[หมายเหตุ : เอ็นทรี่ย์นี้มีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก] 

...

ท่ามกลางเสียงเพลงปลุกใจของเหล่าทหารคอมมูนิสต์จีน
ที่ดังกังวานผ่านลำโพงกระจายเสียง เรียงรายเป็นระยะไม่ขาดช่วง
ทำลายความสงบของชุมชนในลาซา ซึ่งเคยอยู่กันมาอย่างเรียบง่าย
วิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ กลายเป็นความเหินห่างออกไปทุกที
สิ่งเดิมที่ชาวธิเบตเคยมี กำลังจะเลือนหาย, สิ่งใหม่เข้ามาทดแทน
พูดให้ถูก, ธิเบตถูกยัดเยียดความเปลี่ยนแปลงให้ แม้ไม่เต็มใจนัก

...

... 

"...We welcome you, Tibet, back to the motherland..." 

๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ (ค.ศ. ๑๙๕๙), ฤดูร้อน ในกรุงลาซา,
กองทัพคอมมูนิสต์จีนเคลื่อนพลเข้าประชิดชายแดนธิเบต
ภายใต้คำสั่งนำพาของ ประธานเหมา เจ๋อ ตง - ผู้นำพรรค
พร้อมกล่าวประกาศคำมั่นว่า จะปลดปล่อยชาวธิเบตให้เป็นอิสระ
อิสระจากสิ่งที่เขาเรียกว่า ยาพิษ, อันหมายถึง ศาสนาทั้งหลาย
อิสระจากวัตรปฏิบัติอันลุ่มหลง, การปกครองซึ่งไร้ประสิทธิภาพ
และต้อนรับธิเบตกลับคืนสู่อ้อมอกของจีนแผ่นดินแม่อีกครั้ง

"...Tibet is a great land, a wonderful history.
Long ago, you [Dalai Lama XIV] have been a part of China.
And now, you have fallen behind, and we [China] want to help you..."

การกระทำของประธานเหมา เกิดขึ้นจากความเชื่อ ๒ ข้อ
ข้อแรก ธิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน "แผ่นดินแม่" มาแต่ไหนแต่ไร
แต่เพราะความเข้าใจผิด จึงห่างเหินกันไปนานหลายชั่วอายุคน
และอาจจะนานมากจนกระทั่งธิเบตลืมความสัมพันธ์นี้ไปแล้ว
ข้อที่ ๒ ในโลกนี้จะมียาพิษใดร้ายแรงกว่าศาสนา ย่อมไม่มี
เป็นหน้าที่ของพรรคคอมมูนิสต์ ที่จะทำลายความลุ่มหลงนี้เสีย
เพื่อไม่ให้ประชาชนตกอยู่ในสภาพชะงักงัน ล้าหลังทางความคิด
การบุกยึดธิเบตในครั้งนี้ ผลประโยชน์จึงไม่ได้ตกอยู่ที่จีนเลย
หากแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของชาวธิเบตทั้งมวล

"...religion is poison, like drugs retard the minds of people..."

ปณิธานอันสูงส่ง ซึ่งประธานเหมาได้ตั้งเอาไว้นั้น จะเป็นจริงเพียงไร
ช่วงเวลาที่ล่วงเลยมาถึง ๕๐ ปี ย่อมเป็นหลักฐานที่มากพอจะพิสูจน์

...


พระราชวังโปตาลา, กรุงลาซา ประเทศธิเบต 

... 

ธิเบตเป็นประเทศบนที่สูง ในแนวเทือกเขาหิมาลัย
เป็นเสมือนหลังคาโลก และเป็นต้นน้ำสำคัญหลายสายในอุษาคเนย์
ภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่ ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวละลานตา
ในบางฤดูกาล สีเขียวของธรรมชาติอาจเผยแซมให้สดชื่นแก่จิตใจ
ธรรมชาติที่เงียบสงบเช่นนี้ เอื้ออำนวยแก่วัฒนธรรมของธิเบต
ซึ่งผูกพันกับพระพุทธศาสนา ให้ยิ่งแนบแน่นมากขึ้นกว่าเดิม

อาศัยความเงียบและความสงบ เป็นต้นทุนพื้นฐานภายนอก
ปลดปล่อยชีวิตที่สับสนวุ่นวาย น้อมนำสู่ความสงบภายในจิตใจ
ให้ตื่นรู้ในตัวตน และตระหนักถึงความจริงของธรรมชาติรอบกาย
ด้วยลมหายใจเข้าออกที่อยู่กับปัจจุบันขณะ อย่างนุ่มนวล
สัมผัสอิสรภาพทางจิตวิญญาณ มุ่งสู่นิรวาณในเบื้องปลาย

