"...หนึ่งแสงดาวพราวพร่างที่กลางฟ้า
           งามระยับประดับค่าแววตาสวรรค์
           เคยส่องแสงแรงจำรัสอัศจรรย์
           มาวูบลับดับพลัน - หวั่นดวงจินต์

           อาลัยดวงดาวเอ๋ย เคยส่องแสง
           มาแผ่วแรงเลือนหายมิวายถวิล
           ต่อแต่นี้สีสันอันคุ้นชิน
           ฤาจักหมองหม่นสิ้นทั้งวิญญาณ์

           ครั้นสิ้นรัศมีดาวคงร้าวโศก
           โลกทั้งโลกวิโยคไห้อาลัยหา
           เมื่อเหม่อมองคงหมองมานม่านน้ำตา
           ที่จักพราวระยับพร่าอยู่พร่างพราย..."

          ... 

เชื่อว่า ณ เวลานี้ คงมีอยู่น้อยคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ "นรุตม์"
เด็กหนุ่มวัย ๑๙ ปี จาก "เตรียมอุดมศึกษา" สายศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น
สอบได้ "คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ตามที่ใฝ่ฝัน
แต่ยังไม่ทันได้เข้าเรียน, กลับต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
เนื่องจากมีก้อนเนื้อร้ายที่กระดูกสะโพกข้างซ้าย, ขนาดใหญ่พอควร

ถึงใครจะไม่เคยรู้จักถึงขั้นสนิทสนม
อย่างน้อย, หลายคนคงได้รับรู้เรื่องราวของ "นรุตม์"
ผ่านทางรายการเจาะใจ เมื่อคืนวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนที่ผ่านมา
และคงทราบโดยทั่วกันแล้วว่า ขณะนี้นรุตม์ได้จากพวกเราไปแล้ว
เมื่อเช้าวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ที่ตึกเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

...

 
นรุตม์ มงคลศิริภัทรา ; นักเรียนเตรียมอุดมศึกษา
นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

... 

ฉันมีโอกาสได้เจอนรุตม์เป็นครั้งแรกที่ รพ.ศิริราช,
แม้จะเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง ในฐานะของรุ่นน้องเตรียมอุดมศึกษา
และในฐานะของนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
แต่เพราะเรียนกันคนละสาย, อาจจะเรียกว่าคนละขั้วก็เป็นได้,
ทำให้ก่อนหน้านี้ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามากนัก
จนเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา, ขณะกำลังเตรียมงานไหว้ครู
มีโทรศัพท์จาก คุณครูภารดี อึงขจรกุล, คุณครูสอนภาษาญี่ปุ่น
และเป็นคุณครูประจำชั้นของนรุตม์ เมื่อครั้งยังเรียนที่เตรียมอุดมศึกษา
ท่านบอกว่า "มีรุ่นน้องเตรียมอุดมฯ มา admit ที่ศิริราช, ชื่อนรุตม์"
อยากให้ช่วยขึ้นไปเยี่ยมหน่อย เผื่อจะมีอะไรช่วยเหลือกันได้บ้าง

เย็นวันนั้น ฉันเคลียร์งานของตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย
แล้วขึ้นไปเยี่ยมนรุตม์ที่ห้องพัก ทักทายและสอบถามอาการ
คงเพราะเราจบจากโรงเรียนเดียวกัน
เรียนกับคุณครูท่านเดียวกัน
การทำความรู้จักจึงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าคนอื่นทั่วไป

...

หลังจากวันนั้น ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้าง แต่ไม่ประจำนัก
เพราะงานส่วนตัวที่มีอยู่ค่อนข้างมาก จะว่างก็ช่วงเย็นๆ แล้ว
ซึ่งคงไม่เหมาะเท่าไหร่ หากจะไปรบกวนในช่วงเวลาอย่างนั้นบ่อยๆ
แต่ทุกครั้งที่พบคุณพ่อคุณแม่ของนรุตม์ใน รพ. ก็ยังคงทักทายถามถึง
คอยติดตามอาการ ทั้งจากคุณพ่อคุณแม่และจากอาจารย์หมอที่ดูแล
จนเมื่อผ่านภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ ได้มีโอกาสร่วมดูแลด้วย
จึงได้รับทราบอาการและการดำเนินโรคของนรุตม์ตลอดมา

