๘๓. นึกถึงหนังสือเล่มแรก
posted on 20 Oct 2008 15:44 by raynartz in As-the-Days-gone-by
กลับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์
หลังจากเดินตากแอร์เรื่อยเปื่อย วนเวียนอยู่ในศูนย์ประชุมฯ จนเมื่อย
เป็นเวลากว่า ๓ ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับหนังสืออีก ๓ เล่ม
คงดูคล้ายกับเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อยู่เหมือนกัน
กับการทนเดินเบียดเสียดผู้คน งุนงงกับเส้นทางเดินนับชั่วโมง
บางครั้งต้องเดินแวะร้านโน้นร้านนี้ กว่าจะได้เจอกับเรื่องที่ถูกใจ
แต่กลับได้หนังสือมาเพียงไม่กี่เล่ม หารเวลาแล้วไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เมื่อคิดกันง่ายๆ ก็เหมือนกับเสียเวลาไปไม่คุ้มค่าจริงๆ นั่นแหละ
เพราะหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม เดินเข้าร้านแถวนี้แป๊บเดียวก็ได้เหมือนกัน
จะบอกว่าที่นั่นมีหนังสือเยอะ แต่ความหลากหลายก็คงไม่ต่างกันนัก
ไม่เห็นจะต้องหอบสังขาร เสียเวลาฝ่าดงรถติดบนทางไกลขนาดนั้น ?
หลายคนคงคิดอย่างนี้, แต่ฉันกลับคิดว่ามันคุ้มค่ากว่ากันมากทีเดียว
เพราะทุกนาทีที่เสียไปกับการเดิน และทุกนาทีที่หยุดแวะตามบูธ
ฉันมีโอกาสได้เลือกชมเลือกอ่าน เปิดดูเล่มโน้นบ้าง เล่มนี้บ้าง
หนังสือแต่ละเล่มมีความน่าสนใจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชอบ
บางเล่มน่าสนใจทั้งเล่ม แต่บางเล่มก็น่าสนใจเพียงบางบทเท่านั้น
จึงไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม และไม่จำเป็นต้องซื้อทุกเล่ม
แต่ก็ยังได้ความรู้ ได้เลือกอ่านมากเท่าที่เราพอใจ
"...ถ้าหากเราคิดว่าใช้เวลาได้เหมาะสมแล้ว ทุกนาทีย่อมคุ้มค่า
คำว่า 'เสียเวลา' จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เข้าใจคุณค่าของเวลาเท่านั้น..."
...
หนังสือที่ซื้อจากงานฯ ในคราวนี้ มีแค่ ๓ เล่มเอง
...
ฉันซื้อหนังสือเล่มแรก, ด้วยเงินของตัวเอง, เมื่อเรียนชั้น ม.๓
เงินนั้นเป็นกำไรที่ได้จากการขายประทัด ในช่วงวันออกพรรษา
อาจจะน้อย, แต่เมื่อเปรียบกับราคาหนังสือในสมัยนั้นก็นับว่าเพียงพอ
หนังสือเล่มที่ว่า คือ "สามก๊ก ฉบับหัวกะทิ" เรียบเรียงโดย "ทำนุ นวยุค"
รวบรวมเนื้อหาสามก๊ก คั้นเอาสาระในตอนสำคัญมาร้อยเรียงต่อเนื่อง
เพราะความรู้ของฉันในตอนนั้น เป็นแค่เพียงเด็ก ม.ต้น ธรรมดา
ยังไม่แก่กล้าพอจะอ่านสามก๊กฉบับหอพระสมุดให้เข้าใจโดยตลอด
ได้แต่อาศัยหนังเล่มนี้เป็นพื้นฐาน ทำความเข้าใจกรอบเรื่องทั้งหมด
กว่าจะหาญกล้าอ่านฉบับหอพระสมุดได้ ก็ผ่านเวลามาอีกหลายปี
"สามก๊ก ฉบับหัวกะทิ" ที่ฉันซื้อเมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว ราคา ๘๐ บาท
แต่เดี๋ยวนี้ พิมพ์ซ้ำกันหลายครั้ง ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนขนาดใหม่
เท่าที่เห็นล่าสุด พิมพ์ครั้งที่ ๔ ตั้งราคาขายไว้ ๒๓๐ บาทแล้ว !!!
จำได้ว่า ตอนที่อ่านครั้งแรกนั้น ติดใจมากจนวางไม่ลง
ตลุยอ่านจนคุณแม่บ่น อ่านไปก็พะวักพะวง ตื่นเต้นกับเนื้อหา
ทั้งกลัวคุณแม่ว่า และกลัวว่าหนังสือที่อ่านอยู่นั้นจะจบเร็วจนเกินไป
อ่านไปบทหนึ่งก็เหลือบดูว่าใกล้จบหรือยัง ? ถ้ายังเหลืออีกเยอะก็สบายใจ
แต่พอใกล้จบก็สบายใจอีกเหมือนกัน เพราะเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น
ปมความขัดแย้งเมื่อเริ่มต้น ดำเนินมาจนคลี่คลายในตอนท้าย
เมื่ออ่านจบก็อ่านซ้ำ จนค้นพบตัวเองว่ารักการอ่านหนังสือเป็นที่สุด
...
"สามก๊ก ฉบับหัวกะทิ" : ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
...
