หลังจบงานที่สยามพารากอน ถือโอกาสกลับไปพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัด
นึกสนุก เลยตัดสินใจเปลี่ยนแว่นใหม่ หลังจากที่ใช้กรอบเดิมมานานหลายปี
พอถึงวันเปิดเรียน เจอเพื่อนหลายคนทักว่า "อาร์ทดู เปลี่ยน ไปนะ"
ก็พอโอเค, แต่บางคนบอกว่า "อาร์ทดู แปลก ไปนะ" ฟังแล้วทะแม่งชอบกล

อันที่จริงแล้ว จะว่าเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนไปจริงแหละ
เพราะเมื่อก่อน ฉันจะเลือกกรอบแว่นที่ไม่ค่อยหนามาก ขาแว่นเล็กหน่อย
ประมาณว่า เมื่อสวมแว่นแล้วดูภูมิฐานสักหน่อย ไม่ถึงกับเด็กหรือแก่เกินไป
แต่ครั้งนี้ต่างกัน, ฉันเลือกกรอบที่หนาขึ้นมาอีกนิด ขาแว่นใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย
นี่ถ้าหน้าตาอาตี๋ หลายคนคงกล่าวหาว่าฉันเลียนแบบพระเอกเกาหลีไปแล้ว
แต่พอดีหน้าตาไม่ค่อยให้ โดยรวมจึงออกมาเพียงแค่ "แปลก" ไปจากเดิม

...

แว่นใหม่ : ยี่ห้อ Playboy กรอบสีน้ำตาลเข้ม ขาแว่นสีนำตาลแดง

...

ฉันเริ่มใส่แว่นตั้งแต่ครั้งยังเรียนชั้น ป. ๕, เกินกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว,
หลังจากใส่แว่นครั้งแรก แว่นจึงเริ่มเพิ่มความสำคัญ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้า กระทั่งหลับไปในตอนกลางคืน ไม่สามารถขาดแว่นได้
บอกกล่าวกันอย่างนี้, ใครที่ใส่แว่นอยู่เป็นประจำ คงจะเข้าใจความรู้สึกได้อย่างดี
ว่า หากวันใดแว่นหัก หรือว่าหายไปอย่างไร้ร่องรอย วันนั้นจะเป็นวันที่แย่สุดๆ
โลกที่เคยชัดเจนแจ่มใส ดอกไม้ที่เคยชูช่อสลับสีเอนไหวอยู่ไปมากลางทุ่ง
ใบหน้าของเพื่อนสนิท หรือใบหน้าของใครสักคนที่เราเฝ้าฝัน แอบชื่นชม
แม้แต่เมล็ดข้าวบนจาน อาหารที่น่ารับประทานทั้งหลาย จะหายวับไปกับตา
เหลือเพียงแต่ภาพมายาเลือนลาง จนไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นคืออะไร

ผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มากหลายต่อหลายครั้ง,
จนเริ่มเข้าใจกับตัวเองว่า สิ่งต่างๆ ที่มองเห็น และอุปโลกน์ว่าเป็นโลกใบนี้ 
แท้จริงแล้ว, เป็นเพียงภาพอะไรสักอย่างที่ฉันไม่เคยล่วงรู้ตัวตนจริง
โลกใบนี้ ดอกไม้ เมล็ดข้าว ใบหน้าของเพื่อน หรือแม้แต่ใครคนนั้น
ที่เรามองเห็นและรู้สึกดีๆ กับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็เพียงด้วยแสงที่ผ่านสายตา
แล้วตีคุณค่าผ่านความคิดความรู้สึก ส่งออกมาให้เราได้รับรู้ซ้ำอีกครั้ง
เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไป คุณสมบัติต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงตาม
หรือหากว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นยังคงเดิม แต่สายตาของเราหม่นมัว
สิ่งที่คงเดิมนั้นก็ย่อมแตกต่างไปเมื่อกระทบกับสายตาของเรา
และแน่นอน, ความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งนั้น ก็คงแตกต่างไปจากเดิมเช่นกัน

"...อย่างนี้แล้ว, สิ่งต่างๆ ที่พบเห็นมาทั้งหลายนี้จะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้
นอกจากจะเป็นภาพจากความคิดและความรู้สึกของเราเพียงเท่านั้น..."

...

...

