๙๘. เพราะ [งานหนัก] จึงต้อง [พักผ่อน]
posted on 30 Mar 2009 12:03 by raynartz in As-the-Days-gone-by[เพ้อ...]
เมื่อเปิดเทอมชั้นเรียนใหม่ หลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่เห็นได้ชัด นอกจากเครื่องแบบชุดใหม่เอี่ยมแล้ว
ภาระหน้าที่ที่ได้รับ ก็นับว่าใหม่เอี่ยมไม่แพ้กัน
ทั้งยังเป็นความใหม่ที่เพิ่มพูนมากขึ้นจนน่าตกใจ
เล่นเอาเวลาที่เคยว่าง เลือนลางไปฉับพลัน
...
...
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น
เปลี่ยนชุดเครื่องแบบ พร้อมกับเปลี่ยนบทบาทในการเรียน
จากเดิมที่เป็นผู้รับและสังเกตการณ์เป็นส่วนใหญ่ ลงมือส่วนน้อย
กลายเป็นผู้ลงมือทำเป็นส่วนใหญ่ และเรียนรู้จากการลงมือนั้น
โดยนำเอาความรู้ที่เคยรับและสังเกตการณ์มาก่อน มาเป็นพื้นฐาน
ค่อยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้มากขึ้น พร้อมๆ กับความมั่นใจ
แน่นอนว่า เมื่อความรู้นั้นได้มาโดยประสบการณ์
เวลาเกือบทั้งหมดในการเรียน จึงต้องทุ่มเทให้กับการลงมือทำ
หลายครั้ง ต้องสวมบทบาทเหมือนอย่างรุ่นพี่, ภายใต้คำแนะนำ
แก้ไขสิ่งที่เคยเข้าใจผิด และตอกย้ำสิ่งที่ถูกต้องให้ชัดเจน
ให้ความรู้นั้นซึมซับเข้าไปทีละน้อย แต่แฝงลึกและทนอยู่นาน
จนกลายเป็นสิ่งธรรมดาธรรมชาติในวิถีชีวิตประจำวัน
"...การเรียนใดก็ดี เมื่อเลือกจะเรียนรู้ด้วยใจของตนเองแล้ว
หากเป็นไปได้, ก็ควรเรียนให้รู้ชัด เท่าที่ความสามารถจะอำนวย
จนกระทั่งความรู้นั้นซึมลึกอยู่ในความเป็นธรรมดาของชีวิต
เมื่อคิดจะหยิบใช้ ก็สามารถเลือกมาใช้ได้โดยสะดวกและรวดเร็ว
อย่างนี้จึงเรียกว่าประสบความสำเร็จในการเรียนรู้อย่างแท้จริง..."
ผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวเอาไว้เช่นนั้น, ติดตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดมา
ให้เพียรพยายามอย่างเต็มที่, แม้บางครั้งจะเผลอหลุดไปบ้างก็ตาม
แต่เมื่อมีจุดมุ่งหมายที่ตั้งมั่น ก็เหมือนมีเชือกคล้องใจเอาไว้กับหลัก
ใจจะลอยคว้างไปสักแค่ไหน ก็ยังคงวนอยู่รอบหลักนั้นไม่ไปไกล
ต่อเมื่อสติกลับคืนแข็งแรงเมื่อไร ค่อยใช้สติสาวเชือกดึงใจกลับคืนมา
เมื่อใจอ่อนล้า จะเผลอหลุดจากหลักหมายไปบ้างก็เป็นธรรมดา
เพราะธรรมชาติของใจ จะผูกรัดไว้ให้นิ่งตลอด ย่อมเป็นไปไม่ได้
สำคัญที่ว่า, จะหลุดลอยไปไกลสักเพียงไร และจะรู้ตัวเองหรือไม่
หากหลุดลอยแล้วรู้ตัว ดึงใจกลับมาที่เดิมได้ทันเวลา, ก็นับว่าดีไป
แต่หากหลุดลอยแล้ว ลอยไปไกลจนกู่ไม่กลับ, นั่นคงได้แต่ทำใจ
...