ผ่านชั้น ม.ต้น สู่ ม.ปลาย พอจะมีรายได้ของตัวเองนิดหน่อย
จากการสอนพิเศษน้องๆ ม.ต้น เป็นครั้งคราว จนมีเงินเก็บอยู่บ้าง
จึงสามารถตอบสนองความต้องการของตัวเองได้มากขึ้นกว่าเดิม
แม้จะติดนิสัยชอบยืนอ่านในร้านอยู่เป็นประจำ, ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ,
เพราะไม่เคยเรียนพิเศษ จึงมีเวลาว่างหลังเลิกเรียนเหลือมากพอ
แต่ก็นับได้ว่า ช่วง ม.ปลาย เป็นช่วงเวลาแห่งการแสวงหาอย่างแท้จริง
เพราะจำนวนหนังสือที่ยืนอ่านและซื้อมาอ่านนั้นเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ
และทั้งได้รับหนังสือจากคุณแม่และคุณลุง - ผู้ซึ่งเป็นนักอ่านตัวยง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง, น่าจะเป็นช่วง ม.๕, เคยนับหนังสือที่มีอยู่ในห้องนอน
เฉพาะที่ไม่ใช่หนังสือเรียนและการ์ตูน ก็นับได้เกินกว่าร้อยเล่มทีเดียว !!!
ขอยืนยันว่า ทุกเล่มที่มีนั้นเคยอ่านจนจบ แม้จะหลงลืมไปบ้างก็ตาม
การอ่านหนังสือ ทำให้ฉันรู้จักโลกใบนี้ ทั้งมุมกว้างและมุมลึก
ได้ท่องเที่ยวย้อนไปในอดีต ผ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์
รู้จักคิดตรึกตรอง สอบค้นข้อเท็จจริง ผ่านหนังสือแนวปรัชญา
พัฒนาความรู้ให้กว้างขวาง ทันสมัย ผ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์
ผ่อนคลายอารมณ์ ด้วยธรรมะ ศิลปะ วรรณคดีและกวีนิพนธ์
...
อารยวัฒนธรรมในอดีต ให้ความสำคัญกับความรู้เหนือสิ่งอื่นใด
ศัพท์ "Philosophy - ปรัชญา" ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า "รักในความรู้"
เพราะถือว่าความรู้เป็นของพระผู้เป็นเจ้า เป็นของสูงควรเทิดทูน
มนุษย์ตัวจ้อย ย่อมไม่อาจเข้าครอบครองความรู้ทั้งมวลนั้น
แต่มนุษย์สามารถเข้าถึงความรู้ได้ ด้วยความรักอันเต็มเปี่ยม
ขอเพียงรักในความรู้ หมั่นแสวงหาความรู้ ความรู้ย่อมมาอยู่ใกล้ตัว
เมื่อจะเลือกหยิบใช้ในคราใด ก็สามารถทำได้โดยสะดวก
อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ เคยกล่าวเอาไว้
ว่า "เมื่อรู้รัก จงรู้จักรักเรียนรู้" - นั่นคือความจริงของชีวิต !!!
ฉันคงไม่กล้ากล่าวอ้างตัวว่าเป็นผู้รอบรู้ในทุกสิ่ง, เพราะฉันไม่ใช่
และแม้จะเรียนรู้ไปอีกชั่วชีวิต ก็คงไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้เลย
ยังมีความรู้อีกมาก ทั้งที่อยู่ในหนังสือ และที่ยังไม่ได้บันทึกไว้
และอีกหลายเรื่องราวที่ซ่อนเร้น, ห่างไกลเกินจะเอื้อมคว้า,
ซึ่งคนธรรมดาอย่างฉัน ด้วยกรอบชีวิตที่จำกัดเอาไว้เพียงเท่านี้
ย่อมไม่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจนถ่องแท้แตกฉาน
สิ่งที่ฉันทำได้ คงเพียงแค่การตอบสนองความใคร่รู้ของตน
เพื่อสร้างความสุขเล็กน้อยให้กับตัวเอง เพียงเท่านั้น
...
เปิดตัวหนังสือ "ฝันให้ทันโลกร้อน" ที่สวนสันติชัยปราการ
...
"...การอ่านหนังสือ คือ การสร้างความสุข
สุขอันเกิดจากความรู้ เกิดจากความรัก และเกิดจากการได้รู้จักตนเอง
ทุกครั้งที่อ่านหนังสือ บรรยากาศรอบกายจะตกอยู่ในภวังค์อันสงบ
พร้อมกันนั้น, ความรู้สึกภายในจะเด่นชัดขึ้นมา จนอาจสัมผัสได้
ซึ่งนับเป็นโอกาสอันล้ำค่า ที่เราจะได้เรียนรู้และเข้าใจตัวของเราเอง..."
...
เพลงที่มักเปิดในศูนย์หนังสือจุฬาฯ เมื่อสัก ๗ - ๘ ปีที่แล้ว
ผลงาน Piano in the Garden ของคุณจำรัส เศวตาภรณ์
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ
แหะๆ แก้มันด้วยอ่านหนังสือเก่าๆเนี่ยแหละ...
มีทั้งการ์ตูนรวมเล่ม และการ์ตูนรายสัปดาห์ เห็นมันอ่านไป แอบหัวเราะไปบ้าง บ่นพึมพำกับตัวเองบ้าง จนเราต้องขอหยิบยืมมาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุกติดใจจนวางไม่ลง หลายเรื่องที่มาอ่านเอาเล่มหลัง ๆ ไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของเรื่องก็ต้องรบเร้าให้มันเอาเล่มแรกมาให้อ่าน


สำหรับตุ้มเป๊ะการไปเดินแบบนั้นถึงเป็นการผ่อนคลายอย่างนึง จากเดิมที่ไม่เคยไปเลย ไปทีก็ไปกะเพื่อน เพราะจำทางไปไม่ได้
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-20 16:16