สำหรับชาวธิเบตแล้ว, ความเงียบจึงเป็นพลังของธรรมชาติ
ที่ช่วยพิทักษ์จิตใจให้ห่างไกลจากเหนื่อยล้า ความฟุ้งซ่าน
ผ่อนคลายความลุ่มหลงอย่างบ้าคลั่ง ให้ค่อยๆ เลือนหาย
เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้ใคร่ครวญความรู้สึกของตน
มองให้ลึกถึงใจกลางของจิต อันเป็นต้นกำเนิดแห่งความคิด
และเป็นผู้ควบคุมจักรวาลทั้งมวลจากความต้องการภายใน
เมื่อเจ้าของกายเข้าใจจิตใจของตนอย่างแท้จริงแล้ว
เมื่อนั้น ปีติสุขอันละเมียดละไมจะปรากฏแก่ใจของเขาเอง

"...They [China] have taken away our silence..."

เพราะ "ความเงียบ - silence" มีความสำคัญต่อชาวธิเบต
ไม่เพียงแต่เฉพาะความ "เงียบสงัด" ปราศจากเสียงรบกวน
หากยังหมายถึงความ "เงียบสงบ" ซึ่งสำคัญต่อการภาวนา
การที่จีนบุกรุกเข้ามายังกรุงลาซา, ประเทศธิเบต, ในครั้งนี้
พร้อมกับความอึกทึกของสงคราม ความรุนแรง ขู่เข็ญบังคับ
โดยกล่าวอ้างการปลดปล่อยพันธนาการทางจิตใจจากยาพิษ
จึงไม่ใช่แค่การขโมยความเงียบไปจากชาวธิเบตเท่านั้น
แต่กลับทำลายความสงบเรียบง่ายที่เคยมีมายาวนานไปเสียสิ้น

"...หากจะเปรียบศาสนาเป็นยาพิษ ก็ตรงที่เสพแล้วติด
แต่พิษของศาสนานั้น ไม่ได้ทำร้ายร่างกายของผู้เสพเลย
ตรงกันข้าม , กลับช่วยทำลายกิเลสที่อยู่ภายในจิตใจนั้น
ขัดเกลา ขจัดความมัวหมองจนมองเห็นความจริงแท้ที่แท้จริง..."

...


ท่านเทนซิน เกียตโซ - ทะไล ลามะ องค์ที่ ๑๔ แห่งธิเบต 

... 

ชาวธิเบตนับถือพระพุทธศาสนา นิกายวัชรญาน
ซึ่งมีวัตรปฏิบัติแตกต่างจากพุทธเถรวาทที่เราพบเจอ
สิ่งที่เด่นชัด คือความกลมกลืนระหว่างทางโลกและทางธรรม
พระลามะ ในฐานะสงฆ์ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนานิกายวัชรญาณ
อีกด้านหนึ่ง, ก็ดำรงฐานะชนชั้นปกครองของชาวธิเบตไปพร้อมกัน

ตำแหน่งสูงสุดทางการปกครอง เทียบได้กับตำแหน่งพระราชา
และผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ หรือสังฆราชา คือคนๆ เดียวกัน
ซึ่งก็คือ "องค์ทะไล ลามะ - His Holliness the Dalai Lama"
การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งนี้ สืบทอดกันทาง "จิตวิญญาณ"
กล่าวคือ, เมื่อองค์ทะไล ลามะพระองค์เดิมสิ้นพระชนม์
หากภารกิจของท่านยังไม่สิ้น ท่านจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
เพื่อดำเนินภารกิจของท่านให้ลุล่วงไปด้วยดี

คำว่า "ทะไล - dalai" เป็นภาษามองโกล แปลว่า มหาสมุทร
ตรงกับคำในภาษาธิเบต คือ "เกียตโซ - Gyatso"
ซึ่งอาจนับเป็น "สายสกุล" ขององค์ทะไล ลามะก็ว่าได้
ส่วนคำว่า "ลามะ - lama" เป็นภาษาธิเบต แปลว่า ผู้รู้
ตรงกับคำสันสกฤต คือ "คุรุ" หมายถึงผู้นำทางจิตวิญญาณ
เมื่อนำสองคำมารวมกัน จึงอาจแปลความโดยอรรถได้ว่า
"ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ยิ่งใหญ่เสมอด้วยมหาสมุทร"

องค์ทะไล ลามะ จุติและอุบัติซ้ำเพื่อดำเนินภารกิจให้ลุล่วง
ดังนั้น เมื่อภารกิจดังกล่าวเสร็จสิ้น องค์ทะไล ลามะจะไม่อุบัติอีก

...


