"...มันจะเป็นไปได้หรือ...ที่เราจะรักใครโดยที่ไม่กลัวการสูญเสีย
แล้วจะเป็นอย่างไร...ถ้าเราจะอยู่โดยที่ไม่รักใครเลย..."

หนึ่งคำถาม, ที่มิวเอ่ยถามโต้ง, ในคืนเริ่มต้นของเรื่องราว...

"รักแห่งสยาม"

ประเด็นเรื่องการโปรโมทกับเนื้อเรื่องที่แท้ คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งสำคัญ คือ ความหมายลึกๆ ที่แอบซ่อนตัวเองอยู่ภายใต้ฉากมายา
ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาอยู่บนหน้าจอ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้ชม

...

...

หลายครั้งที่ความรัก เกิดขึ้นจากความโหยหา
ชีวิตที่ขาดหาย ทำให้คนดิ้นรนไขว่คว้าอะไรบางอย่างเข้ามาเติมเต็ม
ไม่ใช่เพียงคนหรือสิ่งของ ไม่ใช่แค่มองหรือจับต้องได้
หากแต่หมายถึงความรู้สึก เป็นความรักที่ไม่เคยได้สัมผัส
เพื่อให้เสี้ยวใจนั้นได้เติมเต็ม กลับเป็นหัวใจที่เต็มดวงอีกครั้ง

มิวและโต้งก็เหมือนกัน, นั่นคือความจริงที่สังคมไม่อาจปฏิเสธ
และไม่ควรกล่าวโทษเขาทั้งสอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
เมื่อต้องเผชิญกับชีวิตที่
เดียวดาย อ้างว้าง ด้วยวัยเพียงเท่านี้
บนเส้นทางรกร้าง เต็มไปด้วยขวากหนามของความเหงา
จะมีสักกี่คน ที่สามารถผ่านมันไปได้โดยไม่เกิดบาดแผลใดเลย

นั่นคงเป็นสิ่งที่มิวและโต้งพยายามจะสื่อให้ทุกคนได้รับรู้
มากกว่าจะมองเพียงแค่ว่า สถานะของเขาทั้งสองเป็นอย่างไร

เนื้อแท้ของจิตใจคนเรา เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง
อย่างที่นักจิตวิทยาชอบบอก ว่ามันเป็น "psychodynamic"
ในแต่ละช่วงชีวิต แต่ละเหตุการณ์ผ่านเข้ามา แต่ละปัญหาที่ต้องเผชิญ
เสมือนหยดน้ำที่ค่อยๆ รินรดลงบนผิวโขดหินอย่างเชื่องช้า ทว่าต่อเนื่องยาวนาน
และเมื่อเวลาผ่านไป ผิวโขดหินนั้นย่อมสึกกร่อนไปตามแรง
กลายเป็นรูปร่างที่แปลกตา ตามแต่น้ำนั้นจะหยดซ้ำลงที่ใด
หัวใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน

...

...

จะเห็นได้ว่า มิวและโต้งต่างมีรอยหยดน้ำที่ตรงกันอย่างประหลาด
มิว เกิดมาพร้อมกับความเหงา มีเพียงอาม่า ดนตรี และโต้ง
ที่ทำให้มิวรู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีคุณค่า มีความหมาย
แต่...จะเป็นอย่างไร เมื่อโต้งต้องย้ายบ้านไปห่างไกลจากมิว
และ...จะเป็นอย่างไร เมื่ออาม่าของมิวต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ช่วงชีวิตกว่า ๕ ปี ที่มิวต้องทนกับความเดียวดายในบ้านไม้ ประตูเหล็ก
กับความเจ็บปวดที่มีเพียงเสียงดนตรีเท่านั้นคอยปลอบโยน
คงเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน ที่ใครจะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้

โต้ง เกิดมาในครอบครัวที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์พร้อม
มีพ่อ แม่ และพี่สาวคอยดูแล ประคับประคองใจให้อบอุ่น
แต่แล้ววันหนึ่ง พี่สาวของโต้งก็หายตัวไปอย่างไร้เหตุผล
พ่อของโต้งกลายเป็นคนติดเหล้า แม่กลายเป็นคนโมโหร้าย
โต้งจำเป็นต้องย้ายบ้าน เพราะพ่อและแม่ไม่อาจทนกับอดีตที่เจ็บช้ำได้
มิวและโต้ง, เพื่อนรักใกล้บ้าน, จึงต้องลาจากกันไป

ครอบครัวที่เป็นความหวัง เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ต้องล่มสลาย
อดีตอันแสนหวานผ่านไปอย่างที่มีไม่วันจะหวนคืนกลับมาได้เลย

...

