เป็นข้อขำขันเล็กๆ ลึกๆ ตามประสาคนช่างคิด
ที่เมื่อเห็นอะไรแล้วก็เก็บเอามาคิดเป็นตุเป็นตะ
บ่อยครั้ง เรื่องที่รับมาครั้งแรกนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย
แต่พอได้นั่งพักนั่งคิด ต่อเติมเรื่องราวพราวจินตนาการ
เรื่องไม่เป็นเรื่อง ยังกลับกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้
และในบางเรื่องนั้น ดันเกิดลุกลามใหญ่โตขึ้นมาด้วยซ้ำ

...

... 

มีคนเคยบอกไว้ว่า...
ในวันหนึ่งๆ คนเรามีความคิดฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา
หากนับด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ เอาปฏิกิริยาเคมีในสมองเป็นเกณฑ์
ช่วงเวลาเพียงนาที มีปฏิกริยาเคมีเกิดขึ้นในสมองนับล้านครั้ง
ถ้าปฏิกิริยานั้นเกิดจากความพอใจ ตั้งใจ จงใจ
คงรุนแรงพอที่เราจะรู้สึกได้ชัดถึงผลของปฏิกิริยานั้น
แต่หากเป็นเพียงความพร่ำเพ้อ หลงละเมอไปเพียงชั่ววูบ
เราอาจจะรู้สึกเพียงสะกิดใจเบาๆ เจ็บๆ คันๆ นิดหน่อย
หรือร้ายกว่านั้น, อาจจะไม่รู้สึกถึงความคิดนั้นเลยก็ได้

แต่ไม่ว่าปฏิกิริยานั้นจะเกิดขึ้นโดยความตั้งใจหรือไม่
และเราจะรู้สึกถึงผลของสิ่งที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงไร
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือความคิดของเราทำงานอยู่ตลอดเวลา
แม้แต่ในยามหลับใหล ความคิดก็ไม่ได้หลับไปพร้อมกับเรา
มันยังทำงาน เพียงแต่ลดลงไปกว่าช่วงกลางวันบ้างเท่านั้น
นี่แหละ, เป็นเหตุผลที่หลายคนเก็บเอาไปฝันในยามค่ำคืน

"...ถ้าความคิดนั้นเป็นสิ่งที่ดี ผลตอบรับก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี
ในทางตรงกันข้าม, หากเริ่มต้นก็คิดในทางลบเสียแล้ว
จะหวังให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจของเราได้อย่างไรกัน ?"

...

... 

ผ่านวันปีใหม่ หันกลับมามองตนเอง, คิดทบทวน,
แล้วทอดสายตามองไกลออกไป เท่าที่สายตาจะมองเห็น
มองท้องฟ้า มองพื้นดิน, ท่ามกลางความเย็นยะเยือกในฤดูกาล
ก่อนกลับมาคิดซ้ำอีกครั้ง ทั้งโลกภายในใจ และภายนอกกาย
พลันรู้สึกแปลกใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่ค่อยๆ ทยอยผ่านเข้ามา
ทั้งที่โลกใบนี้ยังคงเป็นโลกใบเดิม อยู่กับหัวใจดวงเดิม
แต่ทำไมหนอ โลกเราจึงเหมือนกับจะแคบลงทุกๆ วัน ?

เราติดต่อกันอย่างกว้างขวาง รู้จักใครต่อใครมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งก็เกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

คงเพราะผู้คนเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
พื้นที่โลกเริ่มแออัด ไม่เพียงพอรับกับจำนวนคน
การดำเนินชีวิตให้ทันสมัย เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
ความเป็นอยู่อันแสนสุข คือการแย่งชิงไว้ในครอบครอง
ครอบครองมากก็สุขมาก, ครอบครองน้อยก็สุขน้อยลงไป
แต่เพราะของที่ครอบครองนั้น คนเอาไปเก็บไว้ในใจ
ยิ่งครอบครองมากเพียงไร พื้นที่ใจยิ่งลดน้อยลงทุกที
กลายเป็นว่า มีสิ่งครองครองอยู่มาก แต่พื้นที่ใจเล็กนิดเดียว
แล้วอย่างนี้จะมีพื้นที่ใจเพียงพอให้กับคนอื่นได้อย่างไร

"...ถ้าการครอบครอง หมายถึงการยัดเยียดทุกอย่างไว้ในใจ
จนกินพื้นที่ของใจไปเสียหมด ก็อย่าครอบครองเลย
เพราะหากทำอย่างนั้น พื้นที่ใจยิ่งเหลือน้อยลงทุกที
ความเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารี จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนได้
ก็ในเมื่อสิ่งต่างๆ เข้าไปแทนที่จนเต็มใจเสียแล้ว..."

...

...

