ท้องฟ้าครึ้มเพราะเมฆสีหม่นเทา เคลื่อนไหวมาตามสายลม
ละอองฝนโปรยปราย ไม่ถึงกับหนักแต่ไม่เคยขาดสายมานับชั่วโมง
ตอนนี้ หากใครจะลองมองไปยังขอบฟ้าที่สุดปลายสายตาแล้ว
สิ่งที่มองเห็น คงไม่ใช่เส้นขีดแบ่งระหว่างท้องฟ้ากับพื้นดินหรอก
เพราะในความจริง ทั้งสองสิ่งได้เลือนรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว

ขณะนั้น, นกน้อยตัวหนึ่ง บินฝ่าสายฝนมาหยุดพักที่ริมระเบียง
มันสลัดตัว ไซ้ขนตัวเองอยู่สักพัก เหลียวมองทางซ้ายที ทางขวาที
ละอองฝนที่หล่นจากฟ้ายังไม่มีทีท่าจะสงบลง - มันยืนคอตก นิ่งนาน...
ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีทีท่าจะโผบิน แค่นานๆ ครั้งจะขยับร่างกายบ้าง
พอเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ชีวิตหนึ่งเดียวของมันยังคงอยู่ในร่างกาย

สักพัก, ไม่อาจกะประมาณเวลาได้ว่านานเพียงไร
นกอีกตัวหนึ่ง, รูปร่างและสีสันคล้ายคลึงกับตัวแรก, ค่อยๆ บินมาใกล้
มันร่อนลงหยุดพักที่ริมระเบียงเดียวกัน ยืนห่างจากตัวแรกเพียงเล็กน้อย
เท่าที่ดู ระยะนั้นแค่พอให้มันผายปีกได้โดยไม่เผลอตบตัวแรกหล่นไป
มันสลัดตัว ไซ้ขนอยู่สักพัก มองซ้ายมองขวา - เหมือนอย่างที่ตัวแรกทำ
ละอองฝนยังคงโปรยปราย, มันพักปีกลง หันมองมายังเพื่อนนกอีกตัว
พลางค่อยๆ กระเถิบร่างกายอย่างทุลักทุเล จนใกล้เข้ามาหากัน

โดยที่ยังไม่ทันจะตั้งตัว, นกทั้งสองก็กระแซะจนร่างกายใกล้ชิดกัน
มันไซ้คอไปตามคอของอีกฝ่าย ไซ้ขนให้กันและกัน เบียดตัวเข้าหากัน
เป็นอยู่อย่างนั้นสักพัก, ยังไม่ทันที่สายฝนจะผ่อนแรงลงไปกว่าเดิม,
นกทั้งสองตัวก็พากันโผบินออกไป ห่างไกลจนเลือนลางลับสายตา

...

ไม่ได้ถ่ายภาพนกสองตัวนั้นไว้ ขอจิ๊กภาพจากอินเตอร์เน็ตมาลงแทน 

...

แม้ในวันที่ฝนตก - วันที่หลายคนอยากนอนหลับใหลอยู่บนเตียง
หรืออาจเป็นวันที่หลายคนบ่นเบื่อกับความมืดครึ้มของท้องฟ้า
ที่ชวนให้ร่างกายอ่อนเพลียจนไม่อยากจะออกแรงทำงานใดๆ
หากมองออกไปยังธรรมชาติที่อยู่รอบกาย, ธรรมชาติที่เราหลงลืมไป,
เราอาจมองเห็นบางสิ่งที่สวยงามแทรกแซมอยู่ในนั้นก็เป็นได้

อาจเป็นเพราะเราถูกสังคมบีบบังคับ ให้มองเห็นเพียงสิ่งที่จำเป็นกับตัวเอง
เรามองเห็นหน้าที่ เรามองเห็นการงาน เราเฝ้าฝันถึงความสำเร็จที่อยู่แสนไกล
สายตาของเราถูกตั้งโปรแกรมให้ใส่ใจกับเรื่องของตัวเองมากจนเกินไป
จนหลายครั้ง, กลับหลงลืมเรื่องธรรมดาธรรมชาติที่รายล้อมอยู่รอบกาย
หลงลืมจนถึงกับเผลอคิดไปเองว่า เราอยู่เพียงคนเดียวในโลกใบนี้
ทั้งที่ในความเป็นจริง, ทุกขณะที่กำลังเดินอบู่บนพื้นดิน พร้อมกับสูดลมหายใจ
ยังมีเพื่อนอีกหลาย "คน" ที่เดินร่วมพื้นดินกับเรา ด้วยลมหายใจเดียวกัน
และยังมีเพื่อนอีกหลาย "ตัว" ที่ใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกับเราตลอดเวลา
เพียงแต่ภาพที่เราสร้างเอาไว้ในใจนั้นปราศจากพวกเขา - มีแต่ภาพของเรา
ท้ายที่สุด เราจึงมองไม่เห็นใครอีกเลย นอกจากตัวของเราเอง

ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดในโลกนี้ ล้วนเกิดขึ้นมาเพื่ออาศัยอยู่ร่วมกัน
เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่มีความสามารถเป็นเลิศในทุกๆ อย่าง
และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ทำหน้าที่ในธรรมชาติได้ทุกอย่างเช่นเดียวกัน
ธรรมชาติได้กำหนดความแตกต่าง กำหนดหน้าที่เอาไว้แล้วโดยละเอียด
ตั้งแต่ในระดับพิมพ์เขียวของเซลล์ (gene & DNA) เลยด้วยซ้ำ
เราจึงพบเห็นว่า สัตว์แต่ละชนิดล้วนมีหน้าของตนเองในระบบนิเวศน์
และพร้อมกันนั้น สัตว์ชนิดเดียวกันก็มักอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นฝูง
เพื่อร่วมสร้างข้อต่อรองระหว่างกลุ่ม  ระหว่างเผ่า ระหว่างชนิดพันธุ์้
และทั้งช่วยให้กลุ่มสามารถดำรงสถานะต่อไปได้อย่างมั่นคง

"...เมื่อสิ่งมีชีวิตเกิดมาเพื่ออยู่ร่วมกัน, ปฏิสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องธรรมดา
เราเกิดมาเพื่อช่วยให้ส่วนรวมสามารถดำรงอยู่ได้ - ไม่ใช่แค่เพื่อเราคนเดียว
ทุกครั้งที่เราก้าวเดิน ขอให้คิดเสมอว่ามีคนก้าวเดินไปพร้อมๆ กับเรา
ทุกครั้งที่สูดลมหายใจ พึงระลึกว่าเราใช้ลมหายใจร่วมกับใครอีกหลายคน
ขอเพียงแค่เราเอาใจออกมาจากตัวเองบ้าง ทอดสายตามองรอบข้างเสียบ้าง
เราย่อมพบเห็นอบอุ่นที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย..."

...

... 

เพราะในความเป็นจริง, ไม่มีใครที่สามารถอยู่เพียงตัวคนเดียวได้
ธรรมชาติจึงสร้างให้เรา "ทุกคน" และ "ทุกตัว" อยู่ร่วมโลกเดียวกัน
เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ผ่านทางความสัมพันธ์เชิงระบบนิเวศน์
และความผูกพันที่มีให้กันระหว่างใจสู่ใจ ซึ่งรับรู้ได้ด้วยใจของทุกคน
แม้ในระยะหลัง สังคมที่พัฒนาไปมากจะขับเน้นให้เรานึกถึงเพียงตัวเอง
และบีบบังคับใจให้แคบลงไป จนไม่สามารถจะบรรจุใครคนอื่นลงไปได้
แต่นั่นเป็นเพียงภาพลวงที่สังคมสร้างขึ้น ภายใต้ความต้องการของเราเอง
โดยไม่ทันจะรู้ตัว, สังคมที่เราสร้างขึ้นมา ก็ครอบงำหัวใจของเราไปแล้ว

สังคมเป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมา เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ส่วนรวม
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งผิดเพี้ยนมากไปทุกที
ที่น่าเป็นห่วง คือเราหลงลืมไปว่า ตัวเรานี้เองที่เป็นคนสร้างสังคมขึ้นมา
แต่เรากลับเผลอปล่อยให้สังคมนั้นย้อนกลับมาบีบคั้นหัวใจของเรา
คนซึ่งเคยอยู่ในฐานะของผู้สร้าง จึงกลับกลายเป็นผู้ถูกบงการเสียเอง
หากเราไม่ระลึกรู้ถึงความเป็นจริง ได้แต่ปล่อยใจไปเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด, เราคงกลายเป็นทาสของสังคมเข้าสักวัน

