หลายครั้งที่รู้สึกอ้างว้าง เหงาๆ อยู่กับหัวใจของตัวเอง
บางครั้งที่เครียด เหน็ดเหนื่อยกับหลายเรื่องราวที่รุมเร้า
บ่อยครั้งที่มีความสุข หัวใจฟูฟ่องด้วยความอิ่มเอมใจ
และอีกหลากหลายอารมณ์ อย่างที่หัวใจของคนทั่วไปพึงมี
หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระตุ้นเร้าความรู้สึก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้าจะให้เก็บงำเอาไว้แต่ภายใน ไม่แสดงออกมาบ้าง
ก็ให้รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ยอดอก กระอักกระอ่วนพิกล
แต่ครั้นจะให้ระบายออกมาสู่ภายนอกทั้งหมดก็เกินกำลัง
เพราะยังไม่รู้ว่าจะเลือกแสดงออกมาด้วยวิธีใด, อย่างไรดี ?

...

...

แน่นอน, ฉันเองก็คงไม่ต่างจากคนอื่นทั่วไป
ที่ไม่อาจเก็บความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้เพียงคนเดียวได้
จำเป็นต้องหาทางระบาย ไม่ให้อกมันจุกแน่นจนเกินไป
ทางออกหนึ่งที่ทำ คือ เลือกที่จะเล่นเครื่องดนตรี
ทั้งที่ความสามารถที่มีอยู่นั้นนับว่าน้อยนิดเต็มทน, แต่ยังฝืน,
เพราะเมื่อยังเป็นเด็ก ไม่ค่อยมีโอกาสเล่นเครื่องดนตรีมากนัก
ที่พอจะร่วมวงกับคนอื่นได้ มีเพียง ๒ อย่าง คือ กีตาร์กับขลุ่ย
สำหรับกีตาร์, เคยยืมของเพื่อนมาหัดเล่นเมื่อคราวอยู่ ม.ต้น
ไม่รู้ว่าเกิดฮิตอะไรกันขึ้นมาในตอนนั้น แต่ทุกคนก็หัดเล่นกัน
เพราะกลัวว่าจะตกเทรนด์ ฉันจึงยืมของเพื่อนมาลองหัดเล่นบ้าง
พร้อมทั้งบังคับขู่เข็ญ ให้เพื่อนช่วยสอนจนพอก๊องแก๊งกับเขาได้
กว่าจะดีดเป็นเพลงได้แบบงูๆ ปลาๆ ก็ใช้เวลาอยู่นานพอดู
เมื่อไม่มีกีตาร์เป็นของตัวเอง, จนเดี๋ยวนี้ก็ยังงูๆ ปลาๆ เหมือนเดิม

ส่วนเครื่องดนตรีอีกอย่างที่เล่นเป็นประจำ คือ ขลุ่ย
ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกในชีวิต ที่ได้หัดเล่นหัดลอง
จำได้ว่า ขลุ่ยเลาแรกนั้น คุณแม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด
เพราะไปร้องโยเยจะเอา เมื่อคนขายขลุ่ยผ่านมาแถวบ้าน
คุณแม่ก็เลยซื้อให้อย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าลูกชายเป่าไม่เป็น
แต่อย่างน้อย ไอ้ลูกชายคนนี้จะได้หยุดร้องเสียที

...

