๗๓. ชักเย่อ

posted on 06 Jul 2008 19:48 by raynartz in Bio-Psycho-Social-Linguistic

เสียงของผู้แข่งขันดังอื้ออึง ปะปนกับเสียงเชียร์รอบข้าง
ต่างฝ่ายต่างออกแรงเท่าที่มีอยู่ ยื้อดึงเส้นเชือกตรงหน้า
สองมือกระชาก สองขายึดตรึง แรงส่งแรงจากผู้ร่วมทีม
หมายใจให้เครื่องหมายที่กลางเส้นเชือก ล่วงเข้ามาในเขตของตน
หรือหากเป็นไปได้ ก็ให้ฝ่ายตรงข้ามล้มหัวขมำไปเสียบ้าง
เพื่อเป็นสิ่งยืนยันในชัยชนะ ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง

เสียงเชียร์ยังดังกึกก้อง บางคนร้องตะโกนโหวกเหวก
บางคนปล่อยถ้อยคำบริภาษ ประกอบท่าทางผิดประหลาด
ชี้มือชี้ไม้ เยาะเย้ยถากถาง ยั่วเย้าอารมณ์ฝ่ายตรงข้าม
ให้เกิดความขุ่นมัวหม่นหมอง จิตใจไหวหวั่นไปกับคำพูดเหล่านั้น
เผื่อว่าแรงทั้งหมดที่มีจะลดลงไปบ้าง, แม้เพียงสักเล็กน้อย,
แล้วฝ่ายที่ตนสนับสนุน จะได้มีกำลังเอาชนะได้โดยง่ายดาย

เครื่องหมายตรงกลางเส้นเชือก ผูกไว้ด้วยผ้าสีแดง
ผิวผ้าเป็นมันเลื่อม สะท้อนแสงจนแสบตาไปทั้งสองฝ่าย
อย่างที่สามารถมองเห็นได้รอบรัศมีหลายร้อยเมตร
ซึ่งขณะนี้ ผ้าแดงนั้นโยกย้ายไปมาระหว่างเส้นแบ่งเขต
ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ตามแต่ฝ่ายใดจะมีแรงฮึดมากกว่ากัน
แต่จะเป็นเพราะเชือกชักเย่อเส้นนั้นเก่าคร่ำคร่าเต็มที
หรือจะเป็นเพราะกำลังของทั้งสองฝ่ายที่ถุ่มโถมอย่างรุนแรง
เพียงไม่นาน หลังจากที่ออกแรงชักเย่อกันอยู่สักพัก
ด้วยความตึงที่ได้รับ เชือกเส้นนั้นก็พลันขาดสะบั้น
ต่างฝ่ายต่างกระเด็น หงายหลังล้มลงในเขตแดนของตน
คนหน้าล้มทับคนหลัง ต่อเนื่องเป็นทอดๆ ไปจนหมด

การแข่งขันชักเย่อในครั้งนี้ ปราศจากผลการแข่งขันใดๆ
เพราะเชือกที่ขาดย่อมชี้ชัด ว่าเครื่องมือตัดสินได้สิ้นสภาพลงแล้ว
สิ่งที่ต่างฝ่ายต่างยื้อแย่ง ฉุดรั้งด้วยแรงกำลังเท่าที่ตนเองมี
กลับกลายเป็นเพียงแค่เส้นเชือกไร้ค่า หมดประโยชน์
ไม่มีความหมายใดต่อการแก่งแย่งแข่งขันอีกต่อไป
สิ่งที่ได้รับ ไม่ใช่คำว่าแพ้หรือชนะ ไม่มีท้อแท้หรือภาคภูมิใจ
มีเพียงรอยช้ำที่ฝากไว้เป็นจ้ำๆ อยู่ตามตัว เล็กบ้างใหญ่บ้าง
และความเจ็บปวด อันเกิดจากแรงกระชากของฝ่ายตน

...

...