สังคมแรกเดิมของสิ่งมีชีวิต เกิดขึ้นด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูล
การอยู่ร่วมกัน ก็เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่สมาชิกในขอบข่ายนั้นๆ
คนเราเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม จะหลงลืมไปได้อย่างไร
แม้ทิศทางของสังคม ผลักดันให้เราคิดถึงตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมก็จริง
แต่เราไม่ควรเห็นแก่ส่วนตัว แล้วละทิ้งความสัมพันธ์ระหว่างกันไปเสียหมด
เพราะหากทำเช่นนั้น, สังคมจะอยู่ต่อไปไม่ได้ และเราก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน

ลองมองดูเถอะว่า แม้แต่นกน้อยเพียงสองตัวซึ่งมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ
เป็นเพียงเพื่อนร่วมโลก ซึ่งคนส่วนใหญ่เหยียดลงเป็นเพียงเดรัจฉาน
แต่ในวันที่สังคมของคนกำลังสับสนและว้าเหว่ มันกลับสอนเราได้หลายอย่าง
จริงอยู่, การพบกันของนกสองตัวนี้อาจเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ
และความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นก็เป็นไปตามสัญชาตญาณที่มีอยู่เดิม
แต่ถึงอย่างนั้น, ยังแสดงถึงความห่วงใยที่มีให้แก่กันอย่างอ่อนโยน
หากเราบอกว่า สัตว์เดรัจฉานไม่อาจคิดได้ซับซ้อนเหมือนอย่างคน
งั้นสิ่งที่พวกมันกำลังทำ ย่อมเป็นสิ่ง "งามง่าย" และ "บริสุทธิ์" จากใจ
ไม่ต้องปรุงแต่งให้หอมหวาน ไม่ต้องเคลือบฉากให้หวาดระแวงอะไรเลย

"...แม้เป็นเพียงสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต แต่ก็เป็นความบริสุทธิ์ใจ
อย่างที่นกสองตัวจะมีให้แก่กัน ท่ามกลางความเหน็บหนาวในวันที่ฝนพรำ
คนเราเสียอีกที่ถือตัวว่ามีปัญญากว่าสัตว์ทั้งปวง มีความคิดอันลึกล้ำ
แต่กลับมองข้ามความบริสุทธิ์ของธรรมชาติอย่างนี้ไป เพราะมองเห็นแต่ตัวเอง..."

...

... 

ถ้าเพียงแต่ลองเปิดประตูใจออกรับแสงแดดและสายลมสักหน่อย
ทอดสายตามองธรรมชาติ มองเพื่อนร่วมโลกและเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน
ความตึงเครียดที่ฝังลึกในจิตใจของเรา ย่อมผุเปื่อยแล้วผ่อนคลายลงไป
ธรรมชาติรอบกายจะสอนเราเสมอ ว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียว
เรายังมีเพื่อนอีก "หลายคน" และ "หลายตัว" ที่พร้อมจะสุขและทุกข์ด้วยกัน

เมื่อรู้อย่างนี้, สิ่งใดที่เราเคยคิดจะทำเพื่อตัวเอง ก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เราจะเริ่มคิดถึงคนอื่นๆ มากขึ้น, หัวใจของเราจะเปิดรับความรู้สึกได้มากขึ้น,
ความอ่อนแอที่เคยมีจะหมดไป ความหวั่นไหวและหวาดระแวงในใจจะลดลง
หากเราเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่รอบกาย รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา*
ความสุขที่ใฝ่ฝัน ความอบอุ่นที่ปรารถนา - ย่อมอยู่ภายในใจของเรานี้เอง

"...วันใดที่เหนื่อยล้า คิดว่าตัวเองไม่เหลือใคร - ลองมองรอบข้างดูบ้าง
ธรรมชาติยังคงอยู่ ผู้คนยังคงมีชีวิต ทุกสิ่งยังโลดแล่นอยู่เหมือนเดิม
สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบกาย ยังพร้อมจะเป็นกำลังใจให้กับเราเสมอ
ขอเพียงแต่เราปรับเปลี่ยนมุมมอง กล้าเปิดใจยอมรับความเป็นจริง
เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ไม่มีวันไหนเลยที่เราอยู่เพียงคนเดียวจริงๆ..."

ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า, ธรรมชาติเป็นเพื่อนเราเสมอ
แม้ในวันที่เรารู้สึกเดียวดาย - ธรรมชาติจะคอยปลอบโยนเราเอง

...

...

...

* "เอาใจเขามาใสใจเรา" เป็นคติพจน์ภาษาไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล แปลเก็บความจากประโยคภาษาบาลีว่า "อตฺตานํ อุปมํ กเร" ซึ่งแปลโดยรูปศัพท์ได้ว่า "พึงกระทำตนเป็นเครื่องเปรียบ" กล่าวคือ จะกระทำการใดต่อผู้อื่นก็ตาม พึงกระทำต่อเขาเสมือนว่ากระทำต่อตนเอง 

"อตฺตานํ อุปมํ กเร" เป็นประโยคที่ตัดความมาจากพุทธพจน์ในพระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา ความเดิมว่า "สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย" แปลว่า "สัตว์ทั้งปวงล้วนหวาดต่ออาชญา ล้วนหวาดกลัวต่อความตาย ควรทำตนให้เป็นอุปมาแล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า" เมื่อนำมาใช้เป็นคติพจน์ ได้ตัดคำให้สั้นลง และเปลี่ยนกริยาจากรูปอดีตเป็นปัจจุบันในหมวดสัตตมีวิภัตติ มีความหมายว่า "พึง...", "ควร..." ซึ่งแปลความได้ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น

...

หายไปหนึ่งอาทิตย์ เพราะอยู่เวรที่ตึกอุบัติเหตุตลอดทั้งวัน
ทั้งวุ่นๆ กับการสอบ long case และการอบรมน้องศิริราชรุ่น ๑๑๙
พอกลับมาถึงห้องพักทีไรก็พาลหมดเรี่ยวแรงเสียทุกที...

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

น่าคิด และต้องปฏิบัติให้ได้ ^ ^
ขอนำไปส่งให้เพื่อนๆ อ่านกันนะคะ

#44 By มล. (125.26.6.146) on 2009-11-27 15:11

ชอบจังเลยค่ะ

#43 By (58.9.148.184) on 2009-07-04 17:46

ยังยอดเยี่ยมทุกบทความเช่นเคย
เปิดหน้าต่างทิ้งไว้นานมาก
อ่านลงมาได้แค่ย่อหน้าเดียว
ทิ้งไว้นานมาก ตั้งใจว่า จะกลับมาอ่าน
กลับมาอ่านแล้วก็รู้สึกมีปฏิกิริยาต่อต้านตัวหนังสือ
ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นข้อความธรรมดา
แต่ทำไมไม่อยากอ่าน ก็ไม่รู้
แปลก จริง ๆ ครับ
ขออภัยที่สุดท้าย ก็อ่านไม่หมดจริง ๆ
รู้สึกได้จากการอ่านคอมเม้นท์ว่า เป็นบทความที่ดี
แต่ทำไมอ่านไม่ได้ก็ไม่รู้แฮะ
หรือข้าพเจ้าจะแพ้ตัวหนังสือสีฟ้า ก็ไม่ทราบ

เจริญธรรม ฯ

#41 By Dhammasarokikku on 2009-05-27 22:16

จริงด้วยค่ะ ทุกวันนี้เราอาจจะเผลอไหลไปตามการบีบรัดของสังคมได้ง่ายๆ ควรจะตั้งสติให้มากๆ confused smile
Hot!

#40 By nookniss on 2009-05-27 13:51

ลมหายใจของเราเพียงพอต่อตัวเอง
แต่ในระหว่างชีวิตนั้นที่ลมหายใจดำเนินไปอยู่
ยังมีโอกาสหยิบยื่นสิ่งดีๆให้แก่กันbig smile
คร้าบ

เราไม่ได้สร้างมา เพียงเพื่อเราเสมอconfused smile

#38 By youuue on 2009-05-26 23:59

บางที่การคิดถึงคนอื่นมากเกินไป
มันอาจทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองไปเสียหมด
ไม่อยากเห็นแก่ตัว แต่บางครั้ง ความเห็นแก่ตัวมันก็จำเป็นน่ะค่ะ

#37 By on 2009-05-26 19:22