๘๗. ลมหนาวพัดมาอีกครั้ง
posted on 06 Dec 2008 16:35 by raynartz in Bio-Psycho-Social-Linguistic
ปกติในช่วงนี้, ประมาณตีหนึ่งกว่า เพิ่งจะล้มตัวลงนอน
อากาศในยามดึก หนาวเย็นกว่าช่วงกลางวันมาก
สาเหตุหนึ่ง คงเพราะอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
เมื่อลมหนาวพัดผ่าน จึงหอบเอาไอเย็นจากผิวน้ำลอยตามมา
ครั้นพอไอเย็นนั้นสัมผัสผิวกาย ก็หนาวสะท้านเข้าไปถึงข้างใน
...
...
ลมหนาวนั้นมีมนต์ขลัง, มีพลังที่เหลือล้นต่อหัวใจคนเรา
โดยมาก, พลังที่รับรู้ มักพาหัวใจให้ฟุ้งซ่าน ล่องลอยไปไกล
เป็นความพิเศษอย่างหนึ่งของฤดูหนาว ที่เกิดขึ้นได้กับใจของทุกคน
ในยามที่อ้างว้าง เมื่อสัมผัสสายลมหนาว แม้เพียงแผ่วเบา
ความหนาวที่ว่าน้อยนิดนั้น กลับทวีคูณขึ้นมาจนน่าตกใจ
ใจที่อ้างว้างอยู่แล้วแต่เดิม ก็จมลึกในความอ้างว้างลงไปทุกที
หากรู้สึกตัวทัน แล้วพลันตะกายกลับคืนได้ ก็นับว่าเป็นโชคดีไป
แต่หากเผลอใจไปเสียแล้ว ใครเลยจะช่วยฉุดรั้ง ?
สำหรับคนที่เคยอยู่คนเดียว กับหัวใจเพียงดวงเดียว
เมื่อลมหลาวพัดผ่านมา แม้จะแผ่วเบาสักเพียงไร
ก็พาใจที่กำลังอ่อนล้า ให้เปลี่ยวเหงามากกว่าที่เคยเป็น
เพราะความหนาวที่โอบล้อม จะคอยย้ำเตือนหัวใจอยู่เสมอ
ตราบเท่าที่ยังต้องทนกับความเหน็บหนาวอยู่เพียงคนเดียว
หันมองรอบกายไม่เจอใคร มองรอบใจยังไร้ใจคอยใกล้ชิด
ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกมากเพียงไร ความหนาวก็ยิ่งจับใจเข้าทุกที
กับหลายคน ที่กายเคยใกล้ชิดและใจเคยอบอุ่น
แต่เพราะเหตุผลบางอย่าง ที่รุนแรงจนใจไม่อาจฝืนทัดทาน
ทำให้สองกายที่เคยชิดใกล้ กลายเป็นห่างไกลไปสุดสายตา
หนึ่งใจที่เคยห่วงหวง กลับกลายเป็นหนึ่งใจที่ค่อยๆ ห่างเหิน
ในยามที่ลมหนาวพัดมา และแทรกซึมกำแพงใจเข้าสู่ภายใน
ย่อมชักชวนหัวใจให้ล่องลอยกลับคืนสู่อดีตที่นานแสนนาน
นึกถึงความสุข ความเศร้า รอยยิ้มและรอยน้ำตาที่เคยผ่านมาด้วยกัน
แต่เพราะความหนาวนั้นเป็นสัมผัสปัจจุบัน, ตอนนี้และที่นี่,
ที่ๆ ดวงใจต้องกลับมาอยู่อย่างเดียวดาย ในความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย
หัวใจจึงขัดแย้ง ฝืนใจต่อสู้ระหว่างเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบัน
โหยหา บีบคั้น - จนรอยน้ำตานั้นกลับมาเปื้อนแก้มอีกครั้ง
การปล่อยให้ลมหนาวเข้าโอบล้อมหัวใจของทั้งสองคน
เพราะความคุ้นชิน ทำให้หลงลืมความสำคัญของกันและกัน
ต่างฝ่ายต่างเย็นชาต่อกัน จนเกินกว่าจะผิงไอรักให้กลับอุ่นขึ้นได้
ในไม่ช้า, หัวใจของทั้งสองก็จะค่อยๆ แยกกันไปทุกที ทุกที
พื้นที่ระหว่างใจ กลายเป็นเส้นกั้นเขตความรู้สึกที่ขยายตัวมากขึ้น
ที่สุดแล้ว, ใจทั้งสองก็ไม่อาจข้ามพ้นไปหากันได้อีกต่อไป
...
...
