๕๔. ค่ำคืนนี้...
posted on 31 Dec 2007 13:09 by raynartz in As-the-Days-gone-by
หลายคืนก่อน หลังจากเขียนรายงานเสร็จ
เดินลงมาจากหอผู้ป่วย ด้วยความเหนื่อยล้า
แวะนั่งพักที่ลานพระบรมรูป สมเด็จพระราชบิดา, ศิริราช,
เวลานั้นล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงคืน ทุกอย่างรอบตัวจึงเงียบงัน
ทุกสิ่งสงบนิ่ง ราวกับว่าหลับใหลอยู่ในภวังค์แห่งนิทรา
จะมีก็แต่ไฟกระพริบที่พาดพันอยู่ตามพุ่มไม้ ระยับสลับสี
และสัมผัสอันแผ่วเบาจากลมหายใจของธรรมชาติ
ที่ทำให้รู้ว่า โลกใบนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ทุกขณะเวลา
บ่อยครั้ง, ไม่สิ, เกือบจะตลอดเวลาด้วยซ้ำ,
ที่พวกเราหลงอยู่ในโลกที่วุ่นวาย สับสน
นับแต่ลืมตาตื่นเมื่อเช้าของวัน กระทั่งหลับตานอนในค่ำคืน
แถมบางคนยังเก็บเอาความวุ่นวายนั้นมาฝันต่อเสียอีก
ไม่ว่าแต่คนอื่น แม้ตัวฉันเองก็เป็นอย่างนี้ไม่ต่างกัน
ชีวิตของพวกเรามีแต่ความวุ่นวายคอยวนเวียนอยู่โดยรอบ
จนกลายเป็นความเคยชิน กระทั่งลืมบรรยากาศที่สงบไปเลย
"...เมื่อรอบตัวเรายังคงมีแต่ความวุ่นวายอย่างนี้แล้ว
จะหวังให้ใจสงบนิ่งลงได้อย่างไรกัน ???"
...
...
เมื่อมีโอกาสได้นั่งพัก ท่ามกลางความสงบเงียบของค่ำคืน
ปลดปล่อยความวุ่นวายต่างๆ ออกไปจากหัวสมองซะบ้าง
ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย หนักอึ้ง ก็เริ่มผ่อนคลายลง
ความง่วงที่สะสมมาหลายวัน แม้ยังคอยฉุดดึงความรับรู้ลงไป
แต่เพราะความสบายใจ ความผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ประกอบกับบรรยากาศเป็นใจ แผ่วสายลมกระทบผิวเบาๆ
ใจที่ห่อเหี่ยว ใจที่ง่วงเหงา จึงกลับสดชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด
อย่างที่กาแฟเข้มข้นสักร้อยแก้ว ก็ไม่อาจเทียบเท่าได้เลย
แสงไฟกระพริบที่พาดพันอยู่ตามพุ่มไม้ ส่องแสงสลับสีเป็นจังหวะ
บางครั้งเร็ว บางครั้งช้า หรือบางครั้งก็นิ่งค้างอยู่เป็นเวลานาน
ท่ามกลางแสงสลัวของโคมเสาไฟที่หม่นมัว เพราะตั้งอยู่นานปี
สายลมที่เอื่อยช้า ชื่นเย็น บางครั้งเงียบหาย แล้วกลับกรรโชกแรง
พัดเอาดอกแดงระย้าจากต้นไม้ข้างพระบรมรูป ร่วงหล่นมาเป็นพวง
พระจันทร์เริ่มเว้าแหว่งเป็นเสี้ยว ดวงดาวระยับแสงวาว
บ่งบอกถึงความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง เป็นชีพจรของธรรมชาติ
ที่กำลังเต้นเป็นจังหวะ เร็วบ้าง ช้าบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไป
ธรรมชาตินั้นสอนให้รู้ว่า ทุกสิ่งต้องมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง
อาจร้อนแรงในบางคราว และเหน็บหนาวในบางครั้ง
มีเร่งเร้ารุนแรง มีเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า และหยุดนิ่งเป็นพักๆ ไป
เพื่อความสมดุลของธรรมชาติ และความสมดุลของทุกชีวิต
ที่อาศัยเกื้อหนุนอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาตินั้น
หากเปรียบเทียบชีพจรของธรรมชาติ กับชีพจรของคนเรา
