๙๒. ปรับตัว ปรับใจ : พุน้ำร้อนหินดาด
posted on 01 Feb 2009 12:23 by raynartz in As-the-Days-gone-by
เพิ่งจะกลับจาก รพ.ทองผาภูมิ ได้ไม่กี่วัน
จากเขตชายแดนไทยที่หนาวจับขั้วหัวใจ
กลับมาอยู่ท่ามกลางความร้อนแรงกลางกรุง
ที่ร้อนทั้งอากาศ และร้อนทั้งหัวใจคน
ชวนให้นึกแปลกใจว่า, ทั้งๆ ที่อากาศร้อนขนาดนี้
ยังมีอารมณ์โหมความร้อนในใจได้อย่างไร ??
...
...
ช่วงที่อยู่ทองผาภูมิ, พักผ่อนวันเสาร์และอาทิตย์,
มีโอกาสไปนั่งเล่นน้ำที่ "บ่อพุน้ำร้อนหินดาด"
สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อแห่งหนึ่งใน อ.ทองผาภูมิ
ให้ความรู้สึกคล้ายออนเซ็นกลางแจ้ง, อุ่นสบาย,
ในบรรยากาศยามเย็น ตะวันสีแสดคล้อยลงต่ำ
สายลมที่พัดแผ่วมาเบาๆ เริ่มเย็นมากกว่าเมื่อกลางวัน
ได้ลงแช่น้ำร้อน มีไอน้ำอุ่นๆ ปะทะใบหน้าเป็นระยะ
จะหาความผ่อนคลายได้อย่างนี้ คงไม่มีอีกแล้ว...
คนแถวนั้นบอกกับฉันว่า น้ำพุร้อนมีสรรพคุณหลายอย่าง
อย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความรู้สึกปลอดโปร่ง สุขกายสบายใจ
เพราะความร้อนของน้ำ จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หดตึง
ความเมื่อยล้าที่สะสมมาระหว่างวัน จึงค่อยๆ ลดน้อยลงไป
อีกอย่าง, น้ำพุร้อนช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายให้สูงขึ้น
กระตุ้นหลอดเลือดให้ขยายตัว, ทำนองเดียวกับการอบซาวน่า,
เพิ่มปริมาณเลือดไหลเวียนเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
ชะล้างของเสียจากอวัยวะเหล่านั้น มาฟอกที่ปอดได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี
วิธีการลงแช่น้ำพุร้อน มีอยู่ว่า
หลังอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนชุดสำหรับลงเล่นน้ำพร้อมแล้ว
ให้ลงแช่ตัวในลำธารเย็น ข้างๆ บ่อน้ำพุร้อนเสียก่อน
นัยว่าให้ร่างกายได้ปรับตัว คุ้นเคยกับกระแสน้ำจนสนิทใจ
ความเย็นของน้ำในลำธาร เทียงเคียงได้กับการประคบเย็น
ที่ช่วยลดการอักเสบระยะแรก คลายความเมื่อยล้าได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อร่างกายคุ้นเคยกับความเย็นแล้ว ให้เปลี่ยนมาลงแช่ในบ่อน้ำพุร้อน
เพื่อให้ความร้อนจากบ่อน้ำแทรกซึมสัมผัสตามบริเวณต่างๆ
ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ตามกลไกที่กล่าวไปตอนแรกนั้น
เมื่อแช่น้ำร้อนจนพอกายและพอใจแล้ว
แนะนำให้กลับมาแช่ตัวในลำธารเย็นอีกครั้ง
เพื่อปรับหลอดเลือดที่ขยายตัวให้กลับหดคืนปกติ
และให้กล้ามเนื้อที่ผ่อนคลาย กลับมามีกำลังเช่นเดิม
...
...
ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อแช่น้ำเย็นจนร่างกายคุ้นเคยแล้ว
อุณหภูมิผิวกายย่อมลดต่ำลง ใกล้เคียงกับกระแสน้ำในลำธาร
เมื่อเปลี่ยนมาแช่บ่อน้ำร้อน ความต่างของอุณภูมิย่อมเพิ่มมากขึ้น
ในความรู้สึก, จึงเหมือนกับว่า น้ำในบ่อนี้ช่างร้อนเหลือเกิน
ทั้งที่ในความเป็นจริง อุณหภูมิของน้ำไม่ได้ร้อนเกินกว่าจะทน
คนอื่นๆ ที่ลงไปก่อนหน้านั้นก็ดูจะไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
แต่ใจยังหวั่นๆ อยู่ว่า ถ้าลงไปแช่ทั้งตัวอย่างนี้ จะสุกหรือเปล่า ???
จึงค่อยๆ หย่อนปลายเท้า แช่ขา แช่เอว ก่อนจะลงไปแช่ทั้งตัว
ซึ่งกว่าจะปรับตัวได้ ก็ต้องทนแสบผิวอยู่นานพอสมควร
"...การปรับตัว เป็นคุณสมบัติสำคัญของสิ่งมีชีวิต
ที่ช่วยให้สามารถดำรงตนอยู่ใด้แม้ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
หากใครดื้อรั้น ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่เสียบ้าง
ท้ายที่สุด, สิ่งใหม่นั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวของเขาเอง..."
นึกถึงการทดลองเมื่อยังเป็นนักเรียนประถม
ให้จุ่มมือข้างหนึ่งไว้ในอ่างน้ำเย็น อีกข้างจุ่มในอ่างน้ำอุ่น
แช่ไว้อย่างนั้นสักพัก พอให้มือทั้งสองข้างรู้สึกคุ้นเคย
จากนั้น ให้ย้ายมือทั้งสองข้างมาแช่ในอ่างน้ำธรรมดาพร้อมกัน
แล้วถามความรู้สึกตัวเองว่า น้ำที่กำลังสัมผัสอยู่นั้นเป็นอย่างไร
การทดลองนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าร่างกายของคนเราไม่เที่ยงตรง
มือที่เคยแช่ในน้ำเย็น เมื่อย้ายมาแช่ในน้ำธรรมดาจะรู้สึกอุ่น
ตรงกันข้าม, มือที่เคยแช่ในน้ำอุ่น กลับรู้สึกเย็นขึ้นมาแทน
ทั้งที่มือทั้งสองข้างแช่อยู่ในอ่างน้ำเดียวกัน อุณหภูมิเท่ากัน
แต่เพราะผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน ปรับตัวแตกต่างกัน
เมื่อกลับมารวมอยู่ในที่เดียวกัน จึงเกิดความแปลกแยกขึ้นมาทันตา
...
...
คนเราปรับตัวได้ง่าย, ง่ายจนเราไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ,
แค่เพียงผ่านเวลาไปไม่นานก็หลงลืมสิ่งต่างๆ เสียจนหมดสิ้น
จะบอกว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูก คงตัดสินได้ยาก, เสียเวลาไต่สวน
เพราะเป็นสัญชาตญาณ จะให้ฝ่าฝืนธรรมชาติคงเกินปกติวิสัย
แต่ครั้นจะปล่อยไปตามสัญชาตญาณทั้งหมด ก็คงไม่เหมาะเช่นกัน
เพราะนั่นเท่ากับว่า เราใช้ชีวิต แต่ปราศจากการเรียนรู้ใดๆ เพิ่มเติม
การปรับตัว จึงนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ในขณะที่มันช่วยให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคุ้นเคยกลับกลายเป็นความคุ้นชิน
ท้ายที่สุดคือ ความชินชาต่อสิ่งที่พบเจออยู่เป็นประจำทุกวัน
ความตื่นเต้นที่เคยรู้สึกเมื่อตอนแรก ไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว
จะมีก็แต่เพียงสิ่งจำเจน่าเบื่อหน่าย เฝ้ารอคอยการเปลี่ยนแปลง
ในอีกแง่, การปรับตัวนอกจากจะทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยแล้ว
ยังทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกไปพร้อมกันอีกด้วย
เพราะเมื่อเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งใหม่จนหลงลืมสิ่งเดิมไป
สิ่งที่เคยคุ้นย่อมกลายเป็นความห่างเหิน และห่างไกลไปทุกที
จะหวังให้กลับไปเป็นอย่างเดิมคงไม่ได้เลย
จะเห็นได้ว่า, เพียงแค่การปรับตัว ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
ที่ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดในโลกนี้ ต่างรู้จักด้วยสัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์
แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว กลับแอบแฝงแง่มุมสำคัญเอาไว้ถึงสองด้าน
ทั้งในด้านที่ดี คือช่วยให้เราคุ้นเคย สามารถดำรงชีวิตกับสิ่งใหม่ได้
และในด้านตรงข้าม คือทำให้เราหลงลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญไป
นี่แหละ ความมหัศจรรย์ !!!
จุดสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราจะผสานเส้นทางทั้งสองนั้นได้อย่างไร ???
"...คงเป็นการดีไม่น้อย หากเราเข้าใจความหัศจรรย์นั้นอย่างถ่องแท้
มองเห็นทั้งแง่มุมที่ดี และยอมรับในแง่มุมที่ตรงกันข้ามอย่างเต็มใจ
ไม่หวั่นไหวกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ทอดอาลัยกับสิ่งที่เปลี่ยนไป
ปรับตัว เปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่โดยใช้สิ่งเดิมที่ดีเป็นพื้นฐาน
และรู้จักประสานความคุ้นเคยเข้ากับความแปลกแยกอย่างลงตัว..."
...
...
"...การปรับตัวที่แท้ ไม่ใช่การบูชาสิ่งใหม่ แล้วละทิ้งสิ่งเดิมจนหมด
หากคือการปรับเปลี่ยนสิ่งเดิม เพิ่มเติมสิ่งใหม่อย่างเหมาะสม
ให้สิ่งเดิมและสิ่งใหม่ได้ยืนอยู่เคียงข้างกันอย่างสนิทใจ
ความชินชาจะไม่เกิดขึ้น ความแปลกแยกจะบรรเทาเบาบาง
เช่นนี้แล้ว, ชีวิตย่อมมีความสุขในทุกสถานการณ์..."
...
ฉันรักเธอ - Tattoo Colour Feat. ฟักกลิ้ง ฮีโร่
...
ปล. ๑ : คำว่า "พุ" เป็นคำพื้นเมืองในแถบภาคตะวันตก หมายถึง ตาน้ำที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ตรงกับคำว่า "ซำ" ในภาษาตระกูลไท - ลาว ซึ่งพบใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ชื่อหมู่บ้านใน จ.กาญจนบุรี ขึ้นต้นด้วยคำว่า "พุ" เยอะมาก เช่น บ้านพุวา พุปลู พุองกะ พุพรม เป็นต้น ทำนองเดียวกับ บ้านซำบุ่น ซำรัง ซำมูลนาก ซำขี้เหล็ก ฯลฯ หากตั้งสมมติฐานว่าชื่อหมู่บ้านนี้มีมานาน อาจสันนิษฐานได้ว่า การตั้งถิ่นฐานของชุมชนภูเขาและที่ราบสูงแต่เดิมมักอาศัย "ตาน้ำผุด : พุ/ซำ" เป็นหลัก ทั้งนี้เพื่ออาศัยแหล่งน้ำในการทำเกษตรกรรมและหล่อเลี้ยงชีวิตชุมชน เทียบเคียงกับการตั้งบ้านเรือนตามลุ่มแม่น้ำในชุมชนภาคกลาง เป็นเหตุให้มีการเรียกชื่อหมู่บ้านตามชื่อตาน้ำผุดนั้นๆ
ปล. ๒ : ความจริงพิมพ์บทความนี้เสร็จตั้งกะเมื่อบ่ายสอง
แต่เกิดความผิดพลาด ข้อความหายไปหมดเลย
ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด เศร้าจาย...
...
เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
หมาตัวนั้นน่ารักจังเลย มันร้อนแน่ๆๆ



..หลายสิ่งที่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นได้อยู่ทุกเวลา..
..หากแต่ว่าเราเข้าใจและยอมรับ..ใช่มั๊ยครับ..
..ขอบคุณสำหรับแง่คิดดีๆครับ..
..ขอให้มีความสุข..ยิ้มกว้างๆครับ..อิอิ..
#1 By happiness in my bag.. on 2009-02-01 17:32