กลับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์
หลังจากเดินตากแอร์เรื่อยเปื่อย วนเวียนอยู่ในศูนย์ประชุมฯ จนเมื่อย
เป็นเวลากว่า ๓ ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับหนังสืออีก ๓ เล่ม
คงดูคล้ายกับเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อยู่เหมือนกัน
กับการทนเดินเบียดเสียดผู้คน งุนงงกับเส้นทางเดินนับชั่วโมง
บางครั้งต้องเดินแวะร้านโน้นร้านนี้ กว่าจะได้เจอกับเรื่องที่ถูกใจ
แต่กลับได้หนังสือมาเพียงไม่กี่เล่ม หารเวลาแล้วไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

เมื่อคิดกันง่ายๆ ก็เหมือนกับเสียเวลาไปไม่คุ้มค่าจริงๆ นั่นแหละ
เพราะหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม เดินเข้าร้านแถวนี้แป๊บเดียวก็ได้เหมือนกัน
จะบอกว่าที่นั่นมีหนังสือเยอะ แต่ความหลากหลายก็คงไม่ต่างกันนัก
ไม่เห็นจะต้องหอบสังขาร เสียเวลาฝ่าดงรถติดบนทางไกลขนาดนั้น ?

หลายคนคงคิดอย่างนี้, แต่ฉันกลับคิดว่ามันคุ้มค่ากว่ากันมากทีเดียว
เพราะทุกนาทีที่เสียไปกับการเดิน และทุกนาทีที่หยุดแวะตามบูธ
ฉันมีโอกาสได้เลือกชมเลือกอ่าน เปิดดูเล่มโน้นบ้าง เล่มนี้บ้าง
หนังสือแต่ละเล่มมีความน่าสนใจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชอบ
บางเล่มน่าสนใจทั้งเล่ม แต่บางเล่มก็น่าสนใจเพียงบางบทเท่านั้น
จึงไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม และไม่จำเป็นต้องซื้อทุกเล่ม
แต่ก็ยังได้ความรู้ ได้เลือกอ่านมากเท่าที่เราพอใจ

"...ถ้าหากเราคิดว่าใช้เวลาได้เหมาะสมแล้ว ทุกนาทีย่อมคุ้มค่า
คำว่า 'เสียเวลา' จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เข้าใจคุณค่าของเวลาเท่านั้น..."

...

หนังสือที่ซื้อจากงานฯ ในคราวนี้ มีแค่ ๓ เล่มเอง

...

ฉันซื้อหนังสือเล่มแรก, ด้วยเงินของตัวเอง, เมื่อเรียนชั้น ม.๓
เงินนั้นเป็นกำไรที่ได้จากการขายประทัด ในช่วงวันออกพรรษา
อาจจะน้อย, แต่เมื่อเปรียบกับราคาหนังสือในสมัยนั้นก็นับว่าเพียงพอ
หนังสือเล่มที่ว่า คือ "สามก๊ก ฉบับหัวกะทิ" เรียบเรียงโดย "ทำนุ นวยุค"
รวบรวมเนื้อหาสามก๊ก คั้นเอาสาระในตอนสำคัญมาร้อยเรียงต่อเนื่อง
เพราะความรู้ของฉันในตอนนั้น เป็นแค่เพียงเด็ก ม.ต้น ธรรมดา
ยังไม่แก่กล้าพอจะอ่านสามก๊กฉบับหอพระสมุดให้เข้าใจโดยตลอด
ได้แต่อาศัยหนังเล่มนี้เป็นพื้นฐาน ทำความเข้าใจกรอบเรื่องทั้งหมด
กว่าจะหาญกล้าอ่านฉบับหอพระสมุดได้ ก็ผ่านเวลามาอีกหลายปี

"สามก๊ก ฉบับหัวกะทิ" ที่ฉันซื้อเมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว ราคา ๘๐ บาท
แต่เดี๋ยวนี้ พิมพ์ซ้ำกันหลายครั้ง ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนขนาดใหม่
เท่าที่เห็นล่าสุด พิมพ์ครั้งที่ ๔ ตั้งราคาขายไว้ ๒๓๐ บาทแล้ว !!!