ก็คงเห็นได้ว่า ทั้งสองอย่างนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย
ในขณะที่ชีพจรของธรรมชาติกำลังเต้นเป็นจังหวะ เร็ว - ช้า
ดังที่สัมผัสได้ผ่านทางสายลม เสี้ยวจันทร์และแสงดาว
ชีพจรของคนเราก็เต้นเป็นจังหวะ มีเร็วมีช้าสลับกันไปเช่นเดียวกัน
ดังที่เราอาจรับรู้ได้ในบางขณะ, แม้ส่วนใหญ่จะไม่ทันได้สังเกตก็ตามที,
ชีพจรของคน ย่อมต้องมีบางจังหวะที่เร็ว เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน
เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ที่รีบเร่ง หรือเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง
เป็นการเตือนภัยให้รู้ถึงสิ่งที่คุกคามต่อชีวิตในขณะนั้น จะได้แก้ไข
แต่ในทางตรงกันข้าม การที่ชีพจรเต้นเร็วและแรงอย่างไม่จำกัด
ไม่เคยผ่อนคลาย ไม่เคยหยุดพัก ก็เสมือนว่าร่างกายถูกกระตุ้นเร้าอยู่ตลอด
ความเหน็ดเหนื่อย ความอ่อนล้าจึงไม่เคยหมดไปจากจิตใจ
ใจของเราย่อมจะมีแต่ความกระวนกระวาย ตึงเครียดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ชีพจรของคน ควรมีบางจังหวะที่เชื่องช้าลงบ้าง
ให้ร่างกาย ให้หัวใจของเราได้พักผ่อน หายเหนื่อย
สายพิณที่ขึงตึง เมื่อดีดแล้วจะได้เสียงที่แหลมจนแสบหู ไม่ไพเราะ
ครั้นเมื่อดีดแรงเข้าหน่อย สายพิณนั้นก็จะขาดเสียโดยง่าย
ในทางตรงข้าม สายพิณที่หย่อนจนเกินไป เสียงก็จะบอด
หรือไม่ก็เป็นเสียงที่ต่ำหนัก ปราศจากความอ่อนหวานอีกเช่นกัน
"...ชีพจรของคนจึงควรมีช่วงที่เร่งร้อน และมีช่วงที่ผ่อนคลาย
สลับสับเปลี่ยนกันไปตามความเหมาะสม เหมือนดังชีพจรของธรรมชาติ
ร่างกาย และจิตใจจึงจะอยู่ในสมดุล แล้วชีวิตของเราก็จะมีความสุข..."
...
...
เหนื่อยมานาน กับชีพจรที่เต้นเร็วจนเกือบจะผิดจังหวะ
การได้มานั่งพัก ท่ามกลางความสงบและผ่อนคลาย
สัมผัสบางมุมของธรรมชาติ อย่างที่ไม่ค่อยจะได้พบเห็น
ปล่อยชีพจรให้เต้นไปตามจังหวะอย่างนุ่มนวล สบายๆ
ผ่อนลมหายใจเข้าออก ร่วมกับลมหายใจของธรรมชาตินั้น
เพื่อปลดปล่อยความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวลต่างๆ ในใจ
แม้เพียงช่วงเวลาแห่งความสุขสั้นๆ, มันก็คุ้มค่าแล้วในชีวิตนี้
แสงไฟยังคงกระพริบถี่ ห่างและหยุดนิ่งสลับกันไป
สายลมยังพัดไหวเป็นระรอก เอื่อยช้า แล้วกรรโชกแรง
ดวงจันทร์ยังคงเว้าแหว่ง หยอกล้อแสงดาวระยับฟ้า
ท่ามกลางบรรยากาศสงัดเงียบ ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี
พระบรมรูปสมเด็จพระราชบิดา ผินพระพักตร์อย่างสงบนิ่ง
แล้วเวลาก็ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปทุกวินาที...
...
"สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๑ : Happy New Year 2008"
.:: ("~.~) ขอให้มีความสุขทุกคนครับ (~.~") ::.
( ต่อเนื่องจาก'เม้นต์ที่แล้ว ) ทำไมผมแอ็ดท่านไม่ได้ล่ะครับ ตรง blog's name ควรพิมพ์ว่าอะไรดี..

สวัสดีปีใหม่เช่นกันนะครับ
#1 By wasin on 2007-12-31 18:03