารู้ตัวก่อนย่อมถือเป็นโชคดี และง่ายที่จะหลีกเลี่ยง
ขอเพียงแต่ใจของเราเปิดกว้าง แม้สักหน่อยก็ยังดี..."

...

...

ปล. จิตเภท เป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท ทำให้ระบบการทำงานเชื่อมโยงในสมองเกิดความผิดพลาด ปัจจุบันมียาช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทดังกล่าว และสามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยจิตเภทได้ผลเป็นอย่างดี

โรคจิตเภทและโรคจิตเวชอื่นๆ ไม่ใช่ความผิดปกติที่น่ารังเกียจ แม้ผู้ป่วยเหล่านั้นจะผิดแผกจากคนทั่วไป แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่า ความผิดปกติเช่นนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกคน จนอาจกล่าวได้ว่าทุกคนมีปัญหาจิตเวชอยู่แล้วในตัว เพียงแต่มีอาการรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป บางคนมีอาการรุนแรงเห็นได้ชัด แต่บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ซึ่งหากเราตั้งแง่รังเกียจผู้ป่วยจิตเวชเสียแล้ว ก็เท่ากับว่าเรากำลังตั้งแง่รังเกียจคนทุกคน - แม้แต่ตัวของเราเอง

...

* จิตเภท เป็นคำบาลีซึ่งถอดศัพท์ตรงตัวจากคำ Schizophrenia ; จิตเภท ประกอบด้วย จิต [ใจ] และ เภท [การแบ่ง, การแตก, การทำลาย] เมื่อสมาสกันจึงแปลความได้ว่า จิตใจที่แตกเป็นเสี่ยง แสดงถึงอาการของโรคซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถประสานความคิดให้เป็นปกติได้ [สงสัยอยู่ว่า ทำไมไม่สมาสเป็น เภทจิต ?] ; Schizophrenia เป็นคำกรีก ประกอบด้วย skhizein [to split] และ phrēn [mind] คำนี้เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๐๘ โดย นายแพทย์ Paul Eugen Bleuler (ค.ศ. ๑๘๕๗ - ๑๙๓๙) จิตแพทย์ชาวสวิสส์ ผู้อธิบายโรคนี้ได้โดยละเอียดเป็นคนแรก

...

หายไปนานจริงๆ หลังจากการอัพบล็อกครั้งสุดท้าย
เพราะอยู่เวรบ่อย และอยู่เวรเสาร์หรืออาทิตย์ทุกสัปดาห์
จึงไม่สะดวกในการทบทวนเรื่องราวเพื่อบอกเล่าสู่กันฟัง
กว่าจะมีเวลาว่างได้พักบ้าง ก็เล่นเอาเหนื่อยพอสมควร

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มีคำสาปที่น่าเศร้าอยู่อย่างหนึ่ง
ตรงที่เขาไม่อาจรับรู้ความผิดปกติของตนเองได้เลย

น่าสงสารนะคะ ไม่รู้ตัวเองเลยว่าเป็นอะไรอยู่
แถมคนรอบข้างก็ไม่ค่อยจะยอมรักบ เฮ้อ
เค้าคงเลือกไม่ได้
เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดได้ดีค่ะ Hot! Hot!

#1 By Pat on 2009-06-14 17:59

กลับมาเขียนเรื่องใหม่เร็ว ๆ นะคะ จัดไปเลยทั้งน้ำทั้งดาว Hot! big smile

#2 By DukGaDik on 2009-06-14 18:23

เศร้าจัง เรื่องราวนี้อ่านแล้วขนลุกงะ
โรคนี้แก้ไม่ได้ แต่ป้องกันได้นะคะ ถ้าหากว่าเรียนรู้สร้างสติให้เกิดมีขึ้นในตนเองเสียตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก แล้วบังเกิดเป็นนิสัยติดตัวมาก็ไม่น่าจะกลายเป็นคนบ้าหรือจิตเภทแล้วล่ะค่ะ ขอสติจงบังอยู่ในใจทุกๆคนbig smile

#4 By aRouNd mE on 2009-06-14 19:54

การอยู่ในสังคมไม่ง่ายจริงๆนั่นแหล่ะ..
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เครียดต่อไป สู้ต่อไป
ก็คงได้แต่หวังว่าจะไม่ติดอยู่ในห้วงความคิดของตน..

ละมั้ง???


big smile big smile
พี่อาร์ทกลับมาอัพบล็อกแล้ว~~ เย้ๆ

#5 By Doru-Kun™ on 2009-06-14 20:30

นั่นสิคะ

ดิฉันยังไม่รู้เลยค่ะ

น่าอายจริง ๆ

แต่ตอนเริ่มแรกมันน่าจะสวยงามใช่ไหมค๊ะ

อาจจะเป็นเฉพาะกับสถาบันที่ทำให้บิดเบือน

มันไม่ได้ทำให้คนอยากไปร่วมสักเท่าไร

#6 By Mangwow on 2009-06-14 22:08

คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเภทนี้
เค้าดูน่าสงสารในสายตาของเรา

