... 

๐.  เป็นเพียงถ้อยคำธรรมดา บางช่วง บางขณะของความคิด
ที่วาบผ่านเข้ามาในห้วงสำนึก, เพียงแค่ชั่ววูบหนึ่งของอารมณ์
ก่อนที่ร่างกายอันอ่อนล้า จะร่ำลาเรื่องราวในแต่ละวัน แล้วผ่อนสายตาหลับใหล
เพื่อปลดปล่อยดวงใจให้ล่องลอยในความฝัน ตามแรงปรารถนาของใจ
เตรียมพร้อมที่จะตื่นขึ้นมารับวันใหม่อีกครั้ง

...

๑.  ท่ามกลางความวุ่นวาย ที่ทยอยไหลบ่าเข้ามาในความทรงจำ
เหมือนสายน้ำเชี่ยวกราก โกรกซัดโตรกธารกระซ่านเซ็น
ด้วยแรงดันอันมหาศาล กระทบริมฝั่งธารอยู่นานปี
ริมฝั่งธารนั้นจึงเว้าแหว่ง พังทลายหายไปทีละน้อย ทีละน้อย
และกลายเป็นร่องรอยแห่งอดีต ที่แจ่มชัดจนปัจจุบัน

...

๒.   ชีวิต คือ มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ซุกซ่อนขุมสมบัติเอาไว้มากมาย
แต่หลายครั้ง, ด้วยความเขลา, ทำให้สายตาของเรามองผ่านสิ่งล้ำค่าไป
จนต้องสูญเสียหลายต่อหลายอย่างไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ เหลือเพียงความเสียใจ
ฉะนั้น เธอจงหัดเรียนรู้ชีวิต ค้นหาคุณค่าจากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา
รู้จักทบทวนบทเรียนอันล้ำค่า ที่ชีวิตมอบให้, พิจารณาด้วยความรอบคอบ,
เพื่อที่ดวงตา, และดวงใจ, ของเธอจะไม่มองผ่านสมบัติล้ำค่านั้นไปอีกครั้ง

...

๓.  คนเราเกิดมา รู้จักรักตัวเองเป็นสิ่งแรก
สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ จนเกิดความมั่นใจในตัวเองเป็นพื้นฐาน
ก่อนที่จะเผื่อแผ่ความรักนั้นไปสู่คุณแม่ คุณพ่อ พี่น้องและครอบครัว
กระทั่งขยายวงไปสู่เพื่อน คนรอบกาย และใครสักคนที่ตามหามาทั้งชีวิต
ถ้าเธอไม่เคยแม้แต่จะรักตัวเอง ไม่เคยนับถือตัวของเธอเองแล้ว
เธอจะมีความรักเพียงพอที่จะมอบให้กับคนอื่นได้อย่างไรกัน
และแน่นอน เธอจะหวังให้ใครมารักเธอได้อีกเล่า
เพราะแม้แต่ตัวเธอ ยังไม่เคยรักตัวเองเลย

...

๔.  ยุคสมัยใหม่ บ่มเพาะจิตใจของเด็กให้อยู่กับตัวเอง
หลงอยู่ในโลกส่วนตัว จนไม่กล้าเปิดรับความรู้สึกของใคร
ภายนอกแข็งกร้าว จนดูคล้ายกับเป็นคนเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้
แต่เพราะไม่เคยเปิดรับความรู้สึกของใคร ไม่เคยสัมผัสโลกของใครอื่นเลย
ภายในใจของเขาจึงหวาดระแวง และอ่อนไหวมากกว่าที่ควรจะเป็น
หวั่นเกรงว่าสักวันจะมีใครทลายกำแพงใจของเขาเข้ามา
แล้วจะต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปในที่สุด

...

๕.  ถ้าเธอเรียนรู้เพียงเพื่อจะอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง ในโลกของตัวเอง
โดยไม่รู้จักเปิดรับ, ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของใครคนอื่นเลย
ในใจของเธอย่อมจะมีเพียงความอ่อนไหว แต่ไร้ความอ่อนโยน
เธอจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมากระทบต่อใจของเธอ
จนหลายครั้ง ความอ่อนไหวนั้นเองที่ทำร้ายใจอันบอบบาง
และคนที่บอบช้ำย่อมจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากตัวของเธอเอง
แล้วยังจะหวังให้ใครปลอบใจได้อีกหรือ, ในเมื่อเธอไม่เคยเปิดใจ
ไม่เคยรับรู้ความหวังดีจากใครเลย นอกจากจมอยู่กับความช้ำของตัวเธอเอง

...