ประธานเหมา เจ๋อ ตง - ผู้นำพรรคคอมมูนิสต์จีน

... 

ความแตกต่างอย่างหนึ่งของชาวธิเบต และพรรคคอมมูนิสต์จีน
คือการมองศาสนาและการปกครอง ในมุมมองที่ไม่เหมือนกัน
ชาวธิเบตมองศาสนาเป็นพื้นฐานของชีวิตประจำวัน
และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการปกครองบ้านเมือง
สมควรสงวนรักษาให้อยู่คงคู่กับวิถีชีวิตชุมชนไปนานเท่านาน
แต่พรรคคอมมูนิสต์จีนกลับมองว่าศาสนาคือสิ่งมอมเมาจิตใจ
การปกครองโดยศาสนา เสมือนเทยาพิษลงสู่ลำธาร
จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อความสงบสุขของประชาชน
เมื่อมองต่างกันแต่แรกอย่างนี้ คงไม่ต้องหวังการเจรจาใดๆ
เพราะถึงอย่างไร ต่างฝ่ายย่อมมีเหตุผลเข้าข้างตนเองได้ทั้งนั้น
แล้วความขัดแย้งจะลดหย่อนลงได้อย่างไร ?

"...หากจะกล่าวอย่างอคติ เกี่ยวกับความหมายของยาพิษ
เมื่อเห็นว่าศาสนาคือยาพิษ แล้วการปกครองและเศรษฐกิจเล่า ?
สังคมนิยม, ทุนนิยม, ฯลฯ เหล่านี้ไม่ใช่ยาพิษอย่างนั้นหรือ ?..."

ระบอบการปกครอง อาจช่วยให้ปกครองคนได้ง่ายขึ้น
แต่การปกครองที่ว่านั้น สำเร็จได้ด้วยความเกรงกลัวในกฏ
ความเคารพไม่ได้เกิดขึ้นจากพื้นฐานจิตใจเลยแม้แต่น้อย
ต่างกับศาสนา ที่แม้จะมีหลักการปกครองอย่างการเมือง
แต่ก็เป็นไปโดยหลักธรรมซึ่งมีพื้นฐานจากธรรมชาติแท้ๆ
ความเคารพในศาสนา จึงแสดงออกมาจากเบื้องลึกในจิตใจ

"...Buddha is our physician; He will heal us. 
Wisdom and compassion will set us free. 
You cannot liberate me,  I can only liberate myself..."

...


Mandala - มณฑลแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

... 

เป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า
ธิเบตอาจไม่ใช่ศูนกลางทางจิตวิญญาณอีกต่อไปแล้ว
การที่จีนบุกยึดธิเบต สั่งห้ามปฏิบัติศาสนกิจอันเป็นภัย
เท่ากับการทำลายหัวใจของชาวธิเบตลงอย่างสิ้นเชิง
แม้จะใช้เวลากอบกู้นานเพียงไร คงไม่อาจกลับคืนได้เลย

แต่เมื่อคิดให้ดี, เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ตอกย้ำความจริงอย่างหนึ่ง
ว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน - The only certainty is uncertain"
เหมือน "Mandala - มันดาลา : มณฑล" ซึ่งก่อขึ้นจากทราย
ลงลายสีจนเสร็จสิ้นแล้ว ก็สมควรทำลายมันทิ้งไป
เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับสมาธิ ขณะโรยเม็ดทรายทีละน้อย
และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริงของโลก คือ "ศูนยตา"
เมื่อสิ่งที่ก่อรูปร่างขึ้นมานั้น ถึงเวลาคืนสู่เม็ดทรายดังเดิม

หากจะมีข้อดีใด ที่เกิดจากการกระทำของจีน
ก็คือการที่พระพุทธศาสนา ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก
จากการที่ชาวธิเบตจำนวนหนึ่ง รวมถึงองค์ทะไล ลามะ
ได้ลี้ภัยไปยังเมืองต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก พร้อมกับความเชื่อ
ความเชื่อที่แน่วมั่นในวิถีชีวิตของชาวพุทธวัชรญาณ
ซึ่งเน้นการปฏิบัติภาวนา บ่มเพาะความอ่อนโยนของจิตใจ

"...และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง, เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความดีนั้น
บ่มเพาะจนเหมาะแก่การแทงรากและแตกยอดแล้ว
จะเจริญเติบโตเป็นต้นไม้แห่งคุณงามความดีที่สวยงาม
พร้อมทั้งขยายเมล็ดพันธุ์ความดีนั้นต่อไป ตราบชั่วนิรันดร์..."