ช่วงเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่าน, ฉันเปลี่ยนแว่นมาหลายครั้ง,
และทุกครั้งที่เปลี่ยน ก็จะมีคนทักด้วยเหตุผลต่างๆ นาน
ซ้ำกันบ้าง ต่างกันบ้าง, สุดแต่อารมณ์และถ้อยคำจะนำไป
เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิม
ในช่วงแรก ใจของใครหลายคนจึงรู้สึกปฏิเสธอยู่ลึกๆ
เพราะความที่มัน "ไม่คุ้นตา" และ "ไม่คุ้นใจ" นั่นเอง
ต่อเมื่อผ่านช่วงเวลาไปสักระยะ พอให้ใจได้ทำความคุ้นเคย
สิ่งต่างๆ ที่เคยเห็นว่าแปลก จึงจะกลับเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

ว่าถึงความเปลี่ยนแปลง แล้วชวนให้คิดต่อเนื่องไปไกล
มีเรื่องราวซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังอีกมาก ปลุกเร้าใจให้ติดตาม
ความเปลี่ยนแปลงนี้ ถ้าเกิดขึ้นแต่เฉพาะกับสิ่งที่มองเห็นภายนอก
เหมือนอย่างคนเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เปลี่ยนแหวนเพชรเครื่องประดับ
ก็เห็นว่าเป็นเรื่องง่ายดาย เพราะเพียงแค่เสาะหาของใหม่มาแทนของเก่า
ถอดของเก่าเก็บใส่กล่องหรือโยนทิ้งไป แล้วหยิบของใหม่ขึ้นมาใช้
ทุกอย่างก็จบสิ้น ง่ายดายยิ่งกว่าปลอกกล้วยให้ลิงกินเสียอีก
สามารถมองเห็นกันชัดๆ ให้เพื่อนทักได้ว่า "เปลี่ยน" หรือ "แปลก" ไป
แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นมาก - และอาจเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบางคน,
คือการเปลี่ยนแปลงตนเอง อันมีจุดเริ่มต้นจากความรู้สึกภายใน
เพื่อเปลี่ยนแปลงใจให้กลายเป็นคนใหม่ ในหนทางที่ถูกต้องเหมาะสม
ลำพังเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอกนั้นทำได้ง่าย ไม่ต้องพยายามอะไรมาก
แต่การเปลี่ยนแปลงจากภายในนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่ามาก ต้องมีแรงใจเข้มแข็ง
ไม่อย่างนั้น, การเปลี่ยนแปลงแม้เพียงสักเล็กน้อย ก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย

กฏของนิวตันข้อที่ ๒ กล่าวว่า
วัตถุจะดำรงสภาพปกติของมันอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะมีแรงภายนอกมากระทำ
นั่นคือ หากวัตถุอยู่นิ่ง มันจะอยู่นิ่งอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนมาผลัก
หรือหากวัตถุกำลังเคลื่อนที่ มันจะเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่ต่อไปอย่างนั้น
จนกว่าจะมีแรงภายนอกมาเร่งหรือฉุดรั้งให้ความเร็วเปลี่ยนแปลง
ในทำนองเดียวกัน ใจของคนเราก็ไม่ต่างกับวัตถุอย่างที่นิวตันกล่าวถึง
ใจมีค่าปกติของมันอยู่แล้วเสมอ อาจหยุดนิ่งหรือเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่
แต่ไม่ได้บอกว่าจะหยุดนิ่งอยู่ ณ ที่ใด หรือจะเคลื่อนไปยังทิศทางใด
ถ้าใจหยุดอยู่ในที่ที่ดี เคลื่อนไปในทิศทางที่เหมาะที่ควร นั่นก็ถือว่าโชคดี
แต่หากตรงกันข้าม คงเป็นหน้าที่ของเราที่จะเสริมแรงจากภายนอกเข้าจัดการ
เพื่อฉุดรั้งบังคับให้ใจที่หลงทาง ได้กลับมาสู่หนทางอันถูกต้องอีกครั้ง

เห็นไหมว่า เพียงแค่การเปลี่ยนแว่น เพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงธรรมดา
ก็ยังมีเรื่องราวแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ให้ใคร่ครวญได้ไม่สิ้นสุดเลย
 

...

...