เมื่อพื้นที่ใจเหลือไม่มาก สิ่งครอบครองวางระเกะระกะ
ใจย่อมคับแคบเกินกว่าจะเผื่อให้ใคร อยู่ได้เฉพาะตนเอง
สิ่งที่ใจรู้สึก จึงมีแต่ "ฉัน, ฉัน, และฉัน" ไม่มีใครคนอื่น
มองไปทางใด, นอกจากสิ่งของแล้ว, ก็เห็นแต่ตัวเอง
ใจจึงเป็นทุกข์ง่าย เพราะความอ้างว้าง หวั่นไหวไม่มั่นคง
สำคัญมั่นหมายไปว่า โลกนี้มีเพียงแต่ "ฉัน" คนเดียว
"ฉัน" เท่านั้นที่สำคัญ นอกเหนือไปจากนี้แล้วย่อมเป็นอื่น
กลายเป็นความแตกต่าง แปลกแยก และขัดแย้งในที่สุด
เพราะใจไม่เคยเปิดรับ ไม่เคยรู้จักใจของใครเลยนั่นเอง

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากเหตุผลง่ายๆ นี้
เพราะใจอ้างว้าง จึงเกิดความหวาดระแวงต่อผู้คนรอบกาย
แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย แม้ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ยังไม่ลงรอย
เมื่อต่างคนต่างถือเอาพื้นที่ใจอันคับแคบเข้าชนกัน
ต่อสู้ ฟาดฟันโดยยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง
จะหวังให้เกิดความปรองดอง คงเป็นไปไม่ได้เลย

เรื่องคงจะง่ายขึ้นอีกมาก หากลองเปลี่ยนตัวเองดูบ้าง
สิ่งในครอบครองที่วางเอาไว้ระเกะระกะทั่วพื้นที่ใจนั้น
ลองเก็บกวาด จัดวางให้เป็นระเบียบ เก็บใส่ตู้ วางบนชั้น
สิ่งของใดที่ฟุ่มเฟือย หาประโยชน์ไม่ได้ก็ทิ้งไปเสียบ้าง
ขยับขยายพื้นที่ใจให้กว้างขึ้นอีกนิด น่าอยู่ขึ้นอีกหน่อย
แม้ ณ วันนี้อาจยังไม่กว้างพอจะเปิดรับหัวใจของใครอื่น
แต่อย่างน้อย ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มต้น
เพื่อที่จะก้าวสู่ภาวะ "จิตวิวัฒน์" ที่สมบูรณ์ต่อไป

...

...

จิตใจของคนเรายืดหยุ่นมากพอจะเปิดรับใครต่อใคร
แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ จึงละเลยความจริงสำคัญข้อนี้ไป
แล้วกลับเอาพื้นที่ใจมาใช้เก็บสิ่งของสนองอารมณ์
พร้อมกับสร้างกำแพงขึ้นมาจำกัดพื้นที่ใจไปพร้อมกัน
ความหวั่นไหว หวาดระแวง ย่อมวนเวียนอยู่ในรั้วกำแพง
ส่วนความเมตตาอารีจากภายนอก กลับสะท้อนคืนออกไป
แม้โลกกว้างใหญ่ แต่คงรับรู้ได้เพียงกรอบแคบๆ เท่านั้น

ลองเก็บกวาดภายในใจให้สะอาดเรียบร้อย, คงจะดีไม่น้อย,
ผ่อนคลายความหวาดระแวง ลดระดับ "ตัวฉัน" ลงไปบ้าง
เปิดประตู รื้อกำแพง ต้อนรับความรู้สึกดีจากภายนอกสู่ภายใน
ขยับขยายพื้นที่ใจให้กว้างขวาง เพียงพอเผื่อแผ่ให้กับคนอื่น
หันหน้าเข้าหากันด้วยความรัก ทำความรู้จักอย่างกัลยาณมิตร
บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรักและมิตรภาพอันไพศาล
เพื่อความสุขเล็กๆ ภายในใจ และสันติภาพอันยิ่งใหญ่แห่งมวลชน

...

...

"...หากก้าวพ้นกำแพงใจออกมาได้ แม้เพียงชั่วคราว
เราย่อมรู้สึกได้ถึง "จิตอิสระ" อันปลอดโปร่ง โล่ง สบาย
ความแปลกแยกจะลดลง ความแตกต่างจะเลือนหายไป
รู้สึกคุ้นเคยแม้กับคนที่ไม่รู้จัก มองเห็นความดีงามในทุกสิ่ง
และสุดท้าย, เราจะไว้ใจชีวิตของเราได้มากกว่าเดิม..."

...

