[...เขียนย้อนหลัง...] 

หลังสอบศัลยศาสตร์เสร็จไปเมื่อวันศุกร์
ทีแรก ใจก็คิดอยู่ว่า วันหยุดนี้จะปลดปล่อยอารมณ์ที่ไหนดี
ขณะที่กำลังนั่งคิดอยู่นั้น น้องวุฒิก็ทักเขามาใน MSN
ชวนไปนั่งคุยกับ พี่ก้อง - ทรงกลด บางยี่ขัน
บรรณาธิการมือโปร แห่งนิตยสาร a day
เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับงานเขียน
ร่วมกับเพื่อนๆ ชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ
ซึ่งมีวิกกับส้มเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงติดต่อในครั้งนี้
นัดกันวันเสาร์นี้และเสาร์หน้า, จะไปไหม ?
แน่นอน...ไม่ต้องใช้เวลาคิดให้มากความเลย
คำตอบของฉัน คือ "ไปแน่นอน !!"

...

...

[ขอเก็บเรื่องราวบางส่วนจากวันนั้น มาบอกเล่าสู่กันฟังนะครับ]

พี่ก้องบอกว่า
การเขียน คือ การ "เล่าเรื่อง"
งานเขียนจึงประกอบไปด้วย ๒ ส่วนที่สำคัญ
หนึ่ง คือ "เล่า" เป็นกลวิธีในการสื่อสารของงานเขียน
เป็นความแพรวพราวของนักเขียนที่ถือเป็นเอกลักษณ์
ต่างคนก็ต่างกลวิธี แต่โดยจุดมุ่งหมายเดียวกัน
เพื่อสื่อความรู้สึกบางอย่างจากใจเราให้คนอื่นได้รู้
สอง คือ "เรื่อง" ถือเป็นหัวใจหลักของงานเขียน
เมื่อคิดจะเขียน ขั้นแรกจะต้องมีเรื่องที่ต้องการเสียก่อน
มองเรื่องให้เห็น ชัดเจนในความรู้สึก กลั่นออกมาจากใจ
จับประเด็นให้ได้ แล้วถ่ายทอดออกมาด้วยกลวิธีของเรา
เมื่อรวม "เล่า" กับ "เรื่อง" เข้าด้วยกันอย่างอ่อนโยน
มีความเป็นมิตร ชวนคนอ่านมาร่วมสนุกกับความคิดของเรา
ทำได้อย่างนี้ งานเขียนของเราก็จะออกมาดีได้เอง

การเริ่มต้นเขียน สำคัญที่ไอเดีย (Idea : แนวคิด)
ไอเดียของเราไม่ใช่แค่ "โดดเด่น" แต่ต้อง "โดดเด้ง"
วางเป้าหมายให้ชัด ฝันให้ไกลเข้าไว้, อย่ากลัว !!,
แล้วค่อยๆ เดินตามความฝันนั้น ไปสู่จุดหมายที่หวัง
ปลายทางจะไกลเพียงไร เราก็ไปถึงได้อย่างแน่นอน

ไอเดียเป็นเรื่องที่บอกกันได้ แต่สอนกันยาก
ถ้าจะให้เห็นภาพ คงเปรียบได้กับความรู้ ๒ ประเภท
ประเภทแรก คือ Fast Knowledge (ความรู้จานด่วน)
เป็นความรู้ประเภทเกิดเร็ว หมดเร็ว พบได้บ่อยในตำราเรียน
และสอนกันมากตามชั้นเรียนทั่วไป, อย่างที่พวกเราคุ้นเคย,
บอกผ่านปาก จำจากหนังสือ พร่ำบ่นอย่างนกแก้วนกขุนทอง
เมื่อสอบเสร็จก็ลืมไปโดยมาก ส่วนที่จำได้ก็ใช้ไม่ค่อยเป็น
ประเภทที่สอง คือ Slow Knowledge (ความรู้สั่งสม)
เกิดจากการเรียนรู้ ปฏิบัติลองผิดลองถูก
ค่อยสั่งสมจากการลงมือ เก็บเป็นประสบการณ์ชีวิต
ทีละนิด ทีละน้อย ค่อยเพิ่มพูนไปเรื่อยๆ
ความรู้อย่างหลังนี้แหละคือไอเดีย ที่ตรึงแน่นในหัวใจ
ให้เรานำไปใช้ได้ตลอดชีวิต โดยไม่หลงลืมเลย

แล้วเราอยากได้ความรู้จานด่วน, กินง่ายถ่ายคล่อง,
หรืออยากได้ความรู้สั่งสม เพิ่มพูนไอเดียของเราต่อไป ?

 

...

...

เมื่อลงมือเขียน ขอให้เขียนด้วยใจ, ใช้ใจเขียน,
ก็เหมือนกับการทำงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ "ทำให้มี" แต่จง "ทำให้ดี"
เพราะ "งานช่าง" กับ "งานศิลปิน" นั้น แม้โดยวิธีการจะเหมือนกัน
แต่คุณค่าของงานทั้งสองอย่างนั้นต่างกันมาก
หากเราสักแต่เขียน ก็เหมือนแค่ "เล่า" แต่ไร้ "เรื่อง"
อย่างนั้นคงไม่ต่างอะไรกับงานช่างทั่วไป
แต่หากเราเติมความรู้สึกดีๆ ใส่ใจของเราลงไปด้วย
สิ่งที่เราเขียนก็จะกลายเป็นงานศิลปินขึ้นมาในทันใด

เราจึงต้องเลือก ว่าจะ "เขียนหนังสือเพื่อให้คนรู้"
หรือ "เขียนหนังสือเพื่อให้คนรัก" ?, เลือกเอา !!

เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ควรขัดเกลางานของเราเสมอ
มองให้เห็นว่าส่วนใดที่ดีแล้ว ส่วนใดที่ยังไม่ดี
สิ่งที่ไม่ดีนั้นมันผิดพลาดตรงไหน จะแก้ไขอย่างไร
รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง เปิดใจของเราบ้าง
ค่อยๆ เก็บเกี่ยวบทเรียนจากอดีต มาปรับใช้ในอนาคต
ฝึกฝนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพิ่มพูนทักษะของเราให้มากขึ้น
แล้วเราจะกลายเป็นนักเขียนที่ดีได้ในที่สุด

...

...

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในวันนั้น ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
หลายเรื่อง ฉันเองก็ไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดมาก่อน
ทำให้รู้สึกประทับใจไอเดียของพี่ก้องมากเลย

ช่วงหัวค่ำวันนั้น หลังกลับมาถึงศิริราชแล้ว
วิกโทรศัพท์มาหาด้วยความกังวลใจ
เพราะกลัวว่าจะเทคแคร์ไม่ดีพอ, รู้สึกไม่ดี,
ก็เลยบอกเธอไปว่า "ไม่เป็นไร เราโอเคนะ"
จริงอยู่ที่รู้สึกเหนื่อยบ้าง เพราะคืนวันศุกร์นอนดึกไปหน่อย
แต่สิ่งที่ได้รับนั้นมีค่ามากเกินกว่าจะกังวลกับเรื่องเล็กน้อย
แค่ได้มีโอกาสอย่างนี้ก็ดีมากแล้ว...

ขอบคุณน้องวุฒิกับวิกที่ชวน และดูแลตลอดวัน
และขอบคุณพี่ก้อง สำหรับไอเดียใหม่ๆ นะครับ

...

 

ปล. ตอนนี้ออกชุมชน ที่ รพ.แสวงหา อ.แสวงหา จ.อ่างทอง
ใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลชุมชนแบบนี้ มันก็สุขใจดีเหมือนกัน
แถมยังมี Wireless Internet ให้ใช้ฟรีอีกด้วย...!!!

ขอบคุณทุก comment ครับ 

Comment

Comment:

Tweet

อันนี้คอมเม้นข้างบนล่ะ ลืมพิมพ์ชื่อ ใช้ชื่ออะไรดีนะ...
แล้วจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่เอามาแบ่งปันค่ะ ปกติเขียนอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง รู้สึกมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย

#14 By inspire (58.8.200.246) on 2009-05-06 21:45

ยังไม่เคยอ่าน A DAY ซักเล่มค่ะ ชอบปกหยิบแล้วก็วาง
แต่วันนี้มีโอกาสได้เจอกับพี่ก้อง แม้จะเป็นเวลาสั้นๆก็สัมผัสได้ว่าคนๆนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆได้จริงๆค่ะ

ต่อจากนี้คงต้องหา A DAY มาอ่านซะแล้ว^^

#13 By (58.8.200.246) on 2009-05-06 21:38

a day ดีสำหรับทุกคนโฮะๆconfused smile

#12 By oldme on 2008-02-09 19:43

น่ารักมากเลยคะพี่
55+ แวะมาเยี่ยมค่ะ
ทีแรกออกชุมชนนึกว่าจะลำบากแบบสุดชีวิต
ที่ไหนได้ มีหลาย รพ. เหมือนกันนะที่มี wireless เล่นเนี่ย ^.^ ดีใจสุดขีด รอดตายแล้ว 555+ big smile

#10 By LiTt|e`r3d`r|diNg`h0od on 2008-02-08 19:12

ผมก็อยากเป็นนักเขียน แต่การเขียนผมห่วยแตกอย่างแรง

#9 By on 2008-02-07 23:07

ดีจังเลยนะ

ขอบคุณสำหรับไอเดียดีๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

น่ายินดี กับ ปล. confused smile

#8 By antzzer on 2008-02-07 21:02

ชอบอ่านหนังสือของa dayมากๆเลยค่ะ
wow commedมีwirelessให้ใช้ด้วย

#7 By TaLgY on 2008-02-07 18:49

ไม่เคยอ่านหนังสือ a day เลยสักครั้ง surprised smile แต่เชื่อว่าต้องเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

#6 By ire_u on 2008-02-07 16:43

ผมก็เคยอ่านเรื่องนั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตกครับ

ชอบภาษาที่ของคุณทรงกลดเหมือนกันครับ
แต่ a day ซื้อให้คนรู้ใจทุกเล่มครับ ได้อ่านบ้างไม่ได้อ่านบ้าง ตามภาระหน้าที่

big smile
แหะๆ .. ส่วนข้าพเจ้าดอดไปวรรณศิลป์ มธ แทน - -

ดีจังเลยพี่ กลับมาเขียนไว้มดจะได้อ่านด้วย อิอิ ขอบพระคุณยิ่ง

#4 By มดส้มจ่อย on 2008-02-07 05:47

สอบไสยศาสตร์ !!

--
เกียฮ่อซินนี้ ซินนี้ตั้วถั่ง"

"ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

#3 By ..ศลิง on 2008-02-07 00:15

กรี๊ดๆๆๆ ชอบอ่านอะเดย์ ครับ(แม้จะไม่เคยอ่านถึง๕๐%ซักเล่ม) ชอบคอลัมน์ของคุณเรียวตะ ซูซูกิ ที่สุด

#2 By Eddy on 2008-02-06 23:53

ผมเริ่มหลงรัก a day แล้วสิครับ

เสียดายที่ผมเจอ a day ช้าไป

ตอนนี้อ่านได้แค่ 4 เล่มเอง

รอของเดือนนี้อยู่ล่ะคับ

สวัสดี พี่หมอศิริราช สบายดีบ่

Recommend