๖.  กำแพงที่สูงตระหง่านจนเสียดฟ้า ทอดยาวล้อมรอบเมืองไว้ทั้งสี่ทิศ
ยิ่งสูงใหญ่แน่นหนาเพียงไร ก็ยิ่งทนทานต่อการรุกรานของข้าศึกได้มากเพียงนั้น
ชาวเมืองจึงรู้สึกอุ่นใจ ที่ข้าศึกภายนอกไม่สามารถฝ่าด่านเข้ามาทำร้ายพวกเขาได้
แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเคราะห์ร้าย บ้านเรือนภายในเมืองโดนฟ้าผ่าจนไฟลุกไหม้ลามไปทั่ว
ชาวบ้านแตกตื่น ดิ้นรนหาทางหนีไปให้พ้นเปลวไฟ, เพื่อรักษาชีวิตของตน,
กำแพงใหญ่นั้นแหละที่จะกักขังความเป็นอิสระ ขวางกั้นทางหลบหนีของพวกเขา
และกลายร่างเป็นพญามัจจุราช ที่พรากชีวิตให้สิ้นไปในกองไฟนั้นเอง

...

๗.  คงเหมือนกับใจของคนเรา ที่ต้องการความมั่นคง ต้องการความเป็นส่วนตัว
ด้วยความหวาดระแวง, จึงเผลอสร้างกำแพงใจขึ้นมาทีละน้อย ทีละน้อย
กว่าจะรู้ตัว กำแพงใจนั้นก็กลายเป็นกรงกั้นที่สูงตระหง่านไปเสียแล้ว
มันก็อาจจะดี ตรงที่ไม่มีใครสามารถบุกรุกเข้ามาในใจของเราได้
แต่ในทางกลับกัน กำแพงนั้นเองที่ปิดกั้นหัวใจของเราเอาไว้
ใจของเราจึงถูกจองจำเอาไว้แต่ภายในกำแพงที่เราสร้างขึ้นมาเอง
ไม่อาจโลดแล่น ไม่อาจรับรู้โลกที่อยู่ภายนอกได้เลย

...

๘. ฉันรู้ ว่าเธอมุ่งหวังจะเอื้อมมือไปให้ถึงฟ้า เพื่อไขว่คว้าดวงดาวนั้นไว้
และฉันก็เข้าใจ ว่าดาวดวงนั้นสำคัญต่อชีวิตของเธอมากเพียงไร
ฉันจึงไม่คิดจะขัดขวาง และไม่เคยห้ามปรามความตั้งใจของเธอสักครั้ง
แต่มีเพียงบางสิ่งเท่านั้น ที่อยากจะขอจากเธอ, ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาอะไรเลย,
ว่า เมื่อไรก็ตามที่เธอเอื้อมคว้าดาวดวงนั้นไว้ในมือ สมดังใจของเธอแล้ว
อย่าได้ลืมผืนดินผืนนี้ ที่เธอเคยยืน เหยียบย่ำ และกระโดดซ้ำๆ อยู่ทุกวัน

...

๙. ความคิดของคนเป็นสิ่งที่จะห้ามหรือบังคับกะเกณฑ์กันไม่ได้
แต่ละคนย่อมมีสิทธิที่จะคิดตามวิถีทางชีวิตและประสบการณ์พื้นฐานของตน
เราจึงไม่อาจตัดสินได้เลยว่า ความคิดของใครดีหรือด้อย ถูกหรือผิด
บอกได้แต่เพียงว่า ความคิดเหล่านั้นตรงตามหรือขัดแย้งกับคนหมู่มากหรือไม่
มันก็เท่านั้นเอง

...