...
การเรียนในชั้นเรียนใหม่ มีความรู้แอบแฝงอยู่ในทุกที่
และทั้งยังสามารถเรียนได้ โดยไม่จำกัดช่วงเวลาที่จำเพาะ
จึงไม่น่าแปลกใจที่บางค่ำคืน ดวงตาทั้งสองข้างยังเบิกกว้าง
สองมือยังคงขยับจับเครื่องมือ สมองต้องตื่นขึ้นมาทำงาน
"...ทำงานเพื่อเรียนรู้ และเรียนรู้เพื่อทำงาน..." - เป็นคติย้ำเตือนใจ
กระตุ้นสัมปชัญญะให้ยังทำงานอยู่ได้ แม้ในเวลาแห่งนิทรารมณ์
และแม้บางครั้ง ดวงอาทิตย์จะชิงทักทายก่อนหัวถึงหมอนก็ตาม
ใจของคนเรานี้ มีความมหัศจรรย์แฝงอยู่อย่างหนึ่ง
คือ เมื่อได้ลงมือทำสิ่งใด โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างแน่ชัด
หรือจะถูกบังคับให้ต้องตั้งเป้าหมาย, จะเป็นอย่างไหนก็ตาม,
ใจก็สามารถสั่งการให้ร่างกายทำตามคำสั่งได้ในทุกๆ ครั้งไป
นานๆ ครั้งเท่านั้นที่ร่างกายจะย้อนแย้งขัดขืน ตั้งแง่ประท้วงใจ
ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่า ร่างกายทำงานมาจนเกินขีดจำกัดแล้ว
หากใจยังคงฝืนดื้อดึงต่อไป มีแต่จะทำร้ายตนเองเท่านั้น
พึงเข้าใจให้ชัดว่า การฝืนร่างกายจนบาดเจ็บแล้วต้องหยุดพัก
แตกต่างจากใจที่เกียจคร้านแล้วสั่งให้ร่างกายแอบหลบไปพักผ่อน
อย่างแรกนั้น เป็นเพราะขีดจำกัดของร่างกาย ที่ไม่อาจฝืนทำตามใจ
แต่อย่างหลัง เป็นข้อจำกัดของใจ ที่ไม่อาจฝืนทนต่อภาระงาน
ใครจะเลือกทำตามอย่างไหน ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน
"...ใจเป็นนาย ร่างกายเป็นบ่าว - เป็นความจริงอมตะ
เมื่อใจสั่ง ร่างกายก็ยอมทำตามอย่างไม่บิดพลิ้ว ไม่ขัดขืน
เว้นเสียแต่เมื่อบ่าวทำงานจนเหนื่อยล้า เกินกว่าจะทนต่อไป
คนที่ลงมือทำงานเพียงไม่เท่าไร กลับบ่นไม่ไหวเสียแต่ต้น
ทั้งที่ร่างกายยังคงทนทำต่อไปได้อีกมาก, ให้สันนิษฐานไว้ก่อน
ว่า ไม่ใช่ร่างกายหรอกที่อ่อนล้า แต่ใจต่างหากที่ขลาดกลัว..."
...
...
