๕๖. "ร้าย" สาระ : "อคติ" !!!
posted on 13 Jan 2008 16:45 by raynartz in Bio-Psycho-Social-Linguisticหมายเหตุ : เอ็นทรี่ย์นี้ชวนปวดหัวเล็กน้อยถึงปานกลาง
...
ในชั้นเรียน อภิปรัชญา (Metaphysika), อาจารย์ได้กล่าวขึ้นต้นบทเรียน
ว่า "...ก่อนที่จะเข้าใจบทเรียนทางปรัชญาที่จะกล่าวถึงต่อไปนั้น
ขั้นแรก นักศึกษาพึงรู้จักวิธีการมองด้วยดวงตาแบบต่างๆ เสียก่อน
ขอให้ลองมองภาพผู้หญิงคนนี้ แล้วจินตนาการตามอาจารย์
จากนี้ เราจะสวมบทบาทเป็นเจ้าของดวงตาทั้ง ๖ ประเภทด้วยกัน..."
...
...
ดวงตาแรก คือ ดวงตาของคนธรรมดา ดวงตาเนื้อจากธรรมชาติ
เมื่อมองเห็นสาวสวย หุ่นดี ใจของเจ้าของดวงตานั้นก็เพลิดเพลิน
เพราะเหตุว่าตาเนื้อมองเห็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการตามธรรมชาติ
ความงามนั้นกระตุ้นความรู้สึกนึกคิด ปลุกเร้าสัญชาติญาณ
เกิดการตอบสนองทั้งทางร่างกายและจิตใจ เตลิดเปิดเปิงไปกันหมด
ดวงตาที่ ๒ คือ ดวงตาของศัลยแพทย์, ของรังสีแพทย์
เมื่อมองเห็นสาวสวยคนเดียวกันนี้ ใจก็คิดไปถึงชิ้นส่วนภายใน
ว่า ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ เคลื่อนไหวไปมาตามจังหวะชีวิต
บ้างก็บีบ บ้างก็คลาย บ้างก็ยักย้ายขยักขย่อน คลุกเคล้าของเสียอยู่ภายใน
กระดูกแต่ละชิ้นเชื่อมกันด้วยข้อต่อ ขยับเขยื้อนขึ้นลงอย่างมีชีวิต
ลมหายใจแผ่วเบาอยู่ในสิ่งขาวโพลนที่อาบเลือดและของเสียอยู่นั้น
ดวงตาที่ ๓ คือ ดวงตาของนักจุลกายวิภาคศาสตร์ ส่องกล้องจุลทรรศน์
สาวสวยคนนี้ เป็นเพียงกลุ่มก้อนของเซลล์นับล้านที่มารวมตัวกัน
มีรูปร่างแตกต่าง บ้างกลม บ้างรี บ้างแตกแขนงยึกยือไปรอบกาย
เคลื่อนไหวยุบยับ ใช้มือเล็กๆ ไขว่คว้ารอบตัว หวังฮุบกินอาหาร
บ้างก็ขับถ่ายของเสียออกมา บ้างก็กำลังแบ่งตัวเป็นสอง สืบเผ่าพันธุ์
ดวงตามที่ ๔ คือ ดวงตาของนักดาราศาสตร์ ผ่านกล้องอินฟราเรด
มองเห็นสาวสวย เป็นแถบคลื่นความร้อนหลากหลายสีสัน
ทั้งแดง ส้ม เหลือง เขียว พาดสลับซ้อนทับกัน ดูสวยงาม
แล้วประเดี๋ยวก็เปลี่ยนแปลงไปมา น่าตื่นตาตื่นใจ
ทำเอาบางจุดในหัวใจกลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ดวงตาที่ ๕ คือ ดวงตาของนักเคมี ที่มองลึกถึงระดับปรมาณู
เธอจึงเป็นเพียงกลุ่มของอะตอม รวมกลุ่มกันเป็นหมอกอณูนับล้าน
ภายในมีโปรตอนและนิวตรอนจับกันเป็นนิวเคลียส ยึดด้วยแรงชนิดเข้ม
ปล่อยให้อิเล็กตรอนวิ่งวนไปมาตามระดับพลังงานภายนอก
บางครั้งนิวเคลียวนั้นก็หลอมรวมกันบ้าง แตกออกจากกันบ้าง
กลายเป็นธาตุต่างๆ ตามแต่วิถีโคจรของมันจะอำนวย
ดวงตาสุดท้าย คือ ดวงตาของนักฟิสิกส์ควอนตัม
ผู้หมกมุ่นอยู่กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน
เธอจึงมีค่าไม่ต่างไปจากกลุ่มของพลังงานที่เปลี่ยนเป็นสสาร
แล้วรวมกันเป็นรูปร่างด้วยแรงยึดเหนี่ยวพื้นฐานทั้ง ๔ ประการ
แต่เมื่อมองให้ด๊แล้ว เธอก็หาได้มีตัวตนที่แท้จริงไม่
...