จึงดูเหมือนกับว่า ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามานี้ หาความดีไม่ได้เลย
เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ความอ้างว้างในใจเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น
แต่ยังทำให้ความอบอุ่นในใจค่อยๆ ลบเลือนหายไปเสียอีก
ก็อาจจะจริง, เพราะสิ่งนี้ตรงกับความรู้สึกของใครอีกหลายคน
แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีบางอย่างที่แฝงอยู่ในลมหนาวนั้น
เป็นอารมณ์ที่ตรงข้ามกับความเหงา ช่วยผ่อนคลายความอ้างว้างได้
ขอเพียงแต่ใจของเราพร้อม ที่จะฉุดรั้งใจให้กลับขึ้นจากทะเลความรู้สึก
และมีกำลังมากพอที่จะว่ายกลับคืนสู่ฝั่งแห่งอิสรภาพอีกครั้ง
ทุกๆ ครั้งที่ลมหนาวพัดผ่าน กายของเราจะสั่นสะท้าน
บางคนถึงกับสะดุ้ง เพราะความหนาวนั้นเป็นสัมผัสที่เกินกว่าจะทน
แต่ทุกครั้งที่เรารู้สึกถึงลมหนาว นั่นแหละที่ธรรมชาติกำลังสอนเรา
ธรรมชาติไม่ได้ต้องการพัดพาอดีตอันเลวร้ายให้ถาโถมในความทรงจำ
ธรรมชาติไม่ได้ต้องการแต่งเติมความเปลี่ยวเหงาให้เพิ่มพูนขึ้นในหัวใจ
ตรงกันข้าม, ทุกครั้งที่ลมหนาวพัดมา, ธรรมชาติต้องการปลุกให้เราตื่น
ตื่นจากภวังค์ความรู้สึก ตื่นจากอารมณ์ฟุ้งซ่านที่ครอบงำจิตใจ
ให้รับรู้ความเยือกเย็นที่เป็นเวลาปัจจุบัน ในทุกๆ ครั้งที่สัมผัสผิวกาย
เพื่อให้หัวใจ "ตื่นรู้" ทุกๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามา นิ่งคิดและพิจารณาอย่างเข้าใจ
ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นภาพภายในใจของเรา
บรรยากาศรอบกาย เป็นแค่ปัจจัยเสริมที่เราหยิบยกมาเป็นอารมณ์
เราอาจจะบอกกับใครสักคน ที่คอยฟังอยู่อีกฝั่งของเครื่องโทรศัพท์
ว่า "ช่วงนี้อากาศมันหนาวๆ...มันทำให้คิดถึงเรื่องที่แบบ...เหงาๆ"*
แต่แท้ที่จริงแล้ว คนที่คิดว่าเหงา ก็คือหัวใจของเราเอง
ลมหนาวไม่ได้ทำให้เราเหงา ฤดูหนาวไม่ได้ทำให้เราอ้างว้าง
ใจของเราต่างหาก ที่เก็บเอาความหนาวเข้ามาเจือปนในเหตุผล
แล้วกล่าวโทษออกไป เพียงเพราะไม่อยากจะโทษหัวใจของตัวเอง
...
...
ความหนาวกับความเหงาอาจเป็นของคู่กัน
โดยเฉพาะกับคนที่อยู่เพียงคนเดียว, อยู่กับหัวใจเพียงดวงเดียว
หรือต้องกลับมาอยู่เพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่ใจไม่คุ้นเคย
แต่หากจะให้ลมหนาวตอกย้ำความรู้สึกให้หม่นหมองลงไป
แล้วทำให้ใจยิ่งเป็นทุกข์ไปมากกว่าเดิม มันจะมีประโยชน์อะไร
เพียงแค่หนาวกายนั้นก็ทรมานมากเพียงพออยู่แล้ว
ยังจะยอมปล่อยใจให้หนาวไปด้วยกันอีกอย่างนั้นหรือ ?
ขอให้เก็บเอาความหนาวกาย เป็นเครื่องเตือนสติ
เตือนใจให้รับรู้ถึงความเป็น "ปัจจุบัน" ในทุกครั้งที่ลมหนาวพัดมา
ไม่ว่าหัวใจนั้นจะต้องอยู่เดียวดาย หรืออยู่กับความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย
แต่ขอให้ทุกครั้งที่สายลมพัด ปลุกใจให้รับรู้ว่า ขณะนี้เราเป็นอย่างไร
เรากำลังรู้สึก กำลังคิด กำลังพูด หรือกำลังทำสิ่งใด
ดื่มด่ำความปีติอยู่กับความ "ตื่นรู้" ที่ได้รับนั้นอย่างถึงพร้อม
แล้วความหนาวที่กายสัมผัส จะกลายเป็นความสุขสดชื่นในหัวใจ
แปรเปลี่ยนความอ้างว้าง กลายเป็นความอบอุ่นละมุนละไม
เหมือนอย่างคำที่ว่า "แม้ต้องหนาวกาย แต่หัวใจอุ่นดี"** อย่างนั้น
"...ลมหนาวยังพัดมา และจะยังคงพัดต่อไปอีกหลายเดือน
ขอให้ทำเวลานี้ให้มีความหมายแก่หัวใจมากที่สุด
ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ ผ่านไปพร้อมกับสายลมที่แผ่วเบา..."
หรือหากใครจะถือเอาช่วงเวลานี้, หนาวๆ อย่างนี้,
มอบความอบอุ่นจากใจให้กันบ้าง ก็ไม่ว่ากันนะ
...
...
...
* บท (เสมือน) สนทนาทางโทรศัพท์ ในเพลง "จำได้ไหม"
นักร้องวง August ; อัลบั้ม Radiodrome
** เนื้อร้องเพลง "แค่มี" ของ พลพล ; อัลบั้ม วันฝนซา
...
เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
(เพราะไขมันเยอะ กร่าก)

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-12-06 17:27