จำได้ว่า ตอนที่อ่านครั้งแรกนั้น ติดใจมากจนวางไม่ลง
ตลุยอ่านจนคุณแม่บ่น อ่านไปก็พะวักพะวง ตื่นเต้นกับเนื้อหา
ทั้งกลัวคุณแม่ว่า และกลัวว่าหนังสือที่อ่านอยู่นั้นจะจบเร็วจนเกินไป
อ่านไปบทหนึ่งก็เหลือบดูว่าใกล้จบหรือยัง ? ถ้ายังเหลืออีกเยอะก็สบายใจ
แต่พอใกล้จบก็สบายใจอีกเหมือนกัน เพราะเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น
ปมความขัดแย้งเมื่อเริ่มต้น ดำเนินมาจนคลี่คลายในตอนท้าย
เมื่ออ่านจบก็อ่านซ้ำ จนค้นพบตัวเองว่ารักการอ่านหนังสือเป็นที่สุด

...

"สามก๊ก ฉบับหัวกะทิ" : ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต 

...

ผ่านชั้น ม.ต้น สู่ ม.ปลาย พอจะมีรายได้ของตัวเองนิดหน่อย
จากการสอนพิเศษน้องๆ ม.ต้น เป็นครั้งคราว จนมีเงินเก็บอยู่บ้าง
จึงสามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองได้มากขึ้นกว่าเดิม
แม้จะติดนิสัยชอบยืนอ่านในร้านอยู่เป็นประจำ, ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ,
เพราะไม่เคยเรียนพิเศษ จึงมีเวลาว่างหลังเลิกเรียนเหลือมากพอ
แต่ก็นับได้ว่า ช่วง ม.ปลาย เป็นช่วงเวลาแห่งการแสวงหาอย่างแท้จริง
เพราะจำนวนหนังสือที่ยืนอ่านและซื้อมาอ่านนั้นเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ
และทั้งได้รับหนังสือจากคุณแม่และคุณลุง - ผู้ซึ่งเป็นนักอ่านตัวยง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง, น่าจะเป็นช่วง ม.๕, เคยนับหนังสือที่มีอยู่ในห้องนอน
เฉพาะที่ไม่ใช่หนังสือเรียนและการ์ตูน ก็นับได้เกินกว่าร้อยเล่มทีเดียว !!!

ขอยืนยันว่า ทุกเล่มที่มีนั้นเคยอ่านจนจบ แม้จะหลงลืมไปบ้างก็ตาม

การอ่านหนังสือ ทำให้ฉันรู้จักโลกใบนี้ ทั้งมุมกว้างและมุมลึก
ได้ท่องเที่ยวย้อนไปในอดีต ผ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์
รู้จักคิดตรึกตรอง สอบค้นข้อเท็จจริง ผ่านหนังสือแนวปรัชญา
พัฒนาความรู้ให้กว้างขวาง ทันสมัย ผ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์
ผ่อนคลายอารมณ์ ด้วยธรรมะ ศิลปะ วรรณคดีและกวีนิพนธ์

... 

อารยวัฒนธรรมในอดีต ให้ความสำคัญกับความรู้เหนือสิ่งอื่นใด
ศัพท์ "Philosophy - ปรัชญา" ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า "รักในความรู้"
เพราะถือว่าความรู้เป็นของพระผู้เป็นเจ้า เป็นของสูงควรเทิดทูน
มนุษย์ตัวจ้อย ย่อมไม่อาจเข้าครอบครองความรู้ทั้งมวลนั้น
แต่มนุษย์สามารถเข้าถึงความรู้ได้ ด้วยความรักอันเต็มเปี่ยม
ขอเพียงรักในความรู้ หมั่นแสวงหาความรู้ ความรู้ย่อมมาอยู่ใกล้ตัว
เมื่อจะเลือกหยิบใช้ในคราใด ก็สามารถทำได้โดยสะดวก
 

อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ เคยกล่าวเอาไว้
ว่า "เมื่อรู้รัก จงรู้จักรักเรียนรู้" - นั่นคือความจริงของชีวิต !!!
 

ฉันคงไม่กล้ากล่าวอ้างตัวว่าเป็นผู้รอบรู้ในทุกสิ่ง, เพราะฉันไม่ใช่
และแม้จะเรียนรู้ไปอีกชั่วชีวิต ก็คงไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้เลย
ยังมีความรู้อีกมาก ทั้งที่อยู่ในหนังสือ และที่ยังไม่ได้บันทึกไว้
และอีกหลายเรื่องราวที่ซ่อนเร้น, ห่างไกลเกินจะเอื้อมคว้า,
ซึ่งคนธรรมดาอย่างฉัน ด้วยกรอบชีวิตที่จำกัดเอาไว้เพียงเท่านี้
ย่อมไม่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจนถ่องแท้แตกฉาน
สิ่งที่ฉันทำได้ คงเพียงแค่การตอบสนองความใคร่รู้ของตน
เพื่อสร้างความสุขเล็กน้อยให้กับตัวเอง เพียงเท่านั้น
 

...