เมื่อเหน็ดเหนื่อยกาย, การพักผ่อนที่ดีอย่างหนึ่ง คือ การนอน
การนอนนั้นช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์
เสมือนว่าร่างกายได้รีเซ็ตเครื่องใหม่อีกครั้ง หลังโหมงานมานาน
นอกจากนี้ ยังช่วยผ่อนคลายความวุ่นวายภายในใจได้เป็นอย่างดี
อาจารย์เปลื้อง ณ นคร - ในนามปากกา "นายตำรา ณ เมืองใต้"
กล่าวถึงประโยชน์ของการนอน ในบทความชุด "เมื่อหัวถึงหมอน"
ว่า นอกจากการนอนจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการทำงาน
หากพิจารณาให้ดี, ยังช่วยประโลมจิตใจให้อ่อนโยนไปพร้อมกัน
เพราะการนอน คือ การน้อมศีรษะลงมาอยู่ระดับเดียวกับปลายเท้า
เพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีลงไปเสียบ้าง
อีกอย่าง, การนอนนั้นเทียบเท่ากับการ "ตายชั่วคราว" - ชั่วข้ามคืน
จึงเท่ากับย้ำเตือนให้ระลึกถึงความไม่แน่นอนในชีวิตอยู่เสมอ
"...ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ก็เพียงแค่เหนื่อยกาย
หากใจยังเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่พบเจอ
เพียงได้พักผ่อนกายสักชั่วครู่ กำลังย่อมกลับคืนดีดังเดิม
ตรงข้ามกับใจที่อ่อนล้า ขาดกลัวต่อเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต
ทั้งยังไม่รู้จักผ่อนคลายจิตใจด้วยวิธีการอันเหมาะสม
ต่อให้หลับสักสองวันติดต่อกัน ก็ยังคงง่วงนอนอยู่เช่นนั้นเอง..."
ฉะนั้น เมื่อจะพักผ่อนกาย ขอให้พักผ่อนใจไปพร้อมกัน
แม้ใจยังเข้มแข็ง แต่หากไม่พักเลยย่อมสึกหรอได้โดยง่าย
ไหนๆ จะพักแล้ว จะปล่อยให้เวลาเปล่าเปลืองไปทำไม
ก็พักมันทั้งกายและใจนี่แหละ คุ้มค่าดี
...
...
เป็นความโชคดี ที่ความเหน็ดเหนื่อยในช่วงสองสัปดาห์
มีคุณค่ามากกว่าแค่การทำงานเพียงให้หมดไปวันๆ
เพราะไม่อย่างนั้น, ช่วงเวลาที่ผ่าน และที่กำลังจะพบเจอ
คงจะกลายเป็นความเจ็บช้ำครั้งใหญ่ในความทรงจำ
อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับใครหลายคนก่อนหน้านี้
และโชคดีเหลือเกิน ที่มีรุ่นพี่คอยชี้แนะ ให้กำลังใจ
ไม่ให้เรื่องราวที่เลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำๆ กับรุ่นน้องทุกคน
"...เมื่อพบเจอสิ่งใหม่ที่แตกต่าง เหนื่อยหนักมากกว่าเดิม
ก็เป็นธรรมดาที่ร่างกายจะเมื่อยล้า และใจจะโอดครวญ
แต่หากใจของเราตั้งมั่นในจุดมุ่งหมายที่เคยมีมาแต่เดิม
และรู้จักพักผ่อนร่างกาย ผ่อนคลายหัวใจอย่างเหมาะสม
ภาระงานที่ได้รับ ย่อมทำให้เรามีความสุขในทุกๆ วัน..."
...
...
หยุดความคิดไม่ได้ - Sleepless Society
ที่เลือกเพลงนี้ ไม่ได้มีความหมายอะไรแอบแฝง
แค่อยากบอกว่า ช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยได้นอน ก็เท่านั้น
...
ขอบคุณพี่ๆ แำพทย์ประจำบ้าน สาขาศัลยศาสตร์ทั่วไป
ที่ช่วยดูแล และคอยให้กำลังใจมาตลอดทั้งสองสัปดาห์
[พี่ล้ง - นพ.ประสิทธิ์, พี่ต๊ะ - นพ.ณัทธร, พี่โมทย์ - นพ.ปราโมทย์
พี่ BJ - นพ.บรรเจิด, พี่บอย - นพ.ทรงพจน์, พี่บัว - พญ.นีรชา
และ พี่เทพ - นพ.อติเทพ : พี่ๆ ทุกคนน่ารักและใจดีที่สุดเลยครับ]
เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ


#1 By MiLk (118.174.145.254) on 2009-03-30 12:26