ถ้าเปรียบเส้นเชือกกับความสัมพันธ์ ก็คงไม่ต่างกัน
หากว่าเส้นเชือกนั้นเป็นสิ่งรึ้งรัดให้ใจสองใจอยู่ใกล้ชิด
ให้มีความรู้สึกผูกพันอย่างที่คนสองคนจะให้กันได้
เชือกเส้นนั้นก็คงเป็นเสมือนสายใยผูกพันที่แสนอ่อนโยน
แผ่วเบาเมื่อยามได้สัมผัส และสุขใจเมื่อคราวที่คิดถึง
เป็นสื่อแทนใจที่มีค่า เหนือกว่าสินทรัพย์ใดๆ ทั้งหมด

แต่ถ้า ณ วันหนึ่ง, ความผูกพันที่เคยมีอยู่เกิดเปลี่ยนแปลง
ใครสักคน, หรืออาจจะทั้งสองคน, เกิดสำคัญผิดไป
จากสายใยที่อ่อนโยน นิ่มนวลชวนฝัน ก็จะเริ่มแข็งกร้าว
ต่างฝ่ายต่างยื้อแย่งเอาสายใยนั้นมาเป็นของตน
เพื่อรักษาคุณค่า หรือเพื่อชัยชนะที่ไร้ความหมาย
หวั่นกลัวว่าตนจะสูญเสียความรู้สึกนั้นไป จึงต้องคว้ามาไว้
สายใยที่เปราะบางอยู่แล้ว จึงถูกดึงรั้งให้ตึง และตึงเข้าทุกที
ประกอบกับวันเวลาได้แทะเล็มให้สายใยนั้นอ่อนล้าลงไปมาก
เพียงไม่นานนัก, ยังไม่ทันจะออกแรงอย่างสุดกำลัง,
สายใยนั้นก็ขาดผึง ต่างฝ่ายต่างกระเด็นไปไกลแสนไกล

...

"ความผูกพัน", หรือที่ใครเรียกอย่างโก้หรูว่า "ความรัก"
ก็เหมือนกับสายใยเชื่อมโยงหัวใจของคนสองคนให้ใกล้ชิด
ความอบอุ่น ความห่วงใย และความรู้สึกดีๆ ที่มอบให้แก่กัน
ย่อมโลมไล้ให้สายใยแห่งความผูกพันกระชับมั่นเข้าไปทุกที
แต่ไม่ถึงกับรัดแน่น เพราะมีความอ่อนโยนเป็นเครื่องกำบัง
ประคับประคองให้ความผูกพันนั้นยืนยาวต่อไปได้ ไม่อึดอัด
แต่หากวันใดที่ความอ่อนโยนเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นแข็งกร้าว
เฝ้าแต่แย่งยื้อ หวังจะให้ความรู้สึกดีๆ นั้นยืนยาวอย่างที่ตนต้องการ
สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมกลับกลายเป็นสิ่งตรงข้ามไปในทันที
แทนที่สายใยนั้นจะยืนยาวอย่างที่หวัง กลับจะยืดเยื้อ
ความรู้สึกดีๆ เริ่มเลือนหายไป กลายเป็นเอือมระอาเข้าแทนที่
และสายใยอ่อนโยนที่เคยมี ก็จะรั้งตึงเข้าทุกวัน

แน่นอนว่า ในสภาพอย่างนั้น อีกไม่นานสายใยนั้นก็คงขาด
เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเชือกชักเย่อมาแล้ว
และคนที่เจ็บก็คงไม่ใช่อื่นไกล นอกเสียจากคนที่ออกแรงดึงนั้นเอง

...

...

"...ความรักจึงไม่ใช่การยื้อแย่ง ไม่ใช่การครอบครองแต่ฝ่ายเดียว
แต่หมายถึงการแบ่งปันความรู้สึกที่ดีร่วมกัน ให้ทั้งสองฝ่ายรับรู้
สายใยระหว่างใจจะไม่ตึงรั้ง และไม่หย่อนจนเกินไป
แต่จะกระชับมั่น ผูกพันทั้งสองใจเอาไว้ตราบนานเท่านาน..."

...

ขอเชิญรุ่นพี่ศิริราชทุกท่าน ร่วมงาน
"ประเพณีข้ามฟาก และสังสรรค์ศิริราช ปี ๒๕๕๑"
วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ รพ.ศิริราช

ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

เพลงประกอบ blog ได้ฟังบ่อยมากๆบนรถไฟฟ้าเลยครับ

แล้วก็

จขบ. ใช้ภาษาได้สวยงามมากเลย
แถมยังเปรียบเทียบได้โดนมากๆเลยคับ

#1 By save'' safe'' on 2008-07-07 00:51

Recommend