ได้ขลุ่ยมานานนับปี ก็ยังเป่าไม่เป็นอยู่อย่างนั้น
สาเหตุหนึ่ง คงเพราะเด็กเกินไป, ยังเรียนชั้นอนุบาลอยู่เลย,
เมื่อจะจับขลุ่ยอย่างผู้ใหญ่ นิ้วมันก็แยกกันไปไม่ถึง
พอปิดรู้หนึ่งให้มิด อีกรูก็ดันรั่ว, พอย้ายมาปิดรูรั่ว รูอื่นก็เผยอขึ้นแทน
เป่าลมแล้วไม่ออกมาเป็นเสียงเพลง กลับหวีดหวิวอย่างประหลาด
นอกจากจะไม่ไพเราะแล้ว ยังชวนให้วังเวงใจเสียอีก
เป็นอันว่า ไม่สามารถเป่าขลุ่ยได้ด้วยสาเหตุนี้เป็นอย่างแรก
อีกสาเหตุหนึ่ง คือ หาคนสอนให้เป่าอย่างเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้
เพราะในระแวกนั้น, ในตอนนั้น, หาคนที่เป่าขลุ่ยและสอนขลุ่ยไม่มีเลย
คนในบ้านเองก็เป่ากันไม่เป็น ครั้นจะเข้าเรียนดนตรีไทยก็เกินแรงเงิน
จึงได้แต่ปล่อยเจ้าของขลุ่ยเป่าเล่นปี๊ดแป๊ด สร้างความรำคาญไปวันๆ

จนเมื่อเข้าเรียนประถมต้น, มือเริ่มโตพอจะปิดรูขลุ่ย
แต่ยังไม่เคยเข้าเรียนดนตรีไทยอย่างที่ควรจะทำ
ดีขึ้นหน่อย ก็ตรงที่เสียงขลุ่ยซึ่งเคยแตกพร่า เริ่มนุ่มนวลขึ้นมาบ้าง
ส่วนทำนองนั้นยังมั่ว ฟังไม่เป็นเพลง ไม่ต่างไปจากเดิมเลย
ทั้งๆ ที่พยายามอยู่ทุกเย็น สร้างความรำคาญไม่เว้นวัน
แต่เพราะเล่นอย่างศิษย์ไม่มีครู จะหวังให้เท่าครูได้อย่างไร

กระนั้นก็ตาม, เมื่อไม่มีครู ก็เล่นกันนอกครู,
เป่ากันไปมั่วๆ กว่าปี จนพอจับเสียงโน้ตแต่ละตัวได้, แค่คุ้น,
ก็เริ่มบรรเลงเพลง เล่นแบบไร้โน้ตนำ ไม่ต้องมีแผ่นกรดาษบังคับ
นึกทำนองได้อย่างไร มีจังหวะเร็วช้าแค่ไหน เพียงแต่นึกอยู่ในใจ
แล้วเป่าลมออกไป ขยับนิ้วขึ้นลงตามทำนองในความคิดนึก
ไม่สนใจหรอกว่า วิธีการนั้นจะถูกต้องตามหลักการหรือเปล่า
ขอเพียงแต่เป่าออกมาเป็นเพลงที่ต้องการ, ตามอารมณ์ในขณะนั้น,
แล้วมีความสบายใจเกิดขึ้นตามมา เท่าที่ก็เพียงพอ

...

...

ความจริงแล้ว, การเป่าขลุ่ยนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
คนที่ร่ำเรียนกันมาเป็นขั้นตอนถูกต้อง อาจจะบอกว่าง่ายเหลือเกิน
แต่กับคนที่เป่ามั่วๆ อย่างฉัน ย่อมกลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่ายากเสียอีก
ต้องลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง กว่าจะเป่าจนจบเพลงได้อย่างทุกวันนี้
ถึงแม้ยังกระพร่องกระแพร่ง ไม่ได้เก่งกาจเท่าไรก็ตามที

อยู่กับขลุ่ยมานาน, จนเห็นว่า ขลุ่ยนั้นมีความงามอยู่หลายอย่าง
อย่างแรก คือ ความกระทัดรัด พกพาไปไหนมาไหนได้ง่าย
จะไปถึงไหน ก็ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะกระทบกระเทือนจนเสียความ
และเมื่อจะหยิบจับมาเป่าเล่น ก็สามารถทำได้โดยสะดวก, นี้อย่างหนึ่ง
อย่างที่สอง คือ เพลงขลุ่ยนั้นมีความพิเศษเฉพาะตัว นุ่มลึกอยู่ภายใน
ครูดนตรีที่เป่าขลุ่ยเก่งๆ ท่านสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้งดงาม
ทุกท่วงทำนอง สอดคล้องจังหวะ เร้าใจให้เพ้อตามได้อย่างอัศจรรย์
นับเป็นเครื่องดนตรีที่เรียบง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้งอยู่ภายใน

... 