บนโลกใบนี้ ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้ว่าใจของตัวเองตั้งอยู่ที่ใด
หรือบางคนที่บอกว่าใจตนไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าจะกลิ้งไปยังจุดใด
ตำแหน่งไม่รู้ เป้าหมายไม่แน่นอน ใช้ชีวิตอยู่ไปเพียงแค่ให้หมดไปวันๆ
บางคนยังดีที่ทำตนเป็นประโยชน์แก่สังคมบ้าง แต่บางคนก็ไม่
บางคนรู้ตำแหน่ง รู้เป้าหมาย แต่กลับกลายเป็นทิศทางที่ผิดพลาดจากที่ควร
ซึ่งหากจะเปรียบกันแล้ว อาจจะแย่กว่าการไม่รู้อะไรด้วยซ้ำ

ก่อนที่แว่นใหม่จะเก่า, ก่อนที่เวลาจะผ่านไปจนทุกอย่างกลับเป็นปกติ
อยากให้ลองมองย้อนกลับมาที่ตนเอง มองให้เห็นความเปลี่ยนแปลง
ทุกวันที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป มีสิ่งใดในตัวของเราที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง
เวลาที่เป็นของแปลก ผ่านความคุ้นชินจนเฉยชา ฝากบทเรียนอะไรไว้แก่เรา
แล้วตระหนักรู้ว่าใจของเรา ณ ขณะนี้ หยุดอยู่ที่ใด หรือกำลังวิ่งไปยังทิศทางใด
เรามีแรงเสริมมากพอหรือยัง ที่จะผลักให้เคลื่อนที่ เร่งให้เร็ว ฉุดรั้งให้ชลอ
เพื่อที่จะพาใจของเราไปพบกับความสุขอย่างที่ปรารถนาเอาไว้

...

...

"...เมื่อจะใช้ชีวิต ก็พึงมองให้เห็นคุณค่าของชีวิต
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่ดูไร้ค่าเกินใส่ใจ
แต่อาจแฝงเรื่องราวความรู้อันยิ่งใหญ่ไว้ภายในอย่างหาที่สุดไม่ได้
หากเราเอาใจของเราหยุดมองชีวิตที่ผ่าน มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย
และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ด้วยความรู้ตัว ด้วยปัญญาของตน
เมื่อพาใจมาถึงจุดนี้ได้ ทุกสิ่งก็จะง่ายดายในใจของเราเอง..."

...

...

จากเรื่องเปลี่ยนแว่น แล้วก็เพ้อไปซะไกล
หวังว่าคงไม่งงกันไปซะก่อนนะครับ

ขอบคุณสำหรับทุก comment นะครับ

Comment

Comment:

Tweet

; น่าสนใจมากครับ

#19 By SSS (124.120.6.19) on 2009-03-18 08:01

เพิ่งติดตามงานเขียนของน้องอาร์ทครับ

ผมเองไม่ใช่คนที่ใส่แว่น ที่บ้านผมก็ไม่มีใครต้องใส่แว่น แต่บทความที่น้องอาร์ทเขียน ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนกับใส่แว่นมานานที่เดียว

"แว่น" อาจเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการมองเห็น ทำให้มองเห็นชัดขึ้นในโลกของวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ต้องมองเห็นด้วยตนเอง ซึ่งไม่สามารถใช้ "แว่น"ช่วยได้ ก็คือ จิตใจของเราเอง

การรู้เท่าทันกับจิตใจเหมือนอย่างสูตร F = ma ที่น้องอาร์ทเขียนมา น่าสนใจครับ ถ้าเราทำจิตของเราให้มีความเร็วคงที่ เราก็จะดำเนินชีวิตไปได้เรื่อยๆ ในจุดที่ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าจิตของเรามีความเร่งเนื่องจากแรงซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่มากระทำ และเราไม่สามารถควบคุมได้ ก็จะก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในตัวเราเอง และทำให้สังคมเป็นอย่างปัจจุบัน ดังที่เราๆท่านๆก็ทราบกันอยู่

หันมามองจิตของเราสักนิด รู้ให้เท่าทันมัน และมีศิลปะในการใช้ชีวิต เพราะการใช้ชีวิตไม่ได้ขึ้นกับว่าเรารู้อะไรมาบ้าง กล่าวคือไม่ใช่ content หากแต่เป็นการนำ cobtent มาปรับใช้ ซึ่งเป็น art ในการใช้ชีวิต แล้วเราจะมีชีวิตที่เป็นสุขครับ

.....อยากให้โลกสงบสุขครับ......... peaceful thinking

ป.ล. ชอบงานเขียนน้องอาร์ทมากครับ

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#18 By เอกรินทร์ (202.28.181.200) on 2008-10-27 14:12

และผมก็ถือเสียว่า "เวลา" คือแรงกระทำที่ "ยิ่งใหญ่" เหลือเกิน

และโดยส่วนใหญ่แล้ว เราจะไม่รู้ว่าเราเปลี่ยนไป จนกว่า อะไรบางอย่าง หรือใครซักคนจะบอกเราเอง...