...

...


Ocean Of Wisdom - Nawang Khechog 

...

* เนื้อหาของบทความนี้ ได้รับข้อมูลและแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์อิงพระประวัติองค์ทะไล ลามะ เรื่อง "Kundun" และได้ร่วมรับฟังการเสวนาในโอกาสครบรอบ "๕๐ ปี จีนยึดครองธิเบต" ณ ห้องประชุมชั้น ๔ อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ผนวกกับหนังสือพระนิพนธ์ขององค์ทะไล ลามะที่เคยอ่านและฝังอยู่ในความทรงจำ

 บทสนทนา [อักษรสีชมพู] จากภาพยนตร์อิงพระประวัติขององค์ทะไลลามะ เรื่อง Kundun กำกับการแสดงโดย Martin Scorsese ฉายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ (ค.ศ. ๑๙๙๗) ผลจากการถ่ายทำและฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ รัฐบาลจีนถึงกับมีคำสั่งห้าม Martin Scorsese และทีมผู้กำกับ ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศจีนและธิเบตอีกต่อไป

คำว่า Kundun เป็นภาษาธิเบต แปลว่า ปัจจุบันขณะ - the Presence เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกองค์ทะไล ลามะอย่างลำลอง ทำนองเดียวกับคำว่า "ในหลวง" ในภาษาไทย อีกนัยหนึ่งถือเป็นการยกย่ององค์ทะไล ลามะว่าเป็นผู้อยู่กับ "ปัจจุบันขณะ" ตลอดทุกลมหายใจ ตามจุดมุ่งหมายของการภาวนาในพระพุทธศาสนา นิกายวัชรญาณ

Mandala [มันดาลา] มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤต ตรงกับคำที่คุ้นตาคนไทยคือ "มณฑล" ในที่นี้หมายถึงจักรวาล อันเป็นพื้นที่แห่งการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มันดาลามีลักษณะเหมือนอย่างรูปที่แสดงไว้เป็นลำดับที่ ๕ ในเนื้อหานี้ พระลามะสร้างมันดาลาโดยการโรยทรายสีทีละน้อยจนปรากฏเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ และเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะทำลายทิ้งเสียเพื่อสอนใจให้รู้จักความไม่แน่นอนของจักรวาล ในภาพยนตร์เรื่อง Kundun มีฉากแสดงการสร้างและทำลายมันดาลาแทรกเป็นระยะ เข้าใจว่าเป็นนัยะที่แสดงถึงความไม่แน่นอนในประวัติศาสตร์ธิเบตนั่นเอง

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

การรุกรานด้วยกำลังเป็นความก้าวร้าว ที่แสวงหาประโยชน์สู่ตนและพวกพ้อง เป็นการล่าอาณานิคมที่แอบอ้างเอาความศิวิไลซ์มาเป็นสิ่งสนับสนุนความถูกต้องของผู้รุกราน ยัดเยียดและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนทิเบตให้ละทิ้งความเป็นตัวตนของคนทิเบต เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างน่าละอาย สุดท้ายผู้รุกราน หรือกระทำกรรมที่เป็นบาปก็คงอยู่ในวัฎสงสารที่ไม่หลุดพ้น ไม่นิพพาน เพราะยังคงหนาด้วยกิเลส และโทสะ โมหะ โลภ ที่ซึมแทรกอยู่ในกมลสันดานของคนที่ขาดธรรม ช่างน่าสงสารยิ่ง

#30 By Hula hula hua hin (110.77.179.77) on 2011-07-21 09:12

สังคมทิเบตของประเทศจีนก่อนสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นสังคมทาสกสิกรในระบอบศักดินา สังคมทาสกสิกรในทิเบตดำเนินมาเป็นเวลานับพันปีภายใต้ระบบทาสดังกล่าว ชนชาติต่างๆ ในทิเบตกว่าร้อยละ 90 อยู่ภายใต้การปกครองของบรรดาเจ้าทาสกสิกรที่เป็นชั้นชนขุนนาง และพระ ซึ่งมีจำนวนเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น นี่จึงเป็นสังคมที่ท่านลามะต้องการ ลองอ่านข่าวนี้ดู
http://www.komchadluek.net/detail/20090204/2198/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%95.html