ใครเลยจะเคยคิด ว่า ลมธรรมดาที่ผ่านออกจากปากของเรา
อาจจะแรงบ้าง เบาบ้าง, บางครั้งทิ้งจังหวะสั้นยาวสลับกันไป
แต่ลมก็คือลม จะเป่าให้พิศดารอย่างไร ลมก็ยังคงไร้เสียงอยู่อย่างนั้น
ชั่วแต่ว่า คนที่โดนลมผ่านกระทบ คงระคายเคืองผิวอยู่บ้าง
แต่เชื่อไหม ? ด้วยลมเดียวกันนี้, ด้วยจังหวะแรงเบาเท่ากันนี้
เมื่อเคลื่อนผ่านในเลาขลุ่ย ผู้เป่าเปิดปิดนิ้วไปตามความต้องการ
ลมที่เคยไร้เสียง กลับกลายเป็นเสียงดนตรีอันไพเราะ ฟังจับใจ

ความพิเศษของขลุ่ยอยู่ตรงนี้เอง
ขลุ่ยนั้นสามารถรับแรงลมได้ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป่าออกไปอย่างไร
แต่ขลุ่ยก็สามารถกลั่นกรองเป็นทำนองได้อย่างที่เราต้องการ
ขอเพียงแต่เรารู้จักวิธีการเป่า รู้จักการเปิดปิดนิ้วให้ถูกต้อง
อาจจะบังคับลมเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เหมือนเล่นลูกเก็บในจังหวะเพลง
เพียงเท่านี้, ลมที่เคยไร้เสียง ก็แปรเปลี่ยนเป็นบทเพลงได้อย่างใจนึก

...

...

เล่าเรื่องขลุ่ยมายืดยาว ไม่ได้ต้องการอวดอ้างอะไร
เพียงแค่อยากให้ลองเปรียบขลุ่ยกับหัวใจของคน ว่าไม่ต่างกัน
ในขณะที่ขลุ่ยต้องรับลมที่แตกต่าง, ใจก็ต้องรับเรื่องราวที่หลากหลาย
หากเรื่องราวที่ผ่านเข้ามากระทบใจ เป็นสิ่งที่เราเฝ้าคอยมานาน
เราคงพอใจเปิดประตูรับสิ่งเหล่านั้นให้ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิต
ตรงกันข้าม, หากสิ่งที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากรับรู้
เราคงเลือกปิดหูปิดตา ลั่นดานประตูใจเป็นปราการขวางกั้นเอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอุตส่าห์เปิดหูเปิดตา แหวกเข้ามาในใจได้ทุกครั้ง
แม้ว่าเราจะพยายามวิ่งหนีสักเท่าไร แต่ยิ่งหนีกลับเหมือนวิ่งเข้าหา
สุดท้าย, กลายเป็นเร่งเร้าให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม

จะดีกว่าไหม ? หากเราฝึกใจให้เหมือนกับขลุ่ยเสียบ้าง
ยอมรับทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราเฝ้าฝัน หรือไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ตาม
แต่เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็พึงปล่อยใจยอมรับเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้
แล้วฝึกใจของเราให้เป็นคนเป่าขลุ่ย กำหนดนิ้วขึ้นลงตามจังหวะ
ให้ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา เปลี่ยนเป็นท่วงทำนองชีวิตอย่างที่เราพอใจ

