[ไปพักใจ หลังจากผ่านความเหน็ดเหนื่อยมานาน] 

...

นั่งอยู่บนเรือข้ามฟาก ล่องจากท่าพระจันทร์มายังท่ารถไฟ
คลื่นลมกลางแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกระทบจนน่าตกใจ
เรือลอยอย่างเฉื่อยช้า โคลงเคลงไปมาราวกับไร้จุดหมาย
ขณะที่สายตาจดจ้องตัวหนังสือ แต่สื่อความหมายอะไรไม่ได้
โดยไม่ทันได้สังเกตรอบกาย, มีใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา

"...รู้จักสัญญาไหม ? เคยฟังเพลงของสัญญาไหม ?
ไม่ต้องบอกความในใจก็ได้ เดี๋ยวสัญญาจะร้องให้ฟัง..."

ชายที่อ้างชื่อว่า "สัญญา" ตะโกนบอกผู้โดยสารในเรือลำนั้น
ก่อนจะเริ่มเอื้อนเสียง ร้องเพลงอะไรสักอย่างซึ่งฉันไม่เคยรู้จัก
แต่คิดไปเองว่า คงเป็นเพลงที่ใครหลายคนจดจำอยู่ในใจ

ฉันละสายตาจากหนังสือเล่มเล็ก - แต่หนักอึ้ง - ในมือ
ปราดตามองชายผู้เป็นต้นเสียงเพลงนั้น เพียงชั่วอึดใจ
ใบหน้าของเขาพอกทาด้วยแป้งฝุ่นสีขาวนวลเป็นริ้ว
สายตาเหม่อมองบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไป - ฉายแววทอประกาย
ริมฝีปากขยับขึ้นลงตามถ้อยคำ แฝงรอยยิ้มน้อยๆ เอาไว้ตรงมุม
ร่างกายใต้เสื้อผ้าขมุกขมอมพลางร่ายลีลาไปตามเนื้อหาเพลง
คล้ายกับว่า เขากำลังอยู่บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ลึกซึ้งหรอก
ด้วยสายตาของคนธรรมดา คงพอบอกได้แล้วว่าเขา "ไม่ปกติ"

...

 

... 

เรียกอย่างคนทั่วไป ชายคนนั้นคือ "คนบ้า"
เรียกอย่างภาษาหมอ ชายคนนั้นเป็นโรค
"จิตเภท"*
และหากจะเรียกอย่างหมอหัวนอก อาจเลือกใช้คำกรีก
ว่า "Schizophrenia" ซึ่งมีความหมายตรงกับคำภาษาไทย

โรคบ้า - โรคจิตเภท หรือ Schizophrenia
เป็นความผิดปกติทางความคิด อารมณ์และพฤติกรรม
โดยไม่มีโรคทางกาย โรคทางสมอง หรือพิษจากยาใดๆ
และอาการที่เกิดขึ้นนั้น คงอยู่นานมากกว่า ๖ เดือน

อาการผิดปกติที่พบในผู้ป่วยจิตเภท มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน
เช่น เลอะเลือนหลงผิด (delusion) มีความคิดแปลกประหลาด
หูแว่ว ตาฝาด ประสาทหลอน (hallucination) พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง
มีพฤติกรรมแปลกๆ (bizarre behavior) อย่างที่คนทั่วไปไม่ทำกัน
ระดับความรุนแรงมีทั้งที่ใกล้เคียงกับคนปกติมากจนดูไม่ออก
เว้นแต่เมื่อมีความเครียดกระทบจิตใจ จึงแสดงอาการออกมา
ในขณะที่บางคนอาจเป็นพวกสุดโต่ง เพียงมองผ่านก็รู้ได้ทันที

ถ้าหากว่าใครยังนึกไม่ออกว่าโรคนี้มีอาการอย่างไร
ลองดูภาพยนตร์เรื่อง
"Beautiful Mind" ก่อนก็ได้
คิดว่าคงพอช่วยตอบความสงสัยข้อนี้ได้บ้าง

...

John Forbes Nash, Jr. นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน
เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. ๑๙๙๔
ผู้คิดค้นทฤษฎีเกม - ป่วยเป็นโรคจิตเภทมานานเกือบทั้งชีวิต

... 