เพียงช่วงเวลานับเดือนที่ไม่ได้ไปเยี่ยมนรุตม์
เพราะก่อนหน้านั้นทราบว่านรุตม์อาการดีขึ้น จะได้กลับบ้านแล้ว
แต่ข่าวร้ายก็ประดังเข้ามาอีกครั้ง เมื่อได้ทราบว่าระยะหลังมานี้
อาการของนรุตม์ไม่ค่อยดีนัก เพราะขนาดก้อนเนื้อใหญ่มาก
การฉายรังสีที่บริเวณสะโพก ได้ผลตอบสนองไม่ดีเท่าที่ต้องการ
เศษเนื้อร้ายบางส่วนได้ลุกลามจากสะโพก กระจายไปยังขั้วปอด
นอกจากนี้, ยังพบการติดเชื้อซ้ำเติมที่ปอดมาตั้งแต่ต้นเดือน
จนไม่สามารถให้เคมีบำบัดได้ ต้องรักษาการติดเชื้อเสียก่อน

ฉันขึ้นไปเยี่ยมนรุตม์ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน
หลังจากทราบผลการตรวจเลือด, ได้เห็นฟิล์มเอ็กซเรย์ครั้งล่าสุดแล้ว
และทราบดีว่าอาการที่นรุตม์เป็นอยู่นั้น หนักหนามากน้อยเพียงไร
ขณะที่ขึ้นไปเยียมบนหอผู้ป่วย นรุตม์นอนหลับอยู่, คงเพราะฤทธิ์ยา,
จึงได้แต่พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ประคับประคองใจให้เข้มแข็งเท่านั้น

...

 
ท่าน ว.วชิรเมธี ประธานในพิธีรดน้ำศพนรุตม์

...

เช้าวานนี้, ขณะกำลังทำงานอยู่ที่ตึกอัษฎางค์
ได้รับทราบข่าวว่า นรุตม์เสียชีวิตแล้ว, จากการหายใจล้มเหลว
จึงรีบโทรศัพท์หาคุณครูภารดี, เพื่อยืนยันข่าวว่าเป็นจริงหรือไม่ ?
พอรู้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็กระหืดกระหอบลงจากตึก มายังศาลาพิธี
ขณะนั้น เวลาประมาณเก้าโมงเศษ พบกับคุณพ่อของนรุตม์
ท่านบอกว่า "...นรุตม์ไปแล้ว เมื่อเช้านี้ ตอนหกโมงห้าสิบ..."

อาการของนรุตม์เริ่มทรุดลงตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน
ประมาณสี่ทุ่ม พยาบาลเข้ามาปลุกนรุตม์เพื่อดูรายการเจาะใจ
แต่ปรากฏว่านรุตม์ไม่รู้สึกตัว สัญญาณชีพค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ
จากค่ำคืนของวันที่ ๒๐ จนรุ่งเช้า ประมาณตีห้าของวันที่ ๒๑
อาการของนรุตม์ยังไม่ดีขึ้น คุณแม่จึงโทรศัพท์หาท่าน ว.วชิรเมธี
เพื่อให้ท่านได้เทศนาธรรมแก่นรุตม์เป็นครั้งสุดท้าย

ในวันเดียวกัน ท่าน ว.วชิรเมธี เดินทางมาเป็นประธานพิธีรดน้ำศพ
ท่านกล่าวว่า ก่อนหน้าที่นรุตม์จะจากไป ท่านได้เทศนาผ่านทางโทรศัพท์
เพื่อช่วยให้ดวงจิตของนรุตม์ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน
น้อมระลึกถึงพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยจิตใจบริสุทธิ์
มีลมหายใจอยู่กับพุทธธรรม อันเปรียบเสมือนธรรมชาติของทุกชีวิต
หลังจากนั้นอีกไม่ถึงชั่วโมง นรุตม์ก็ลาจากทุกคนไปอย่างสงบ

พิธีรดน้ำศพของนรุตม์ ที่ รพ.ศิริราช คราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมาก
ทั้งคุณครู อาจารย์ เพื่อนๆ และรุ่นน้องของนรุตม์, ล้นเกินศาลาออกไป
รุ่นน้องเตรียมอุดมศึกษา ศิลป์-ญี่ปุ่นทั้งชั้น หยุดเรียนเพื่อมาร่วมพิธี
เพื่อนๆ นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับกว่าร้อยคน
ทุกคนต่างพร้อมใจกันมาพบนรุตม์เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยจุดมุ่งหมายเดียว
แม้แต่คณบดีคณะนิติศาสตร์ ก็เดินทางมาร่วมพิธีครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ เพื่อหวังจะย้ำเตือนความทรงจำให้หนักแน่นลงไปอีกครั้ง
ว่า ณ ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้รู้จักเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า "นรุตม์" คนนี้
เด็กหนุ่มผู้สร้างความประทับใจ และเป็นความหวังของทุกคน

...