จริงอยู่, เราคงไม่สามารถกะเกณฑ์สิ่งที่ผ่านมาได้ทุกครั้ง
แต่เมื่อใจของเรารับรู้เข้ามาแล้ว ใจของเรานั่นแหละที่เป็นผู้กำหนด
เป็นผู้คุมนิ้ว เป็นผู้บรรเลงเพลง ว่าจะเก็บงำหรือแสดงออกมาอย่างไร
ทุกๆ อารมณ์ ทุกๆ ความรู้สึก จะตอบสนองตามท่วงทำนองที่เราเป็นผู้เล่น
หากเรายังคุมทำนองได้ไม่ดี ก็เป็นธรรมดาที่เสียงจะแตกพร่า วังเวง
บทเพลงที่ได้ยิน ย่อมเป็นเพียงท่อนเสียงขาดๆ เกินๆ อย่างคนหัดเล่น
แต่หากเราหมั่นฝึกฝนใจของเราอยู่เสมอ จนควบคุมนิ้วได้อย่างใจนึก
ขยับนิ้วขึ้นลงอย่างนุ่มนวล คลอเคล้าไปพร้อมกับจังหวะอารมณ์
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในใจ ย่อมบังเกิดเป็นท่วงทำนองลึกซึ้งผ่อนคลาย

...

...

การฝึกฝนใจให้ชำนาญอย่างการเป่าขลุ่ยนั้น ทำได้หลายวิธี
ปราชญ์โบราณท่านสอนเอาไว้มากแล้ว เช่น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอเพียงเลือกนำมาใช้ ฝึกฝนใจตามกลวิธีนั้นๆ จนคล่องแคล่ว
ฝึกให้เป็นธรรมชาติ เมื่อใจกระทบกับสิ่งใด ให้กำหนดใจรับรู้
แล้วใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจนชำนาญ คัดเลือกแก่นของสิ่งกระทบนั้น
ประดิดประดอย ค่อยๆ ขัดเกลาให้กลายเป็นประสบการณ์อันดีเก็บไว้
สิ่งใดที่เห็นว่าไม่ดี ก็คัดออกมาเททิ้งไปเสียให้หมด อย่าเก็บไว้รกใจ
เหมือนกับคนเป่าขลุ่ย ที่รู้จักเปิดปิดนิ้วคุมทำนองเพลงให้ไพเราะ
ไม่ว่าลมที่ผ่านเลาขลุ่ยเข้ามานั้นจะรุนแรงหรือแผ่วเบา สั้นหรือยาวก็ตาม

หากเราทำได้อย่างนี้, ท่วงทำนองแห่งชีวิตของเราย่อมไพเราะในทุกคราว
ซึ่งไม่เฉพาะแต่ใจของเราเท่านั้นที่สัมผัสความรู้สึกดีๆ อย่างนี้ได้
แม้คนที่อยู่รอบข้าง ก็ย่อมสัมผัสบทเพลงนี้ได้เช่นเดียวกัน

...

...

"...ท่วงทำนองแห่งชีวิต มีเพียงเจ้าของชีวิตเท่านั้นที่เป็นผู้ลิขิต
จะหาผู้เรืองอำนาจอื่นใดมากำหนดให้ คงเป็นไปไม่ได้เลย
หลากหลายเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ล้วนแต่ทรงคุณค่าในประสบการณทั้งสิ้น
ขอเพียงแต่เราเปิดใจรับ คัดเลือกเก็บและคัดเลือกทิ้งอย่างเหมาะสม
เรียนรู้วิธีการกำหนดท่วงทำนอง และนำไปใช้ได้อย่างชำนาญแล้ว
ไม่ว่าเรื่องราวจะร้ายแรงสักเพียงไร แต่จิตใจของเราจะไม่หวั่นไหว
และพร้อมจะบรรเลงบทเพลงแห่งชีวิตอันไพเราะได้เสมอ..."