แต่บางทีเค้าอาจจะมีความสุขมากกว่าเราก็ได้
เมื่อได้อยู่ในโลกที่เค้าสร้างขึ้นมาเอง
เป็นโลกที่เค้าต้องการ

#7 By ปีก on 2009-06-14 22:49

แต่ที่ต้องรักษาเพราะเราไม่รู้ว่าโลกของเค้ามองคนรอบข้างอย่างไร
จะทำร้ายคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าน่ะสินะ

#8 By ปีก on 2009-06-14 22:52

ในความคิดของเรานะ เราทุกคนก็เป็นจิตเภท

อย่างน้อย เราก็เป็นคนหนึ่ง ที่ปล่อยให้ตัวเอง

ต้องทำร้ายตัวเองมานาน เอ๋ แล้วคนที่ไม่ยอมรับ

คนที่เป็นจิตเภทนี่ เค้าเป็นจิตเภทอย่างหนึ่ง

หรือเปล่า คร้าบบบบ อยากรู้จัง

confused smile

#9 By youuue on 2009-06-15 00:48

แพทย์จะให้ผู้ป่วยสควิซซอย กินยาระงับประสาท จะสามารถระงับพฤติกรรมวุ่นวายได้ แต่ผลข้างเคียงทำให้ซึมและง่วงนอน เบลอๆ ซึมเศร้า อาจเกิดอยากฆ่าตัวตายได้ ทางที่ดีไม่คอยจริงจังหมกมุ่นเหมือนอย่างที่คุนว่าจริงๆเรยเนาะsad smile
มันเหมือนกับว่าคนเราแทบทุกคนก็จมอยู่กับความคิดของตัวเอง หมกมุ่นกับตัวเอง ยึดตัวเองเป็นหลัก แต่อาจจะมากน้อยต่างกัน
ต่างก็คิดว่าโลกในมุมมองที่ตัวเองกำหนด ที่ตัวเองจะทำนี้ถูกที่สุด
ขณะเดียวกัน มีกลุ่มคนที่ถูกสังคมเรียกว่า "คนบ้า" เพียงแค่เพราะเค้าอยู่ในโลกและความคิดของตัวเองจนเกินเลยระดับ...ที่สังคมยอมรับ ทั้งที่คนเราหลายคนก็อยู่ในโลกของตัวเองเหมือนกัน
หากเรายังถูกมองว่าเป็นคนปกติ มีสติสัมปชัญญะพอที่จะแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร
ก็ควรจะปรับเปลี่ยนตนเอง ทำสิ่งที่รับเข้ากับความเป็น "สังคม" คือ "การเดินไปพร้อมกัน" ไม่ใช่ "ยึดแต่ตัวเอง" ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนที่มีแต่ตัวเอง หรือ คนบ้า...
อ่านแล้วได้แง่คิดดีนะคะ ^^

ป.ล. 1 ได้รับความรู้เรื่องจิตเภทด้วย

ป.ล. 2 ใช้คำว่า "คำสาป" ได้เหมาะมากเลย

#11 By SanDgLasS (202.28.181.220) on 2009-06-15 17:54

ไอซ์ชอบจัง

ที่บอกว่า อยู่ที่มุมมอง

บางทีเค้าไม่ได้บ้า แต่คนส่วนรวมไปมองว่า นั่นไม่ควรกระทำ สรุปเค้าเลยบ้า เพราะเราคิดอย่างนั้น

บางทีเราอาจจะบ้าอยู่ก้ได้นะ แต่บ้าเหมือนกัน ทั้งโลก 555

ปอลอ.
** เห็นพี่อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ได้เข้าไปทักจิงจังสักทีเลยค่ะ

** Extนี่เหนื่อยน่าดู ปีสองอย่างพวกไอซ์ก้พยายามปรับ TT หวังว่าจะชินในสักวัน

** อยากฟังเรื่อง การหลีกหนีความจริงจากภาวะกดดันต่างๆ จังเลยค่ะ เห็นบางคน สอบทีเครียดมาก ก้ไม่อ่านมันซะเลย เล่นเกมส์แทนเงี้ย แก้ยังไงดีคะ

** พี่ๆชั้นคลินิกดูแลตัวเองด้วยเน้อ ไข้หวัดระบาด





#12 By N@k[a]do! I+ko on 2009-06-15 22:14

เราเป็นคนเกลียดสถานที่พลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คน สถานที่ที่ใกล้ศิริราชอย่างตลาดซอยวังหลังเป็นตัวอย่างของที่แบบนั้น

ถ้าเสาร์อาทิตย์ไหนที่ไม่ได้กลับบ้าน เรามักจะตื่นแต่เช้าในเวลาที่คนยังไม่เยอะออกไปหาอะไรกินเป็นอาหารเช้า และซื้อของอย่างอื่นมาตุนไว้สำหรับเป็นอาหารกลางวันไปด้วยเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องออกมาเบียดเสียดกับคนมากมายอีกรอบ

เวลาเจอคนเยอะ ๆ นอกจากจะอึดอัดแล้ว เรายังรู้สึกเซ็งกับความไม่ค่อยมีน้ำใจ และไม่สนใจคนอื่นของคนส่นใหญ่อีกด้วย

ทุกคนต่างมีเป้าหมาย ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างรีบเพื่อไปให้ถึงที่ที่เราต้องไป

คนทุกคนล้วนมองไปข้างหน้า ไม่มีแม้แต่จะก้มลงมองเท้าตัวเองว่าได้เผลอไปสร้างความเจ็บปวดให้คนอื่นด้วยการเหยียบเท้าคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า

บางทีถ้าเราลองเดินช้าลงอีดนิด มองคนอื่นมากขึ้นอีกหน่อย เส้นทางที่พลุกพล่านอาจจะรู้สึกอบอุ่นมากกว่าอึดอัดและน่าเดินมากกว่านี้ก็ได้เนอะ

Hot! Hot! Hot!