#29 By (125.25.135.29) on 2010-09-24 22:41

เพิ่งรู้ว่า
พวกคอมฯ เห็นศาสนาเป็นยาพิษ wink
แล้วเขาจะเห็นอะไรเป็นยารักษาโรคกันนี่
กิเลสของตัวเองรึเปล่า

#28 By kikuno on 2010-02-23 08:38

น่าสนใจมากครับ เป็นมุมมองหนึ่งที่เหมือนภาพจินตนาการเลย

#27 By vwslauj (202.28.249.180) on 2010-02-07 14:37

เขียนได้ลึกซึ้งกินใจ
แก้ข้ออ้างของเหมาเจ๋อ ตุงตกทุกประเด็น
พรรณนาความสำคัญของพระศาสนาได้เห็นภาพชัดเจน
แสดงว่า ผู้เขียนมองเรื่องราวเหล่านี้จนเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง
ประทับใจบทความนี้มากๆ

#26 By (210.212.61.251) on 2010-01-01 03:59

ไม่มีที่ใดที่จะสงบได้ เพียงกลับอยู่กับเสียงภายใน การเชื่อมโยงมณฑลแห่งพลังจะเกิดขึ้น ขอพลังจงสถิตของกับเราทุกคน

#25 By yada (58.147.38.116) on 2009-06-02 17:16

ความอ่อนโยนของศาสนา
ความแข็งกร้าวของมนุษย์


ความเงียบ...big smile

#24 By Crozzax on 2009-03-27 23:52

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคอมมิวนิสต์เห็นว่าศาสนาเป็นเรื่องมอมเมาจิตใจ แปลกจังที่คิดอย่างนี้ การมีศาสนาอยู่จะทำให้การปกครองล้มเหลวงั้นหรือ แล้วสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจของเขานั้นคืออะไรกันนะ

ธรรมะช่วยให้ฉันสงบ และมองเห็นทางเดิน

#23 By ปีก on 2009-03-27 21:25

ประเด็นเรื่องศาสนาและความเชื่อ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่หลายๆคนไม่กล้าเข้าไปแตะ และพอมีซักครั้งที่ถูกยกขึ้นมา ก็จะกลายเป็นประเด็นที่รุนแรง และถูกวิจารณ์กันแบบวงกว้าง

ส่วนตัวเราเอง ก็คิดแบบคนทั่วๆไป ที่อยากให้เรื่องความเชื่อ และศรัทธา เป็นสิทธิของคนๆนั้น ว่าจะเลือกยึดถือ เลือกเคารพ หรือเลือกปฎิบัติยังไง

แต่ก็อย่างว่า จุดยืนของคนมันต่างกัน มุมมองก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งหากเป็นมุมมองที่มาจากคนใหญ่คนโตด้วยแล้ว..."ความเชื่อ" ก็อาจจะกลายเป็นเครืองมือทางการเมือง หรือเป็นแค่เหตุผลอันสวยหรู ที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ใหญกว่า

วงเวียนที่น่าเศร้าแบบนี้ จะเกิดขึ้นอีกกี่ครั้ง? เกิดขึ้นแล้วจะมีอะไรดีขึ้นไหม? หรือเกิดขึ้นแล้วจะต้องมีคนเสียเลือดเสียเนื้ออีกเท่าไหร่?

จากจุดยืนของเรา...ก็คงอยากให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ไม่ต้องแลกมาด้วยชีวิต และศรัทธาของใครอีกน่ะนะ

#22 By Zieghart on 2009-03-27 20:14

อยากอ่านมากเลย
แต่ในเวลาอย่างนี้ อ่านไม่ได้จริง ๆ แฮะ จิตใจเรา


ขออนุญาตเม้นไวเก่อน แล้วพร้อมตอนไหน จะมาอ่านนะคะ ^^

#21 By ryugu on 2009-03-23 15:20

ต่างคนต่างความคิด

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

ขอให้ความสงบสุขเกิดขึ้นในจิตใจทุกคน

#20 By antzzer on 2009-03-19 21:57

ความเจริญที่หนวกหู ทำลายความเงียบ หรือดินแดนที่เป็นจิตวิญญาณไป น่าเสียดายครับ angry smile

#19 By Shuu Exteen on 2009-03-19 01:04

big smile big smile

#18 By chubbyhole on 2009-03-18 17:32

คุณรัตนาดิศรนี่เขียนระดับบทความดีๆทุกครั้งเลย
เป็นอะไรที่แสนเปราะบางจริงๆครับ
บางทีความเงียบอาจจะหายากลงทุกวันๆ
Hot!