...

แล้วใครเล่า่จะทันได้นึกถึง
ว่าการที่เด็กคนหนึ่ง, หรือสองคน, จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่
จะต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากน้อยเพียงไร
วันเดือนปีที่แข็งกร้าว เข้าบีบคั้นหัวใจที่อ่อนล้าโรยแรง
ค่อยๆ หล่อหลอมความเป็นตัวตนของใครสักคนขึ้นมา
เพื่อให้ฝืนยืนหยัดอยู่ในสังคมที่ไร้ความแน่นอนจนเกินจะไว้ใจ
จิตใจของมิวและโต้งจึงโหยหา หวังไขว่คว้าความรู้สึกที่ขาดหายไปนั้น

แม้เวลาผ่านไป ต่างคนต่างเติบโต ได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น
ผ่่านผู้คน ผ่านเรื่องราว หลากหลายความรู้สึก
แต่รอยร้าวที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในอดีตมันบาดลึกเกินกว่าจะแก้ไข
ทุกอย่างจึงย้อนกลับสู่ความรู้สึกเดิม คือความเหงาที่คอยกัดกินหัวใจ
จนเมื่อได้พบใครสักคนที่เคยรู้จัก เคยใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก่อน
ก็
เหมือนเป็นการดึงเอาความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีกลับมาอีกครั้ง
จึงไม่แปลก ที่เมื่อมิวและโต้งได้กลับมาพบกัน ณ มุมหนึ่งในสยามสแควร์
เสี้ยวใจของทั้งสองจึงประติดประต่อเข้าหากันได้อย่างรวดเร็ว

"...รู้สึกอย่างฉันบ้างไหม ว่าวันที่ไม่มีเธออยู่,
วันที่เธอไม่อยู่, ชีวิตก็ดูไม่มีความหมาย
รู้สึกอย่างฉันบ้างไหม ว่าวันที่เรามีกันข้างกาย,
ที่เรามีกันข้างกาย, ไม่มีวันไหนที่ไม่สุขใจเลยซักวัน..."

...


...

ผู้สร้างภาพยนตร์อาจกำลังเล่นตลกร้ายกับผู้ชม
ว่า ความเหงามันทำร้ายจิตใจของคนได้มากเพียงไร
และสังคมที่โดดเดี่ยวนั้นฝากอะไรไว้ในใจของตัวละครบ้าง
อย่างที่มิวบอกกับโต้ง, ในคืนนั้น, ว่าเขาต้องทนกับความอ้างว้างมานาน
ในบางครั้ง คล้ายกับว่ามันจะจางหายไปตามกาลเวลา
แต่ลงท้ายมันก็กลับแจ่มชัดขึ้นมาอยู่ทุกครั้ง ไม่เคยลบเลือนไป

"...ก็อย่างตอนเด็กๆ ความเหงาคือการไม่มีเพื่อนใช่มั้ย
แต่พอโตขึ้น ความเหงามัน...เหี้... กว่านั้นมาก..."

ความเจ็บช้ำทั้งชีวิตของมิว แลกกับอ้อมแขนที่อบอุ่นของโต้ง,
แม้เพียงชั่วครั้ง, มันก็คุ้มกันไม่ใช่หรือ ?