ความผิดปกติทางความคิด อารมณ์และพฤติกรรม
ทำให้คนที่เป็นโรคจิตเภทถูกกีดกันออกจากสังคม
โดยปกติ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มหมกมุ่นกับตัวเองอยู่แล้ว
ยิ่งโดนสังคมบีบคั้น ความหมกมุ่นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ
เมื่อโลกภายนอกไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับคนที่แตกต่าง
การอยู่ในโลกส่วนตัวจึงเป็นทางออกสุดท้ายที่จำเป็น

ว่ากันให้ชัด, อาการของโรคจิตเภทตามที่เล่ามาทั้งหมดนี้
ล้วนเกิดจากความ "ติดหลง" ในวังวนความคิดของตนเอง
คนกลุ่มนี้มีความสุขอยู่กับภาพลวงตาที่ตนสร้างขึ้นมา
แล้วหลงคิดไปว่า สิ่งที่ตนสัมผัสอยู่นี้คือโลกแห่งความจริง
เราจึงพบเห็นพวกเขาบ่นเพ้ออยู่เพียงคนเดียว ไม่สนใจใคร
หลายคนแต่งตัวไม่เหมาะสม แสดงท่าทางไม่ถูกกาลเทศะ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างพากันเบือนหน้าหนีด้วยความสังเวช
แม้ว่าเจ้าตัว - ผู้ป่วย - จะไม่เคยรับรู้ความจริงข้อนี้เลยก็ตาม

คนส่วนใหญ่มองออกว่าใครปกติ และใครที่เป็นจิตเภท
เพราะการ "ติดหลง" อย่างจิตเภทเป็นเรื่องแปลกชัดเจน
สิ่งที่พวกเขาคิดและแสดงออกมา ไม่มีใครอยากทำตาม
นอกจากคนที่มี "ความบ้า" แอบแฝงอยู่ในตัวคล้ายๆ กัน
แต่ถ้าหันกลับมามองถึง "กระบวนการ" เกิดความผิดปกติแล้ว
เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า มีใครบ้างที่เป็น "คนปกติ"
คงบอกได้แต่เพียงว่า ใครเป็นคนที่ "ยอมรับว่าปกติ" เท่านั้น

"...เมื่อเป็นอย่างนี้, ใครจะตอบคำถามได้ว่า ขณะที่เรามีชีวิตอยู่
จะมีสักกี่คนที่ไม่เคย "ติดหลง" อยู่ในวังวนความคิดของตนเอง
และจะมีสักกี่คนที่กล้าออกมายืนยันว่า ตนเอง "ปกติ" จริงๆ..."

...

 

... 

"จิตเภท" กับ "คนทั่วไป" ต่างกันอย่างไร ? 

ทุกวันนี้, สังคมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สอนให้เรารู้จักกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำในสิ่งที่เราต้องการ
สิทธิเสรีภาพได้รับการปลูกฝังอย่างมั่นคงในจิตใจ
การแสดงออกในทุกๆ อย่างเป็นเรื่องส่วนตัว ห้ามใครขัดขวาง
ไม่อย่างนั้นจะถือว่า ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

แต่การอ้างสิทธิเสรีภาพอย่างไร้เดียงสา ทำให้คนเข้าใจผิด
หลงคิดไปว่าสองสิ่งนี้เป็นสรณะสำคัญในการอยู่ร่วมกัน
เมื่อคิดว่าตนมีสิทธิเสรีภาพอันไร้ขีดจำกัด, คนอื่นๆ จึงไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย
เท่ากับปล่อยให้เจ้าตัวติดหลงอยู่ในกรอบความคิดของตนเอง
พอนานวัน, ใจย่อมเผลอนึกไปว่า ความคิดของตนนี้เป็นเรื่องใหญ่
แล้วคิดทำอะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนใจใครเลย

คิดดูดีๆ แล้ว, ชีวิตที่เรากำลังผจญ วังวนที่เราเดินหลงทาง
อาจไม่ต่างอะไรกับภาวะที่ผู้ป่วยจิตเภทกำลังเผชิญ

ยิ่งเราปล่อยความคิดให้จมอยู่กับเรื่องของตนเองมากเพียงไร
ทั้งยังตัดขาดตัวเองไปจากความรู้สึกของผู้คนที่อยู่รอบกาย
นั่นย่อมเท่ากับว่า เรา "ติดหลง" อยู่เพียงในโลกส่วนตัวของเรา
โลกที่เราเผลอสร้างมันขึ้นมา แล้วปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ
หากไม่ฉุกคิดเสียแต่เนิ่นๆ รอจนเกินแก้ไขเสียแล้ว
แม้ภายนอกยังดูปกติ แต่เมื่อเทียบกับจิตเภทแล้ว - คงไม่ต่างกัน