#13 By Highwind on 2009-06-16 11:31

Hot!

เส้นบาง ๆ เท่านั้นเอง
คนปกติกับคนผิดปกติ

หรือเราต่างคนล้วนบ้า
อยู่ที่ว่า บ้าแบบไหน

ชอบตรงที่พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพค่ะ
เพราะเดี๋ยวนี้ชอบเอามาอ้างกัน
มีสิทธิเสรีภาพที่จะทำนู่นนี่
แต่มักลืมคิดถึงสิทธิเสรีภาพของคนอื่น
และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมกับเรา

big smile

#14 By มโนภาพ on 2009-06-16 22:17

คนเราทุกคนมันก็บ้าพอๆกันแหละคะ
แต่จะบ้ามากน้อยขนาดไหนมันก็อยุ่ที่ว่าจะแสดงออกมาแบบไหนมากกว่า
ตัวนู๋เองก็บ้านะจะบอกให้
เหอๆๆๆ

#15 By Mis$AgAiN on 2009-06-16 22:29

"poor insight" คำนี้ เป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก...เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าคิดเลย ที่คนๆนึง ใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตไปกับการหลงวนเวียนอยู่กับ"โลก"ของตัวเอง แต่ไม่ม๊โอกาสที่จะรับรู้ถึงความผิดปกตินั้น


แต่ถ้าลองถอยเท้ากลับมาอีกซักก้าว ก็จะเห็นได้ว่า สังคมในทุกวันนี้ ต่างก็เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ที่ไม่ได้รู้สึกถึงกรอบแคบๆที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

อาจไม่ได้ถึงขั้นมีอาการป่วย เป็นจิตเภท...แต่ด้วยโครงสร้างสังคมในทุกวันนี้ ก็บีบให้คนทั่วไปหลายๆคน เข้าขั้น"ไม่ปกติ"ได้ไม่ต่างกัน...หลายคนขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว พูดคุย หมกมุ่น และปฏิเสธโลกภายนอกที่โหดร้าย...แม้แต่ตัวเราเอง บางครั้งก็ยังต้องทำตัวเหมือนหนีความจริงเอาดื้อๆ...

สิ่งสำคัญ คงอยู่ที่ว่า ตัวเราได้สังเกต และรับรู้ถึงเส้นแบ่งระหว่าง"โลกของเรา" กับ"โลกของคนอื่น" ให้ได้ และพยายามรักษาสมดุล รักษาจุดยืนของตัวเอง ให้เหมาะสม ไม่ก้าวก่ายคนอื่นจนเกินงาม และไม่ยึดติดกับที่ของตัวเองจนไม่สนใจใคร...นั่นก็คงจะทำให้ชีวิตของแต่ละคน เป็นปกติ และมีความสุขได้ด้วยกัน big smile

Hot!

#16 By Zieghart on 2009-06-16 22:57

ขอบคุณสำหรับแง่ีคิดดี ๆ ค่ะ
รู้สึกซาบซึ้งมาก

อันที่จริง เราเองก็เคยติดอยู่ในวังวนของตนเองบ่อยๆ

แต่ยังโชคดีที่รู้ตัวทัน

ปล.เขียนดีมากเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot!

#17 By J`dEar on 2009-06-17 00:08

ผมว่าบางทีคนไข้จิตเภทก็อาจจะมีความสุขในแบบฉบับของเค้านะครับ

การที่เราก้าวไปพร้อมกับสังคม มันทำให้เรามีความสุขจริงๆหรอ?

#18 By i3oi3 on 2009-06-22 14:14

รักษาไม่หาย เหรอ ครับแล้ว ผม ต้องทำไง ดี ทุกวันนี้ เวลาที่ อาการกำเริบ ขึ้นมา คิดแต่ จะฆ่าตัว ตาย อาการกำเริบ คือ เวลาที่อยู่ในห้วง ความคิดไม่อยากคุย หรือ เจอกับใคร ผม ต้อง ทำไง ดี รู้ สึก ตัวเอง ไม่มีความหมาย ไป ที่ไหน ก็เข้ากับสังคมไม่ได้ ทั้ง ที่ ตอนนี้ คิดดี และพยายาม ทำความ ดี แต่กลับ กลายเป็น เลวร้ายกว่าเดิม อยาก จะหนี ไปให้ พ้นๆ

#19 By eak (58.8.88.138) on 2009-08-14 18:36

รัตนาดิศร View my profile

Recommend