ใครที่ไม่เคยเหงา คงยากที่จะเข้าใจความรู้สึกของมิว
ว่าเวลาที่อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่มองไปแล้วเหมือนไม่มีใคร
มันเป็นความรู้สึกที่ปวดร้าวและอ่อนล้ามากเพียงไร
กว่าจะมีใครสักคนยื่นมือเข้ามา ทำให้หัวใจที่เหน็บหนาวได้อบอุ่น
ความรักที่ได้รับจากโต้ง คือความหมายที่มิวค้นหามาทั้งชีวิต
เป็นสิ่งสากล เปี่ยมด้วยคุณค่าเหนือกว่าคำบรรยายใดๆ
และด้วยความรักนี้เอง ทำให้มิวสามารถแต่งเพลงรักลึกซึ้งได้อย่างง่ายดาย
เพราะ นั่นคือเพลงที่มิวแต่งให้กับโต้งเพียงคนเดียวจริงๆ

"...ให้มันเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
อยู่ด้วยกันตราบนาน...นาน...
ดังในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง..."

...

...

ความจริงแล้ว ภาพยนตร์ได้เสนอปมปัญหาเอาไว้อีกหลายอย่าง
เป็นปัญหาที่มากพอจะกระทบต่อจิตใจของตัวละครได้
ไม่อยากให้ผู้ชม เลือกตัดสินคุณค่าของภาพยนตร์เพียงเพราะแหวกแนว
หรือเพียงเพราะการโปรโมทไม่ตรงกับเนื้อเรื่องจริง
เพราะภาพยนตร์ก็คือฉากชีวิต ที่ย่อมมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผล
มีพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวละครที่แตกต่างกัน
และคงพอให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความจริงในสังคมบ้าง
ว่า วัยรุ่นนั้นมีจิตใจที่อ่อนไหวมากเพียงไร เปลี่ยนแปลงง่ายเพียงไร
มากกว่าจะมาคอยกรี๊ดกร๊าดบางฉาก เพื่อสนองความต้องการของตนเอง

แล้วกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า "คุณยังมีความหวังกับความรักมั้ย ?"
และ "ทุกครั้งที่ฟังเพลงรัก คุณคิดถึงใคร ?"

...

ปล. ถึงจะเขียนอย่างนี้ แต่อย่าเข้าใจคนเขียนผิดนะครับ

ขอบคุณสำหรับทุก comments ครับ


Comment

Comment:

Tweet

เพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อวานนี้เอง
ตอนแรกไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ แต่ชอบเพลงประกอบมากๆ พออ่านเจอที่พี่เขียนก็เลยอยากดู
"...มันจะเป็นไปได้หรือ...ที่เราจะรักใครโดยที่ไม่กลัวการสูญเสีย
แล้วจะเป็นอย่างไร...ถ้าเราจะอยู่โดยที่ไม่รักใครเลย..."

ชอบประโยคนี้มากๆ

#28 By ปีก on 2008-02-27 13:00

ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน เป็นเรื่องแรกในรอบหลายปีนี้ที่ไปดูแล้วน้ำตาไหล ไม่ใช่เพียงเพราะเนื้อเรื่องดีเท่านั้น แต่มันช่างตรงกับชีวิตจริงของเราอย่างไม่น่าเชื่อ ชั่วแต่ว่า...เราไม่มีโต้งเท่านั้นเอง

#27 By แต๋ง (202.12.73.6) on 2008-02-14 22:16

แล้วกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า "คุณยังมีความหวังกับความรักมั้ย ?"
และ "ทุกครั้งที่ฟังเพลงรัก คุณคิดถึงใคร ?"


โดนนนนน อิอิ
แต่มันก็แห้วไปแล้วอะคับ พี่Artz

#26 By i3oi3 (202.28.181.200) on 2007-12-19 12:33

ตราบใดที่มีรักย่อมมีหวังที่ใดมีรักก็ย่อมมีทุกข์เช่นกันแหละ

#25 By tingting (61.7.133.13) on 2007-12-10 15:33

โหยพี่อ่านแล้วน้ำตาจะร่วง

ส้มก็ชอบเรื่องนี้มากๆเหมือนกัน เป็นเรื่องนึงทีี่ส้มเข้าใจในอารมณ์ของมิวเลยอ่ะ ดูไปแบบน้ำตาไหล
โหยพี่ อ่านแล้วน้ำตาจะร่วงเลยอ่ะ

ส้มก็ชอบเรื่องนี้นะ คิดแบบพี่เหมือนกัน