ยังสอดร้อยถ้อยคำกับเรื่องราวที่ฟุ้งกระจายไปตามช่องว่างแห่งบรรทัดได้สวยงามจังเลยครับbig smile

#17 By Crozzax on 2008-10-20 15:46

นึกก่อน.... ใส่แว่นตั้งกะ อืม... ม.2 มั้ง sad smile นาน จำไม่ได้เหมือนกัน cry แต่ใส่แว่นแล้วดูดีมากๆ 555++

#16 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-20 10:48

ป.ล. วันพฤหัสนี้ ผมขึ้น กทม. ไปสอบอักษรจุฬาฮะ
อักษร ครับ !!!!
ผมมีทางเลือกสองทาง
ไม่หมอ ก้ออักษร

(เหอะๆ ผมไม่รู้ว่าผมบ้ารึเปล่าที่ชอบยังงี้) sad smile
อ้ะ เดะแว่น
ฮ่าๆๆ
ผมก้อเดะแว่นเหมือนกัน
แต่เบื่ออ่ะ ใส่แว่นนานๆ ปวดดั้งมากๆฮะ
หุหุ จากแว่นกลายมาเป็นเรื่องดีๆเรื่องนึงเลยนะครับ

พี่ยังเขียนเก่งเหมือนเดิมเลยอ่า ^^ สักวันผมจะต้องเก่งอย่างพี่ห้ายด้าย surprised smile

ผมมะใส่แว่นอ่าน้าเลยมะเคยเปลี่ยน แต่ก็เคยทักเพื่อนที่เปลี่ยนแว่นอ่า หุหุ

ตอนนี้ผมกำลังพยายามเปลี่ยนอารมณ์เศร้าให้กลับเป็นสนุกสนาน ร่าเริงเหมือนเดิม ^^"

รักษาสุขภาพด้วยนะครับท่านพี่ ^^ อากาศแปรปรวน จิงๆ

#13 By หนอนน้อย on 2008-10-08 11:56

เด็กแว่นอีกคนรายงานตัว

จำได้ว่าเริ่ม ๆ สวใว่นตอนม.5 นะ ที่เริ่มรู้สึกว่าสายตาสั้นก็เพราะตอนนั้นเป็นเด็กหลังห้อง แรก ๆ มองกระดานชัดดี เรียนไปคุยไปไม่มีปัญหา ต่อมาเริ่มสังเกตว่ามองกระดานไม่ชัดจะขยับขึ้นหน้าก็ดูไม่เหมาะกับเด็กคุยเก่งอย่างเรา พอไปบ่นให้พ่อกับแม่ฟัง ก็เลยได้ไปวัดสายตาตัดแว่น

หลังจากนั้นสายตาเราก็สั้นลงไปเรื่อย ๆ แว่นก็ยิ่งหนาขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็เป็นอีกอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่งในร่างกายของเราไปเสียแล้ว

ถึงขนาดที่พูดได้ว่าเราซื้อแว่นราคาเป็นหมื่นนี่ไม่เสียดายเลยเพราะได้ใช้แน่ ๆ - -'

ส่วนเรื่องรับรู้ใจตัวเองนั้น ตอนนี้กำลังพยายามฝึกจิตใจให้นิ่งอยู่น่ะอาร์ท ไว้ว่าง ๆ จะหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมในที่เงียบ ๆ สักครั้งนึงนะ

ปล. รูปสวยมั่ก

#12 By Highwind on 2008-10-08 00:11

มันเป็นถ้อยคำของตัวอักษรที่พาเราไปได้ทุกที่เราต้องการไป แต่ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนอะไร ก็ขอให้เปลี่ยนในทางที่ดีละกันนะจ๊ะ นี่เป็นบลอ็กแรกที่เราเห็นความแตกต่างของการแตกบล๊อก สวยดีเราชอบ ว่างๆจะเข้ามาคอมเม้นท์อีกนะ ราตรีสวัสดิ์ นอนหลับฝันดีนะจ๊ะ
ค่ะ...ปิดเทอมแล้ว

ตะลอนเที่ยวๆ เด๋วมีเวลาว่างคงได้อัพมั่ง 55

ในที่สุดก้รู้ชื่อพี่อาร์ท ^^

เปลี่ยนแว่นใหม่ แล้วก้มีเรื่องเล่าดีๆให้ได้อ่าน

ไม่เหมือนบล๊อกไอซ์เลย

ไร้สาระ --*

****

"โลกที่เคยชัดเจนแจ่มใส ดอกไม้ที่เคยชูช่อสลับสีเอนไหวอยู่ไปมากลางทุ่ง"