Reason (Instrumemtal) - OST Autumn in My Heart

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

บอกคำเดียวว่าดีทุกๆๆๆอย่างเลยคับ

#12 By (118.172.124.19) on 2009-02-03 10:07

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีนะคะ ^^

#11 By ..:: boyce ::.. on 2009-01-15 22:39

^__^ สวัสดีค่ะ

ขอบคุณนะคะที่แวะไปทักทายกัน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

P.PU เป็นคนหนึ่งที่ชอบคิด คิดทีละหลายๆ เรื่อง

โดยเฉพาะในยามเช้าตรู่ ขณะที่ท้องฟ้ายังมืดมิดอยู่

จะปล่อยใจให้โบยบินตามเสียงเพลง คิดอะไรๆ ไปเรื่อยๆ

คิดย้อนไปในอดีตที่ผ่านมาและคิดถึงเรื่องราวปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่

สุขหรือทุกข์ ใจที่แข็งแรงเท่านั้น...ที่จะรับได้big smile

#10 By P Pu on 2009-01-14 18:40

จิตใจของคนเรายืดหยุ่นมากพอจะเปิดรับใครต่อใคร
เห็นด้วยกับข้อนี้มากๆ ค่ะ

คนส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจตรงนี้จริงๆ ว่า...
ใจคนเราสามารถที่จะรักได้อย่างไม่จำกัด (ไม่ได้หมายความว่าให้เป็นคนหลายใจนะ)

เป็นคนชอบคิดอะไรไปเรื่อยๆ เหมือนกันค่ะ
แต่ว่ายังเขียนเรียบเรียงให้ออกมาสวยๆ ไม่เป็น อิอิ

#9 By yamroll-golf on 2009-01-14 15:46

ชอบคับ...ทำให้นึกถึงบางสิ่งที่หลงลืมขึ้นมาได้
บางครั้ง..ความคิดกับใจที่มันเรียกร้อง...มันไม่ไปด้วยกันเอาเสียเลย.........

#8 By A l h o n g on 2009-01-13 15:15

ชอบคับ...ทำให้นึกถึงบางสิ่งที่หลงลืมขึ้นมาได้
บางครั้ง..ความคิดกับใจที่มันเรียกร้อง...มันไม่ไปด้วยกันเอาเสียเลย.........

#7 By (124.122.161.171) on 2009-01-13 15:14

อ่ายแล้วเหมือนผมรู้สึกว่าตัวล่องลอยไปเรื่อยๆ
ยังไงไม่รู้นะครับ

จิตวิวัฒน์กับอัตถาวะนิยมที่(ฟุ้งเฟ้อ)
ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัวได้แค่ไหนกันในนามของคนที่เป็นอัตถาวะนิยมแบบนั้น

#6 By Crozzax on 2009-01-13 13:30

"...หากก้าวพ้นกำแพงใจออกมาได้ แม้เพียงชั่วคราว
เราย่อมรู้สึกได้ถึง "จิตอิสระ" อันปลอดโปร่ง โล่ง สบาย
ความแปลกแยกจะลดลง ความแตกต่างจะเลือนหายไป
รู้สึกคุ้นเคยแม้กับคนที่ไม่รู้จัก มองเห็นความดีงามในทุกสิ่ง
และสุดท้าย, เราจะไว้ใจชีวิตของเราได้มากกว่าเดิม..."

เป็นวรรคทองของ เอนทรี่นี้จริงๆ..

สมเหตุยังเจตน์ถ้วน...สะกิดใจ
รัตนาดิศรสมัย......สนิทคุ้น
จรดหมึกผลึกไฉน....เยียเหตุ สมเฮย
เพียงจักมาเยือนหุ้น...ส่วนด้วยสังคม.

แวะมาทักทายวันอังคารแห่งชาติครับ..

#5 By Li Su (Arunsuk) on 2009-01-13 10:52

ไม่ได้เข้าบล็อคพี่นาน


ยังสวยงามเหมือนเดิมเลย!!~^^


ได้การืดรึยังฮะ??
กลัวเขียนที่อยุ่ผิดจังแหะ+sad smile

#4 By non on 2009-01-12 18:43

ไว้ใจชีวิตของเรา.....
คมจริงๆครับ
เปิดตา เปิดหู และเปิดใจ
มองโลกในมุมมองแง่ใหม่
ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี....



ให้ใจกลายเป็นพื้นที่กว้าง^^

#2 By คนทามมะดา on 2009-01-11 20:24

ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบคิดเป็นตุเป็นตะ...
ซึ่งก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ในบางเรื่อง

แต่บางที...
ก็แค่เป็นการ"เพ้อ"เหมือนกันsad smile

ต้องรู้จักฉลาดคิดให้เหมือนกับคำขวัญวันเด็กปีนี้
น่าจะดีกว่า
big smile

#1 By Doru-Kun™ on 2009-01-11 18:35

Recommend