#16 By on 2009-03-17 21:12

#15 By oldme on 2009-03-17 21:03

ชอบมากเป็นประโยชน์ ถ่องแท้ดีจริงๆ
ขอบคุณที่รวบรวมสิ่งเหล่านี้ กลั่นกลองเป็นบล้อคคุณ

cool มากๆ cry

Hot!
Hot!

#13 By on 2009-03-17 16:58

Blog ชั้นเยี่ยม ชีวิตนี่จะทำได้แบบนี้หรือเปล่านะเรา

#12 By นายมะอึก on 2009-03-17 15:21

แม้เราจะศึกษาเรื่องราวของศาสนาต่าง ๆ มาไม่มาก แต่พอชีวิตได้เติบโตขึ้น ประสพกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ก็อดทึ่งไปกับคำสอนของเหล่าบรรดาศาสดาและสาวกของแต่ละศาสนา-ที่ล้วนนำสมัยและเป็นใช้ได้จริงในยุคปัจจุบัน แม้คำสอนเหล่านั้นจะเกิดขึ้นมาก่อนนับหลาย ร้อยหลายพันปีมาแล้ว-ไม่ได้

หรือที่เป็นอย่างนั้นเพราะแท้จริงแล้วคำสอนของศาสนาเป็นการตีแผ่ธรรมชาติของสรรพสิ่งในโลก ที่เป็นตันตนจริง ๆ ของสิ่งต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของจักรวาลใบนี้อยู่แล้ว...

เมื่อคิดได้อย่างนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นในใจ 2 คำถาม

หนึ่ง...เราจะปิดกั้นความเป็นอิสระในการนับถือศาสนา หรือทะเลาะเรื่องความแตกต่างของคำสอนในแต่ละศาสนาไปทำไม ในเมื่อทุกศาสนามุ่งหวังให้คนทุกคนเป็นคนดี

สอง...คำสอนซึ่งเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง ที่สามารถทำตามได้โดยง่าย ทำไมหลายคนในปัจจุบันถึงเบือนหน้าหนี หลายคนอยู่อยากทำลายมันทิ้ง...

เอ...หรือว่าคนเราเลวลง?

บทความนี้เยี่ยมครับ Hot!

#11 By Highwind on 2009-03-16 22:22

แม้จะรู้ว่ายากจะเป็นไปได้แต่ก็อยากจะเห็นความหวังของชาวธิเบตเป็นจริง Hot!

#10 By + Cygnu$ + on 2009-03-16 21:33

คิดถึงทิเบตทีไรก็ขนลุกทุกครั้ง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม surprised smile

#9 By Paa orKant on 2009-03-16 17:46

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสงบเสียทีนะคะ

#8 By Mrs. Holmes on 2009-03-16 16:52

ล้ำลึกๆ

ละเอียดอ่อนจริงๆเรื่องนี้

#7 By .-.Chill.-. on 2009-03-16 16:42

สันติภาพ อยู่ในใจของทุกคน
ขึ้นอยู่กับความใครมองเห็น
ใครบางคนไม่อาจมองเห็นbig smile

#6 By redtear on 2009-03-16 15:50

มันยาวอ่า...ขออนุญาตอ่านแบบข้ามๆได้ป่ะคะ

แหะๆsad smile sad smile

#5 By ||┃Junshoku|┃||┃ on 2009-03-16 14:11

มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และก็ แล้วแต่ความคิดของแต่ละคนด้วยHot! big smile

#4 By ลูกคนโตเอง on 2009-03-16 11:36

ได้ความรู้ขึ้นมาอีกเพียบเลยค่ะ

** ขอบคุณมากนะคะสำหรับกำลังใจที่มีให้ big smile

#3 By KAINUI * on 2009-03-15 23:43

เป็นข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ
เกลียดคุณเหมาเพิ่มขึ้นอีก 1 ระดับ 555Hot! confused smile

#2 By olive on 2009-03-15 23:39

The only certainty is uncertain Hot!

ยังคงประทับใจในทุกๆประโยคที่คุณเขียนค่ะ big smile

#1 By ire_u on 2009-03-15 20:34

Recommend