ผู้ร่วมพิธีน้อมจิตอธิษฐาน ถวายผ้าไตรอุทิศส่วนกุศล

...

แม้จะมีโอกาสได้พูดคุยกับนรุตม์เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือน
และยิ่งนับว่าน้อยนิด เมื่อเทียบกับเวลาชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา
แต่ในทุกครั้ง ฉันรู้สึกได้เสมอว่า นรุตม์แตกต่างจากเด็กวัยรุ่นทั่วไป
ในขณะที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ มีอารมณ์อ่อนไหวไปกับเหตุการณ์รอบกาย
เมื่อมีสุขก็เพ้อสุข เมื่อมีทุกข์ก็จมทุกข์, นั่นเป็นเรื่องของคนทั่วไป
แต่สำหรับนรุตม์แล้วไม่เหมือนกัน ซึ่งนับว่าหาได้ยากเหลือเกิน
นรุตม์รู้ตัวดีว่าตนเป็นอะไร แตกต่างจากคนทั่วไปเพียงใด
ชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่อาจคาดเดาอะไรได้
แต่นรุตม์เชื่อมั่นเสมอว่า เมื่อยังมีลมหายใจ ชีวิตก็ยังมีความหวัง
หากไม่ยอมแพ้ให้กับโชคชะตา ไม่ปล่อยลมหายใจที่มีค่าให้สูญเปล่า
แม้ร่างกายจะทนทุกข์ทรมานสักเพียงใด แต่จิตใจย่อมเข้มแข็ง

ความเจ็บป่วยครั้งนี้ อาจทำให้หลายสิ่งในชีวิตเปลี่ยนไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในใจไม่เปลี่ยนแปลง คือกำลังใจอันสมบูรณ์
ที่พร้อมจะต่อสู้กับชะตาชีวิต จนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาเยือน

...

ความฝันสุดท้ายของนรุตม์
คือการได้เรียนต่อ ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แม้จะเจ็บป่วยร้ายแรงเพียงไร แต่ความฝันนั้นไม่เคยเลือนลาง
ทุกความคิด ทุกถ้อยคำของนรุตม์ เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งชีวิต
พลังที่จะผลักดันอีกหลายชีวิต ให้กล้าเผชิญกับอนาคตอันยาวไกล
เป็นความรู้สึกจากใจที่เปี่ยมล้นด้วยความหวัง, ทั้งของตนเองและผู้อื่น,
ความหวังว่าเรื่องราวเลวร้ายทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้น และกำลังเป็นอยู่นี้
จะค่อยๆ ลบเลือนหายไป พร้อมกับภวังค์แห่งนิทราในยามค่ำคืน
และความหวังที่จะได้ตื่นมาพบกับวันพรุ่งนี้ที่คงจะดีกว่าเมื่อวาน

เครื่องแต่งกายชุดสุดท้ายที่นรุตม์สวมใส่ ไม่ใช่ชุดของ รพ.
แต่เป็นชุดนิสิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งนรุตม์เฝ้าหวังมาตลอดทั้งชีวิต และก็ได้สมดังที่หวังแล้ว
 

...

 
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

...

ชะตาชีวิตอาจจะโหดร้ายกับนรุตม์จนเกินไป
เกินกว่าที่ร่างกายอันบอบบางร่างนี้จะขัดขืนต่อสู้
นรุตม์จากไปท่ามกลางความอาลัยของทุกคนที่รู้จัก
จากไปท่ามกลางความหวังและกำลังใจจากคนทุกคน
เหลือไว้แต่เพียงความหลังที่ยังคงยั่งยืนอยู่ภายในใจ
 

"...การเกิด การตาย การพบ การลาจาก ล้วนเป็นธรรมดาของชีวิต
แม้ผู้ที่สู