"...หากการจมดิ่งในความคิดของตนเอง เป็นบ่อเกิดความบ้า
การเปิดตามองรอบกาย เปิดใจรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นบ้าง
ย่อมเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยผ่อนคลายความบ้าเหล่านั้นลง
เมื่อความบ้าทำให้เราหมกมุ่นอยู่กับความต้องการส่วนตัว
การบ่มเพาะจิตอาสาคงจะช่วยเหลือเราได้ไม่น้อย..."

...

 

... 

"สังคม" เกิดจากธาตุ "คมฺ" แปลว่า ในความไป, ในความถึง
เมื่อเติมอุปสัค "สํ" ซึ่งสื่อความว่า พร้อม, กับ, ดี - ลงนำหน้า
แปลงนิคหิตเป็นพยัญชนะท้ายวรรค สนธิได้เป็น "สังคม"
แปลความได้ว่า "การไปพร้อมกัน - การถึงพร้อมกัน"
สังคมจึงไม่ใช่เรื่องของใครเพียงคนเดียว แต่เป็นของส่วนรวม
หากต้องการอยู่ในสังคมด้วยความคิดของตนเพียงคนเดียวแล้ว
จะเรียกว่า "ไปพร้อมกัน - ถึงพร้อมกัน" ได้อย่างไร ?

คนที่เป็นโรคจิตเภท มีคำสาปที่น่าเศร้าอยู่อย่างหนึ่ง
ตรงที่เขาไม่อาจรับรู้ความผิดปกติของตนเองได้เลย
หรืออย่างที่หมอหัวนอกมักพูดกันว่า
"poor insight"
สิ่งที่เขาคิด พูดและแสดงออกมา แม้คนอื่นจะมองว่าน่ารังเกียจ
แต่สำหรับเขาแล้วมันคือเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องส่วนตัว
คนอื่นๆ เสียอีกที่ไม่เข้าใจ "ความปกติ" ในตัวของเขา

พูดให้ดีหน่อยก็ว่า เป็นสิทธิเสรีภาพ - แม้คนอื่นไม่ยอมรับ
แต่หากเราไปขัดขวาง ก็เท่ากับละเมิดความเป็นส่วนตัว
 

แต่คนทั่วไปนั้นต่างกัน ตรงที่รอดพ้นจากคำสาปนั้นมาได้
เราสามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งใดปกติ และสิ่งใดบ้างที่ผิดเพี้ยนไป
สำนึกผิดชอบชั่วดีมีอยู่แล้วในใจของทุกคน แม้อาจซ่อนเร้นอยู่บ้าง
ความ "รู้สำนึก" นี้เองที่ช่วยเปิดโอกาสให้เราได้ปรับปรุงตัว
เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากวังวนความคิด เปิดใจรับรู้โลกกว้าง
และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ

"...การดำรงตนอยู่ในสังคมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่หากเราเรียนรู้อย่างถูกวิธี เชื่อว่าคงไม่ใช่สิ่งที่เกินกำลัง
ถ้าสังคมคือการเดินไปพร้อมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน
จะอยู่ในสังคมได้ ก็แค่รู้จักเดินไปพร้อมกันเท่านั้นเอง..."

...

 

... 

คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับผู้ป่วยจิตเภท เพราะเห็นว่าแปลก
คำว่าแปลกในที่นี้ คือผิดไปจากความปกติที่สังคมยอมรับ
โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว และไม่สามารถปรับปรุงตนเองได้
แล้วคน [ที่คิดว่าตนเอง] ปกติ จะละเลยความจริงข้อนี้หรือ ?
ในเมื่อเรารู้ได้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร แล้วจะชักช้าอยู่ไย ?