 

เปิดตัวหนังสือ "ฝันให้ทันโลกร้อน" ที่สวนสันติชัยปราการ 

...

"...การอ่านหนังสือ คือ การสร้างความสุข
สุขอันเกิดจากความรู้ เกิดจากความรัก และเกิดจากการได้รู้จักตนเอง
ทุกครั้งที่อ่านหนังสือ บรรยากาศรอบกายจะตกอยู่ในภวังค์อันสงบ
พร้อมกันนั้น, ความรู้สึกภายในจะเด่นชัดขึ้นมา จนอาจสัมผัสได้
ซึ่งนับเป็นโอกาสอันล้ำค่า ที่เราจะได้เรียนรู้และเข้าใจตัวของเราเอง..."

...

 

เพลงที่มักเปิดในศูนย์หนังสือจุฬาฯ เมื่อสัก ๗ - ๘ ปีที่แล้ว
ผลงาน Piano in the Garden ของคุณจำรัส เศวตาภรณ์

ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

อ่านหนังสือกันครับ
สมัยเด็กผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือ ครอบครัวของเราไม่มีเงินมากมายที่จะใช้จ่ายในสิ่งที่เกินกว่าคำว่าปัจจัย 4 หนังสือที่ผมอ่านจึงได้แก่ หนังสือเก่าๆ ในชั้นหนังสือของพ่อ และหนังสือจากห้องสมุด
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นหนังสือจากที่ไหน กลิ่นหนังสือมันก็ชื่นใจเหมือนกันนะ ว่าไหมครับ (ยกเว้นว่าถ้าฝุ่นเยอะไป ฮา)

#17 By นะโม on 2008-11-18 16:28

^
^

พี่ยอดมาเองเลยหรอเนี่ย ^^


"ซึ่งเป็นนักอ่านตัวยง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง, น่าจะเป็นช่วง ม.๕, เคยนับหนังสือที่มีอยู่ในห้องนอน
เฉพาะที่ไม่ใช่หนังสือเรียนและการ์ตูน ก็นับได้เกินกว่าร้อยเล่มทีเดียว !!!

ขอยืนยันว่า ทุกเล่มที่มีนั้นเคยอ่านจนจบ แม้จะหลงลืมไปบ้างก็ตาม"

อ่านเจอข้อความนี้ นี่ร้องอ๊ากเลยครับ เพราะตัวผมเองนี่ หนังสือที่อ่านจนจบเล่มนี้เรียกได้ว่า นับได้เลย อิอิ เป็นคนที่ชอบอ่านไม่จบเล่ม จนพักหลังต้องเริ่มปรับตัวๆ ถ้าเล่มนี้ยังไม่จบ เล่มต่อไปก็จะไม่มีมาให้อ่าน ^^




#16 By i3oi3 (58.8.71.39) on 2008-11-02 02:44

เพลง Piano in the garden ฟังทีไรก็รู้สึกดีทุกครั้งไป

เป็นคนชอบอ่านหนังสือครับ แต่คงไม่ได้อ่านมากเหมือนกับที่น้องอาร์ทอ่าน

จำหนังสือเล่มแรกที่ซื้อไม่ได้ ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน สมัยเป็นเด็ก คนเขาว่าแปลก .......เพราะไม่ค่อยชอบอ่านการ์ตูน เหมือนกับที่เด็กๆ ควรจะอ่าน

เริ่มซื้อหนังสือมาอ่านเอง ก็ตอนเรียนชั้น ม.1 รู้สึกจะเป็นพวกหนังสืออ่านนอกเวลาภาษาไทย สมัยนั้นผมอ่านเรื่องเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก อ่านแล้วรู้สึกดีมากครับ เห็นภูมิปัญญาของคนสมัยปู่ย่าตายาย ทุกวันนี้ยังเก็บไว้อยู่เลยครับ