ขอบคุณสำหรับทุก comments ครับ

Comment

Comment:

Tweet

อารมณ์ฟุ้งไปเลย
ไพเราะและซาบซึ้งใจจริงๆครับ

#13 By on 2007-12-17 13:38

จริงสินะ
ความคิดคน ห้ามกันไม่ได้

#12 By miss,,* on 2007-12-11 23:51

อืม

#11 By เหมันตฤดู on 2007-12-11 06:57

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ค่ะ surprised smile

#10 By ฺBizchiil_me2 on 2007-12-10 18:41

เมื่อไรก็ตามที่เธอเอื้อมคว้าดาวดวงนั้นไว้ในมือ สมดังใจของเธอแล้ว
อย่าได้ลืมผืนดินผืนนี้ ที่เธอเคยยืน เหยียบย่ำ และกระโดดซ้ำๆ อยู่ทุกวัน

... เพราะดีค่ะ



#9 By 123 (61.7.133.13) on 2007-12-10 15:36

อ่านแล้วโดนใจจริงๆ ค่ะ เพลงก็เข้าบรรยากาศ อุอุ
รู้สึกว่าข้อ 7 มันใกล้เคียงกับตัวเองจังแฮะ ( - -")a

/me ขออนุญาตเซฟหน้านี้เก็บ

#8 By Piggy on 2007-12-10 14:06

ขอบคุณมากครับ

#7 By โอ้วเย....~ on 2007-12-10 13:33

"หัวใจที่อ่อนไหวแต่ไร้ความอ่อนโยน"
ทำไงจะทะลายกำแพงในหัวใจตัวเองได้
หลายคนถูกจองจำภายในหัวใจอันมืดบอด
หาทางออกไม่เจอ....

#6 By ed32 (203.156.86.114) on 2007-12-10 11:10

ข้อ ๒ นี่สิ โดน

#5 By Akirin on 2007-12-10 11:02

ชีวิตเป็นเรื่องแปลกประหลาด
แต่คนที่ใช้ชีวิตนั้นแปลกประหลาดกว่า
ผมยังเชื่อว่าเราเป็นผู้มาเยี่ยมเยือนโลกใบนี้ชั่วครู่ชั่วคราว หลายคนมาทำเรื่องดีๆ ให้โลก อีกหลายคนก็สร้างรอยด่างแปดเปื้อนให้กับโลกใบนี้
การเรียนรู้ในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ชีวิตต้องทำ ถ้าตระหนักว่าชีวิตแสนสั้นเราจะใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่า

เรียนรู้ที่จะรักตนเอง แล้วแผ่ความรักให้ผู้อื่น
เก็บรอยยิ้มที่ผ่านพบ เป็นกำลังใจในวันต่อๆ ไปbig smile
อย่ากาง AT Field ใส่กัน อิอิ
ในทุกๆข้อนี่แหละความจริง

ความจริงในข้อ ๙
เราก็คิดทำนองนั้น อยากจะให้ใครหลายๆคนเข้าใจบ้าง แต่นั้นก็ความคิดคนอื่นเขาอีกนั่นแหละ

บางครั้งเราเองไม่รู้ ว่ากำแพงนั่นมันสูงมากแค่ไหน
ต้องเปิดใจก่อนที่จะสายเกิน ทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ

#2 By antzzer on 2007-12-09 22:27

ลำลึกเข้าถึงและเข้าใจ ในความจริง

ในกำแพงที่สูงและหนา

คงต้องปีนฝ่าาทลายด้วยคนที่สร้างมันขึ้นมา

เพราะคนที่สร้างกำแพงนั้น ย่อมรู้ดีว่า

ที่ใดของกำแพง ที่สามารถพังทลายมันได้

มันคือการเอาชนะใจตัวเอง ที่ยากยิ่งกว่า

การเอาชนะผู้อื่น เพราะกำแพงในใจ

มีคนสองคนสั่งการ คือ

คนหนึ่งคือนายกำลังใจ อีกคนคือนายท้อแท้

ดังนั้น ถึงเรากำหนดคนอื่น หรือสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้

แต่เรากำหนดใจเราเองได้ ว่าจะให้เป็นอย่างไร

^_^
big smile

#1 By d[^_^]b on 2007-12-09 21:38

Recommend