ชอบอ่ะ

#10 By khun ice :) on 2008-10-06 20:18

ถึงคราวต้องเปลี่ยน(แปลง)แว่นเสียแล้วสินะbig smile

#9 By พ. on 2008-10-06 12:51

แว่น .. สิ่งที่อยู่หน้าดวงตา .. ก็เพียงช่วยให้เรามองเห็นเส้นทางได้ชัดยิ่งขึ้นเท่านั้น

ส่วนจะก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องได้หรือไม่ .. คงขึ้นอยู่กับเจ้าก้อนเนื้อ .. สิ่งที่อยู่หลังดวงตา .. ก้อนนั้นนั่นเองครับ

เปลี่ยนแปลง .. แต่ไม่เปลี่ยนไป

ยังคงมีแง่มุมมองที่งดงามแปลกใหม่อยู่เสมอนะครับ

big smile Hot!

#8 By แรงใจไฟฝัน on 2008-10-06 09:31

ทำไมแว่นช่างยิ่งใหญ่สุดหูรูดได้ขนาดนี้ครับ!!?
.
ผมกำลังจะหาแว่นมาใส่อยู่พอดีเลย
เริ่มมองอะไรไม่ชัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว โฮ้ก!
สายตาแย่ลงเหมือนคนแก่เลยอ้ะ แงๆ!!
.
ต่อจากนี้ไปก็คงต้องเจอแบบที่ว่านี่แน่ๆ 5555
ชอบมากเลยค่ะ^^


พี่เขียนเก่งจัง หนูไม่เคยเข้ามาอ่าน พอดีเจอเข้าพอดี


อ่านแล้วได้ความรู้สึกดีๆมากเลยbig smile

#6 By (125.24.122.8) on 2008-10-05 21:39

เป็นเด็กแว่นเหมือนกันค่ะ แต่เพิ่งใส่มาประมาณ3ปีเอง
เวลาเปลี่ยนแว่น..ไม่เห็นมีคนทัก กว่าจะทักก็ตอนเปลี่ยนมาแล้วอาทิตย์นึง

"อ้าว..เธอเปลี่ยนแว่นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?"
(จะทักทักปีหน้าก็ไม่ว่ากัน)

มาถึงกฏนิวตัน...เฮ้อ~
สอบตกฟิสิกส์ - -''
รู้แค่ภาคทฤษฎี ไม่เคยคำนวณอะไรได้เลย แม้ว่านิวตันจะเรียนมาตั้งแต่ม.4ก็ตาม

#5 By HeDw!g on 2008-10-05 21:25

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนะคะ ที่ไปเยี่ยมที่บล็อก ^^

เลยถือโอกาสมาเยี่ยมบ้าง ..
พอดีกับได้อ่านบทความที่เขียนไว้

ยอมรับเลยว่าเด็กแว่นเหมือนกันค่ะ
แต่เพิ่งได้เปลี่ยนแค่ 1 ครั้ง
แน่นอน ว่าเพื่อนทัก ..
แต่ไม่เคยได้คิดลึกซึ้งลงไปซักที

ได้อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกได้อะไรๆมาก
เขียนได้เก่งมากๆเลยค่ะ ^^

big smile

#4 By LMLP on 2008-10-05 21:24

พอจะเข้าใจอารมณ์ตอนโดนทักเวลาเปลี่ยนแว่นอ่ะนะครับ

แต่ไปถึงนิวตันนี่ชักจะยังไงๆอยู่นะopen-mounthed smile

#3 By Doru-Kun™ on 2008-10-05 21:03

สุดยอดมากจากการเปลี่ยนแว่นไปได้ถึง กฎนิวตันเลยทีเดียว เขียนได้เจ๋งดีครับ

ปล.เป็นเด็กแว่นเหมือนกัน แต่ผมใส่ตอน ม.4 ..แล้วก็สไตล์การใส่แว่นเหมือนกันอีก อันล่าสุดก็เปลี่ยนมาทรงคล้ายๆกันด้วย อูว พิมพ์นิยม

#2 By หมูทอดซามะ on 2008-10-05 20:48

ยังสนุกเหมือนเดิมจ้า....คุณหมออาร์ท

ไม่เหมือน blog หนูเลย(ยังไม่ได้เขียนสักเรื่องเลย)

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา <*_*>
อีกทั้งไม่มีความรู้ทางด้านงานเขียนเลยangry smile

Recommend