แต่หนังสือที่เห็นว่าเป็นเล่มโปรดของผม คงจะเป็นนวนิยายเรื่องสี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นหนังสือที่วางไว้บนหัวนอนเลยครับ ชื่นชอบตัวละครในสี่แผ่นดิน เพราะเหมือนนิยายนั้นมีฉากหลังเป็นเรื่องจริง ส่วนตัวละครเป็นเรื่องสมมุติ ซึ่งกลวิธีการเขียนแบบนี้จะตรงข้ามกันกับการเขียนนวนิยายทั่วไป ชอบที่สุดก็คงเป็น "แม่พลอย"ครับ สำหรับผู้หญิงที่มีคุณธรรม เจริญด้วยพรหมวิหารสี่ ถ้าสังคมมีคนคิดได้อย่างแม่พลอยสักนิดหนึ่ง สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้นอีกมากครับ ที่ชอบรองลงมา คือ อ๊อด แม่ช้อย และคุณเชย ครับ

ว้า.....มาปล่อยแก่เป็นคนโบราณอีกแล้ว



confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile

#15 By เอกรินทร์ (202.28.181.200) on 2008-10-27 14:26

พี่คะ
ถ้าอยากได้หนังสือ
"ฝันให้ทันโลกร้อน"
จะไปหาได้ที่ไหน
รอให้พี่ๆเค้าส่งมาให้ตั้งนานละ
ไม่ได้สักที

เพลงที่เปิดในศูนย์หนังสือจุฬาฯ ฟังทีไรก็รูสึกดีเนอะ
แต่ฟังที่ไหนก็ให้อารมณ์ไม่เหมือนในศูนย์หนังสือ
ถึงมันจะเป็นเพลงเดียวกัน
ไม่รู้ทำไม??

#14 By ปีก on 2008-10-25 08:04

รักหนังสือ หนังสือจะให้ "รัก" กับ เราbig smile

#13 By ทิว แอด ไฟน์ on 2008-10-24 19:26

ดีเนอะที่พี่มีโอกาสได้ไป...

ไอ้กระผมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ทั้งงานราษฎร์ แลงานหลวง
เวียนมาบรรจบกันในเดือนนี้โดยมิได้นัดหมาย

โดนสั่งห้ามออกนอกบ้าน
เหมือนเด็กทำผิด...ถูกกักบริเวณ

ใช้ชีวิตปิดเทอมวนเวียน อยู่ที่
โรงเรียน
บ้าน
สยาม
sad smile

งานๆๆๆๆ
โหมกันเข้าไป.......

#12 By Doru-Kun™ on 2008-10-23 22:01

ขอมาร่วม รักการอ่านด้วยคนครับ ..

big smile

#11 By หมอ-อู = หมู! on 2008-10-23 19:27

โอ๊ะ ๆๆ ลืม ๆๆ

Hot! Hot! Hot!

3 ดาวเลย

confused smile

#10 By Highwind on 2008-10-23 08:57

งานหนังสือปีนี้เราไม่ได้ไปน่ะอาร์ท ด้วยความที่ไม่สะดวก, ขี้เกียจ, แล้วก็รู้สึกเบื่อที่จะไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน

อีกอย่าง, เดี๋ยวนี้จัดกันปีละ 2 ครั้ง พลาดครั้งนี้ อีกไม่ถึงครึ่งปีก็มีโอกาส ความรู้สึกตื่นเต้นทำนองที่ต้องไปให้ได้จึงหมดไป

พูดถึงการอ่าน...เราเริ่มจากการอ่านหนังสือการ์ตูนนะ ย้อนกลับไปตอนนั้นสมัยมัธยม 1-2 มีเพื่อนเราคนหนึ่งมันชอบซื้อการ์ตูนมาอ่านในห้องเรียนเป็นประจำ question มีทั้งการ์ตูนรวมเล่ม และการ์ตูนรายสัปดาห์ เห็นมันอ่านไป แอบหัวเราะไปบ้าง บ่นพึมพำกับตัวเองบ้าง จนเราต้องขอหยิบยืมมาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุกติดใจจนวางไม่ลง หลายเรื่องที่มาอ่านเอาเล่มหลัง ๆ ไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของเรื่องก็ต้องรบเร้าให้มันเอาเล่มแรกมาให้อ่าน

สุดท้ายรู้สึกว่าการยืมคนอื่นอ่านมันไม่ค่อยสนุดเลย เพราะต้องแอบอ่านในเวลาเรียน โดนอาจารย์ยึดไปก็หลายเล่ม จะเอากลับไปที่บ้านก็เกรงใจ จึงค่อย ๆ เลือกซื้อการ์ตูนเป็นของตัวเองบ้าง