"...หากใจของใครกำลังจมดิ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง
ลองหยุดพักสักครู่ ให้หัวใจได้ผ่อนคลายความเครียดลงบ้าง
แล้วใครครวญความเป็นจริง ในโลกความจริงที่เราอยู่นี้
วังวนความคิดเป็นสิ่งน่ากลัว เมื่อติดกับแล้วยากจะหลุดพ้น
ถ้ารู้ตัวก่อนย่อมถือเป็นโชคดี และง่ายที่จะหลีกเลี่ยง
ขอเพียงแต่ใจของเราเปิดกว้าง แม้สักหน่อยก็ยังดี..."

...

...

ปล. จิตเภท เป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท ทำให้ระบบการทำงานเชื่อมโยงในสมองเกิดความผิดพลาด ปัจจุบันมียาช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทดังกล่าว และสามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยจิตเภทได้ผลเป็นอย่างดี

โรคจิตเภทและโรคจิตเวชอื่นๆ ไม่ใช่ความผิดปกติที่น่ารังเกียจ แม้ผู้ป่วยเหล่านั้นจะผิดแผกจากคนทั่วไป แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่า ความผิดปกติเช่นนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกคน จนอาจกล่าวได้ว่าทุกคนมีปัญหาจิตเวชอยู่แล้วในตัว เพียงแต่มีอาการรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป บางคนมีอาการรุนแรงเห็นได้ชัด แต่บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ซึ่งหากเราตั้งแง่รังเกียจผู้ป่วยจิตเวชเสียแล้ว ก็เท่ากับว่าเรากำลังตั้งแง่รังเกียจคนทุกคน - แม้แต่ตัวของเราเอง

...

* จิตเภท เป็นคำบาลีซึ่งถอดศัพท์ตรงตัวจากคำ Schizophrenia ; จิตเภท ประกอบด้วย จิต [ใจ] และ เภท [การแบ่ง, การแตก, การทำลาย] เมื่อสมาสกันจึงแปลความได้ว่า จิตใจที่แตกเป็นเสี่ยง แสดงถึงอาการของโรคซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถประสานความคิดให้เป็นปกติได้ [สงสัยอยู่ว่า ทำไมไม่สมาสเป็น เภทจิต ?] ; Schizophrenia เป็นคำกรีก ประกอบด้วย skhizein [to split] และ phrēn [mind] คำนี้เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๐๘ โดย นายแพทย์ Paul Eugen Bleuler (ค.ศ. ๑๘๕๗ - ๑๙๓๙) จิตแพทย์ชาวสวิสส์ ผู้อธิบายโรคนี้ได้โดยละเอียดเป็นคนแรก

...

หายไปนานจริงๆ หลังจากการอัพบล็อกครั้งสุดท้าย
เพราะอยู่เวรบ่อย และอยู่เวรเสาร์หรืออาทิตย์ทุกสัปดาห์
จึงไม่สะดวกในการทบทวนเรื่องราวเพื่อบอกเล่าสู่กันฟัง
กว่าจะมีเวลาว่างได้พักบ้าง ก็เล่นเอาเหนื่อยพอสมควร

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

รักษาไม่หาย เหรอ ครับแล้ว ผม ต้องทำไง ดี ทุกวันนี้ เวลาที่ อาการกำเริบ ขึ้นมา คิดแต่ จะฆ่าตัว ตาย อาการกำเริบ คือ เวลาที่อยู่ในห้วง ความคิดไม่อยากคุย หรือ เจอกับใคร ผม ต้อง ทำไง ดี รู้ สึก ตัวเอง ไม่มีความหมาย ไป ที่ไหน ก็เข้ากับสังคมไม่ได้ ทั้ง ที่ ตอนนี้ คิดดี และพยายาม ทำความ ดี แต่กลับ กลายเป็น เลวร้ายกว่าเดิม อยาก จะหนี ไปให้ พ้นๆ

#19 By eak (58.8.88.138) on 2009-08-14 18:36

ผมว่าบางทีคนไข้จิตเภทก็อาจจะมีความสุขในแบบฉบับของเค้านะครับ

การที่เราก้าวไปพร้อมกับสังคม มันทำให้เรามีความสุขจริงๆหรอ?

#18 By i3oi3 on 2009-06-22 14:14

ขอบคุณสำหรับแง่ีคิดดี ๆ ค่ะ
รู้สึกซาบซึ้งมาก

อันที่จริง เราเองก็เคยติดอยู่ในวังวนของตนเองบ่อยๆ

แต่ยังโชคดีที่รู้ตัวทัน

ปล.เขียนดีมากเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot!

#17 By