...
มองเห็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ? ว่า คนทั้ง ๖ ประเภท
ต่างก็ใช้เครื่องมือเข้ากรองดวงตาของตน, ต่างคน ต่างเครื่องมือ,
ทำให้สิ่งที่มอง แม้จะเป็นของอย่างเดียวกัน แต่กลับมองเห็นต่างกัน
เพราะต่างคนต่างมี "อคติ" ที่ตนยึดถือไว้เป็นเครื่องมือนั่นเอง
นักปรัชญาชอบถกเถียงกันด้วยเรื่องอย่างนี้ ยึดถือกันอย่างนี้
เรื่องราวในโลกปรัชญาจึงเกิดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ไม่จบสิ้น
(ถ้าเป็นฉัน ฉันคงเลือกที่จะมองด้วยสายตาดวงแรก !!!)
นั่นคือความจริง สำหรับนักปรัชญา, และคนทั่วไป, ควรรับรู้
สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ประกอบด้วยความจริงอยู่ ๒ ประการ
ความจริงประการแรก คือ ความจริงที่ปรากฏ (Appearace)
ซึ่งเราอาจรับรู้ได้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ + ๑ ประการ
อันประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า "สฬายตนะ"
ส่วนความจริงประการที่ ๒ คือ ความจริงแท้ (Reality)
หมายถึง ความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสใด มันก็ยังคงเป็นจริงอยู่อย่างนั้น
แต่คนส่วนใหญ่บนโลก มักมุ่งมองแต่เฉพาะความจริงที่ปรากฏ
เพราะมันรับรู้ได้ง่าย และเมื่อรับรู้แล้วก็ดูจะเป็นที่พอใจแก่คนผู้นั้น
ไม่ต้องเปิดใจให้กว้าง ไม่ต้องฝืนใช้ปัญญาพิจารณาให้มากความ
เพียงแค่สร้าง "อคติ" ขึ้นมากรองประสาทสัมผัสเหล่านั้น ก็พอ
เมื่อมองเห็นสิ่งใด สิ่งที่ควรจะถามตัวเองซ้ำๆ ทุกครั้ง
คือ เรามองสิ่งนั้นเพื่อค้นหาความจริงประการใด ?
เรามอง เพียงเพื่อจะเห็นสิ่งที่ปรากฏ หรือเพื่อที่จะล่วงรู้ความจริงแท้ ?