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

พูดถึงขลุ่ย ว่าแล้วหยิบขลุ่ยมาเป่าบ้างดีกว่า ^^

#16 By min (124.121.169.133) on 2010-06-23 19:49

ซึ้งมักมัก

#15 By คนรักต๊ะ (115.67.6.183) on 2010-01-24 14:01

#14 By (118.172.73.221) on 2009-09-17 10:43

ชอบอาจารมากเลยครับ อยากเจออาจารตัวเป็นๆซักครั้งครับ ปล.อยากให้อาจารมาสอนผมเป่าขลุ่ยครับ

#13 By บอมลาซาล 7 (124.121.252.43) on 2009-03-19 09:29

เพลงเพราะมาดเลยรับ

#12 By บอม (124.121.252.43) on 2009-03-19 09:24


ขึ้นอยู่กับใจจริงๆด้วยครับ
ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามา มันก็ขึ้นกับเราเอง ว่าจะควบคุมมันยังไง

สุดยอดครับ

Hot! Hot! Hot!

#11 By toppy-the-arzt on 2008-12-27 02:49

บล็อกสวย เพลงเพราะ
เสนาะเสน่หา
ได้คุณค่าความรู้สึก
ลึกล้ำ...

#10 By ครูกานท์ on 2008-12-26 16:02

ชอบเพลงมากเลยค่ะ

เข้าใจอธิบายน่ะค่ะ ให้ข้อคิดที่ดี
ยินดีเป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนค่ะconfused smile

#9 By dowrun happy on 2008-12-25 21:34

ชีวิตเราเป็นคนลิขิตเอง
ท่วงทำนองจะไพเราะหรือไม่ก็อยู่ที่เรา
เล่นดนตรีไม่เป็นครับ ได้แต่แสดงออกทางวาดรูป
เวลาฟังขลุ่ยแล้วรู้สึกใจสงบดีจังเลยครับ big smile Hot!

#8 By on 2008-12-24 21:40

ซึ้งดีค่ะ เรื่องจุกอกเยอะเหมือนกัน

#7 By subsub on 2008-12-24 15:25

เขียนออกมาสุดยอดขนาดนี้...ไม่รู้จะอดใจไม่กดดาวให้ได้อย่างไรดี

Hot!Hot!Hot!Hot!Hot!


เป็นบทความที่มีอิทธิพลต่อจิตใจอย่างเหลือเชื่อเชียวค่ะ

ได้ยินท่วงทำนองขลุ่ยไพเราะคลอแล้วเผลอเคลิ้มตามไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกsurprised smile

#6 By ire_u on 2008-12-23 21:23

ชอบเพลงประกอบนี้มากเลยค่ะ เข้ากับเนื้อหาในเอนทรี่มาก ฟังแล้วสบายใจ big smile

#5 By มิตสึกิ on 2008-12-22 23:07

พูดถึงขลุ่ยแล้ว นึกถึงขลุ่ยผิว เคยฟังแล้วเพราะมากมากเลยค่ะ

#4 By PiNN on 2008-12-22 22:32

เล่าเรื่องราว ของขลุ่ยได้ลึกซึ้ง ดีค่ะ..จนอยากฟัง คุณ เป่าขลุ่ยให้ฟังจริงๆ..และเพลง บรรเลงขลุ่ย ฟังแล้ว รู้สึก นุุ่ม สบาย..ผ่อนคลาย ดีจังเลยค่ะ..

ทำนองชีวิต เพลงนี้ เพราะกินใจ จังเลยค่ะ..Hot! Hot!
หากฝึกฝนให้ใจเราเป็นดั่งขลุยได้คงจะดีไม่น้อย ฝึกฝน เพราะฝึกฝนจึงชำนิชำนาน

#2 By redtear on 2008-12-22 20:55

ชอบเรื่องราวในเอ็นทรี่นี้มากเลยครับ ขอบคุณที่เขียนและถ่ายทอดขึ้นมานะครับพี่ Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By redtear on 2008-12-22 20:55

Recommend