แล้วจากนั้นก็มารู้จักงานหนังสือ...คิด ๆ ไปแล้วงานหนังสือในตอนนั้นสำหรับเราเป็นงานรวบรวมหนังสือการ์ตูนแฮะ เพราะเราจะเดินไปไม่กี่บูท แล้วเลือกซื้อการ์ตูนไม่กี่เรื่องเท่านั้น ส่วนมากก็จะเป็นการ์ตูนเก่า ๆ ที่หายากตามร้านหนังสือทั่ว ๆ ไป ซื้อทีก็เป็นชุด ๆ กลับบ้านมานั่งอ่านนอนอ่านได้เป็นวัน ๆ ไม่สุงสิงกับใคร

มีมาช่วงหลัง ๆ นี่เองที่เราเพิ่งซื้อหนังสือจริง ๆ มาอ่าน

ในฐานะที่อ่านหนังสือมาพอสมควร-ทั้งการ์ตูน ทั้งหนังสืออ่านเล่น ทั้งหนังสือเรียน-อยากบอกหนังสือที่เรามีอยู่ว่าพวกแกเป็นทั้งเพื่อนยามเหงาที่ทำให้เราไม่กลัวการอยู่คนเดียว, เป็นทั้งอาจารย์พิเศษชื่อดังที่สอนให้รู้จักโลกและตัวเองมากขึ้น,

ที่สำคัญ, สำหรับหนังสือเรียนโดยเฉพาะ, ทำให้เราหลับสนิทตลอดคืน

#9 By Highwind on 2008-10-23 08:56

เขียนได้สุดยอดอีกแล้วนะเนี่ย

เมื่อวันก่อนไปค่ายเส้นทางเจอหมออาร์ทตัวจริงซะด้วย55
แต่ไม่กล้าไปทัก อิ อิ
Piano in the Garden ,,
เพลงนี้เคยได้ยินบ่อยทีเดียวค่ะ
แต่ไม่เคยรู้จักชื่อเพลงเลย
ว่ากันว่าเป็นบทเพลงบำบัดจิตใจ
ซึ่งทำให้เราผ่อนคลายมากๆ ยามได้ฟัง ^^

พูดถึงหนังสือ...
ฉันก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือนะคะ
เว้นแต่ว่านิสัยเสียของฉันคือการที่
ไม่สามารถอ่านได้ครบทุกแนว
แต่ก็จะพยายามค่ะ ^^
ตอนนี้ วรรณกรรมในบ้านก็เยอะจนไม่มีที่จะเก็บแล้ว
ซักวันคงจะได้จัดตั้งห้องสมุดในบ้านสักห้อง ^^
แล้วก็จะเป็นห้องสมุดที่มีแต่วรรณกรรมแฟนตาซี ..

เชื่อว่าสักวัน.. หากฉันโตขึ้น
และเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้
ฉันจะสามารถอ่านหนังสือได้หลากหลายกว่านี้

^^

big smile

#7 By LMLP on 2008-10-21 23:57

เพลงเพราะมากค่ะ big smile

การอ่านก็เป็นอะไรที่ให้ความสุขกับเราได้ไม่น้อย แต่
14ปี ในชีวิตของเราไม่เคยซื้อหนังสือเล่มไหนด้วยเงินของตัวเองเลยซักเล่ม มีแต่อ่านหนังสือเล่มเก่าๆของคนนู้นที คนนี้ที ฮา (ไม่มีเหตุผล แต่คงเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับร้านหนังสือด้วย)

ชีวิตเราใช้เวลากับการอ่านหนังสือน้อยมาก มีหนังสือน้อยเล่มนักที่เรารู้จักชื่อ แต่เราเชื่อในความมหรรศจรรย์ของหนังสือนะคะconfused smile

ป.ล.สารภาพ...ว่า หนังสือเล่มในจำนวนไม่กี่เล่ม ที่เรายืมเพื่อนอ่านชื่อเรื่อง "ฝนตกเป็นรอยยิ้ม" ฮา

#6 By ire_u on 2008-10-21 19:23

การอ่านเป็นเสมือนประตูที่เปิดให้เราไปสู่โลกที่กว้างกว่าที่เราจะสามารถพบเห็นได้ด้วยประสบการณ์ของตนเองเพียงลำพัง

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ..