หากเรามองเพียงเพื่อรับรู้สิ่งที่ปรากฏ ด้วย "อคติ" ที่บดบังดวงตา
ไม่ว่าจะด้วยความชอบ ความชัง ความเขลา หรือความกลัว
แล้วปรุงแต่งความคิด เกิดเป็นความรู้สึกต่างๆ นานา
ทั้งความรัก ความเกลียด ความริษยา และหวาดระแวง
จิตใจของเราย่อมว้าวุ่น หวั่นพะวงถึงสิ่งนั้นๆ อยู่ไม่คลาย
แม้ดูภายนอก เหมือนกับเจ้าตัวจะพอใจกับสิ่งที่มองเห็นนั้น
แต่ลึกๆ ย่อมกระวนกระวาย หาทางสนอง "อคติ" อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่หากเราเลือกที่จะมองเพื่อล่วงรู้ความจริงแท้
เราต้องใช้ความพยายามมากกว่าแบบแรกหลายเท่าตัว
เพราะจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้าง เปิดใจรับรู้ความจริงตามที่เป็น
ยอมรับทุกมุมมองที่เป็นไปได้ มองอย่างครอบคลุมรอบด้าน
โดยไม่ปล่อยให้อคติเข้าบดบังดวงตา และไม่ยอมให้มันควบคุมจิตใจ
ใจของเราจึงจะนิ่งพอให้ความจริงแท้นั้นปรากฏขึ้น ณ ภายใน
แล้วเราก็จะเป็นสุข เมื่อมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น, ด้วยความจริง,
ไม่อย่างนั้น ใจก็จะรุ่มร้อนจาก "อคติ" ที่เราเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
จนพลาดความจริงแท้ที่ต้องการล่วงรู้นั้นไป
แน่นอน...มันอาจจะยาก เพราะความเคยชินในชีวิตประจำวัน
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คุ้มค่ากับความพยายาม, ไม่ใช่หรือ ?
"อคติ" เป็นของหนัก
เมื่อใครยึดถือเอาไว้นานเกินไป ร่างกายของเขาจะเมื่อยล้า
และจิตใจของเขาย่อมจะรุ่มร้อน, แม้จะยังไม่รู้สึกตัว,
ไฟ "อคติ" จะคอยเผาผลาญความรู้สึกของเขาไปทีละนิด
กระทั่ง ณ วันหนึ่ง เมื่อเพลิงอันโชติช่วงนั้นดับมอดลงไป
พร้อมกับกองฝุ่นเถ้า ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้เผาผลาญต่อไปอีก
เวลานั้นแหละ เขาจึงจะรู้สึกตัว เกิดความสำนึกขึ้นมาบ้าง,
แต่...มันก็สายไปเสียแล้ว...
รู้อย่างนี้ จะรอไปถึงเมื่อไหร่กัน ?
...
ปล. ๑) อ่านเอ็นทรี่ย์นี้แล้วอาจรู้สึกร้อนแรง แต่ก็แค่อารมณ์ชั่วคราว
ปล. ๒) ผ่านชั้นเรียนปรัชญามานานหลายปี หลงลืมไปมากเหมือนกัน
เชิงอรรถ : คำว่า "อคติ" แปลตามศัพท์ว่า ไม่เดิน, ไม่ไป,
หมายถึง ทางอันไม่ควรก้าวล่วง เพราะเป็นทางเสื่อม บดบังธรรม
พระพุทธเจ้าตรัสถึงอคติ ๔ ประการด้วยกัน (สุตฺต องฺ. : จตุกฺกนิปาตา)
คือ ๑) ฉันทาคติ (อคติจากความรัก),
๒) โทสาคติ (อคติจากความเกลียดชัง)
๓) โมหาคติ (อคติจากความโง่เขลา)
๔) ภยาคติ (อคติจากความกลัว)
ผู้ใดประพฤติล่วงธรรมด้วยอคติ ๔ ประการนี้ ย่อมเสื่อมยศดุจจันทร์ข้างแรม
และผู้ใดไม่ประพฤติล่วงอคติ ๔ ประการนี้ ย่อมเปี่ยมยศดุจจันทร์ข้างขึ้น
ยินดีที่เข้ามาอ่าน และ ขอบคุณทุก comment ที่ฝากไว้นะครับ


ชอบค่ะ...
ดวงตาของเราและอคติมากมาย...
#1 By ire_u on 2008-01-13 16:55