คนเก่ง .. เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง

แต่คนฉลาด .. เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น

หนังสือ .. ก็คือช่องทางในการเรียนรู้ประสบการณ์มุมมองของผู้ที่เคยผ่านทางนั้นมาก่อนเรา

เพราะอ่านเยอะ .. จึงสามารถเรียบเรียงถ่ายทอดได้ดีเช่นนี้

พี่เอง ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่ประถมหนึ่ง

ปัจจุบันผ่านมาสามสิบห้าปีจากวันนั้น ยังคงอ่านอย่างสม่ำเสมอ

และคงอ่านต่อไปอีกนาน จนกว่าจะอ่านไม่ได้น่ะครับ

big smile

#5 By แรงใจไฟฝัน on 2008-10-21 18:20

ฉันเองก็รักหนังสือ
รักที่จะอ่าน
และรักที่จะเก็บรักษาให้ดีที่สุด

เมื่อฉันเริ่มเปิดหน้าหนังสือ ฉันจะไม่รับรู้อะไรรอบตัวอีกเลย...
ไม่รู้ว่านี่เป็นข้อดีหรือข้อเสีย U_U

ตอนนี้ห้องนอนของฉันก็กลายเป็นห้องสมุดเล็กๆแล้วละค่ะ

หนังสือเล่มแรกที่ฉันซื้อเอง
คือ นมัสเต เนปาล
ถึงวันนี้ ยังเป็นเล่มแรกที่วางอยู่บนสุดในกล่องอยู่เลย

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆนะคะ
ฉันอาจจะเข้า ใจทำตามที่ว่านั้นได้ไม่หมด
แต่สักวันนึง ฉันจะทำให้ได้ค่ะ
^^
ปีนี้ไอซ์ไม่ได้ไปเดินเลย

กลับมาพักผ่อนที่บ้านซะก่อน

เมื่อก่อนไอซ์ชอบอ่าน ขายหัวเราะ กับมหาสนุก

555

นึกถึงตอนตัวเองเด็กๆ การ์ตูนเล่มละ 12 บาท

อ่านไปอ่านมาก้กลัวว่ามันจะจบเล่มซะก่อน

แต่ตอนนั้นพ่อแม่ใจดี ซื้อ หนูหิ่น สาวดอกไม้ให้อีก เพื่อว่าลูกจะได้อ่านเยอะๆ 555

โตมาจนตอนนี้ไอซ์ก้ยังโปรดปรานอยู่กับนิยาย วรรณกรรม เคยลองอ่านปรัชญาอย่างของคุณวิณ (สะกดไงหว่า)แล้วมันไม่ไหว งงๆ กึ่มๆ ๕๕๕

ดีจังเลยมีหนังสือเยอะๆๆ เมื่อก่อนฝันอยากมีห้องสมุด ตอนนี้ มันมีแต่หนังสือเอ็นทร้านกะคู่มือการสอนพ่อเต็มไปหมด - -*

#3 By khun ice :) on 2008-10-20 21:46

เห็นด้วยทุกประการครับ
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับหนังสือด้วยนะครับ ว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรเราบ้างหรือเปล่า...

งานหนังสือปีนี้ผมซื้อน้อยกว่าปีก่อนมากเลยล่ะครับ รู้ไหมครับ หนังสือปีที่แล้วผมยังอ่านไม่หมดเลย!

กำลังแก้นิสัยนี้อยู่open-mounthed smile แหะๆ แก้มันด้วยอ่านหนังสือเก่าๆเนี่ยแหละ... cry

#2 By Crozzax on 2008-10-20 21:45

big smile เล่มกลางตุ้มเป๊ะก็มี แต่ไม่ได้ซื้อจากงานหรอก ซื้อนานแล้วที่ซีเอ็ด

สำหรับตุ้มเป๊ะการไปเดินแบบนั้นถึงเป็นการผ่อนคลายอย่างนึง จากเดิมที่ไม่เคยไปเลย ไปทีก็ไปกะเพื่อน เพราะจำทางไปไม่ได้ sad smile เลยทำให้ไม่อยากไป มาในปี สองปีนี้เปลี่ยนตัวเอง ทำอะไรเอง ไปไหนมาไหนเอง สนุกดีซะอีก confused smile แต่ก็ยังชอบไปกะเพื่อนนะ มันดีกันคนละแบบ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-20 16:16

Recommend