๔๕. "บ้า"

posted on 30 Sep 2007 14:21 by raynartz in Bio-Psycho-Social-Linguistic

การทำงานของระบบประสาท
เริ่มต้นจากการส่งสัญญาณของเซลล์ประสาทหนึ่งตัว, หรือหนึ่งกลุ่ม,
วิ่งไปตามเส้นใยของเซลล์ กลายเป็นเครือข่ายกระแสประสาท
กระจายจากจุดเริ่มต้น ไปสู่จุดอื่นๆ ต่อเนื่องกันไป
กระทั่งสิ้นสุดที่ปลายทาง เกิดการตอบสนองต่อคำสั่งจากสัญญาณนั้นๆ

การกำเนิดสัญญาณประสาท และเส้นทางการส่งกระแสประสาท
ถูกควบคุมด้วยกลไกรักษาสมดุลของร่างกาย
ประกอบด้วยโครงสร้างของเซลล์ประสาท เครือข่ายเชื่อมโยง
ตลอดจนสารสื่อประสาทที่เซลล์ประสาทหลั่งออกมา
ทำหน้าที่กระตุ้น ส่งเสริม หรือแม้กระทั่งยับยั้งสัญญาณประสาทที่เกิดขึ้น
เพื่อปรับแต่งกระแสประสาทให้ถูกต้อง เหมาะสม
และสามารถนำคำสั่งไปสู่จุดหมายได้แม่นยำตามต้องการ

แต่ถ้าหากเซลล์ประสาทตัวใดตัวหนึ่ง, หรือกลุ่มหนึ่ง, เกิดบ้าคลั่ง
สร้างสัญญาณประสาทที่รุนแรงเกินเลย โดยไม่มีความจำเป็น
อย่างที่เรียกว่า
hyperexcitability of neuron
กลายเป็นสัญญาณ บ้า เกิดขึ้นภายในเซลล์ประสาทนั้น
แล้วส่งไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ข้างเคียง, ทำนองชักชวน,
ให้รับสัญญาณ บ้า ไป และส่งต่อให้กับเซลล์อื่นๆ เป็นอนุกรม
ก็จะเกิดกระแส บ้า เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกระจายออกไป
จนกลายเป็น abnormal synchronization ขึ้นในสมอง
ผลก็คือ ร่างกายจะแสดงอาการแปลกๆ ออกมา
เรียกเป็นภาษาหมอว่า
ลมชัก : seizure& epilepsy
อาจจะเหม่อลอย ปากกระตุก เคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่จำเป็น
และถ้ากระแส บ้า นั้นรุนแรงมาก กระจายไปทั่วสมอง
ก็จะเกิดอาการชักเกร็งทั่วตัวตามมาในที่สุด

ใช่ว่าร่างกายจะไม่ยับยั้งสัญญาณ บ้า นั้น
ในความจริง, ร่ายกายได้พยายามปรับแต่งสัญญาณอย่างเต็มที่แล้ว
แต่โชคร้าย ที่ความพยายามทั้งหมดนั้นไร้ผล
เพราะความ บ้า มันรุนแรง เกินกว่าที่ความ ปกติ จะสู้ไหว
สุดท้าย ความ ปกติ ก็ยอมแพ้ เปลี่ยนเป็นความ บ้า ไปตามๆ กัน
เรียกว่ายอม อินเทรนด์แบบบ้าๆ ดีกว่า เอาท์แบบดีๆ
ลงเอย มันก็เลย บ้า กันไปทั้งหมด !!!

...

อันที่จริง เซลล์ประสาทก็ไม่ต่างอะไรกับคนเรา
การที่เซลล์แต่ละตัวเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายประสาท
ก็เหมือนกับคนที่อยู่รวมกัน สร้างความสัมพันธ์จนกลายเป็นสังคม
แรงขับเคลื่อนจากคนหนึ่งคน, หรือหนึ่งกลุ่ม, ที่มีอิทธิพล
จะส่งผ่านผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงออกไปเรื่อยๆ เป็นวงกว้าง
จากแนวคิดของคนกลุ่มเล็ก กลายเป็นค่านิยมของคนกลุ่มใหญ่
กระทั่งเป็นแนวปฏิบัติของคนทั่วไปในสังคม

ในขณะที่ คน เป็นผู้สร้างสังคมให้เกิดขึ้น
คน ก็เป็นผลผลิตของสังคมในคราวเดียวกัน

หากความสัมพันธ์ของคนในสังคม
เกิดจากแรงขับเคลื่อน จากแนวคิดที่เป็นปกติ
มีการกระตุ้น ส่งเสริม และยับยั้งด้วยกลไกที่เหมาะสม
ผลต่างๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมจะทำให้สังคมมีการตอบสนองในทางที่ดี
แต่ทันทีที่คนในสังคมยอมรับกระแส บ้า ที่เกิดขึ้น
และทั้งยังพร้อมใจกันส่งต่อความ บ้า ออกไปเรื่อยๆ
เกินกว่าศีลธรรม, หรือความเป็นปกติของสังคม, จะรับมือไหว
ผลที่เกิดขึ้น จึงผลักดันสังคมให้ตอบสนองในทางลบ
เหมือนอย่างเหตุการณ์ในระบบประสาทนั่นเอง

ดูเหมือนว่ากลไกยับยั้งของสังคมเท่าที่มีอยู่
ก็ออกจะอ่อนด้อยเหมือนกับกลไกของระบบประสาทเสียด้วย
เรื่องราววุ่นวายมากมายจึงเกิดขึ้นได้ไม่เว้นวัน
ต่อเนื่องกันเป็นอนุกรมไม่รู้จบ

...

ฉะนั้น, เพื่อปรับแต่งแรงขับเคลื่อนให้เป็นไปในทางที่ดี,
จึงต้องพยายามสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมในตัวเราให้แข็งแรง
มีด่านความคิดที่จะพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ ให้ถ่องแท้
รู้จักเลือก รู้จักรับกระแสสังคมอย่างเหมาะสม
จึงจะหยุดกระแส บ้า ที่เกิดขึ้นได้ชะงัด

การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แข็งแรง
ทำได้ง่ายกว่าการป้องกันลมชักมากหลายเท่า
เพราะการป้องกันลมชัก ต้องใช้ยาระงับประสาท
ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาได้มาก
แต่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม อย่างที่ได้พูดไป
อาศัยเพียงสติรู้ตัว ประสบการณ์ และวิจารณญาณในตน
ไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ให้ลำบากเลย

เมื่อทุกคนในสังคม มีสติรู้ตัว มีวิจารณญาณที่เพียงพอ
สามารถพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ ให้ถ่องแท้
เลือกรู้ และเลือกรับกระแสสังคมได้อย่างเหมาะสมแล้ว
กระแส บ้า จะไม่มีการสืบทอด
และสังคมก็จะเป็นปกติสุข

...

 

ขอบคุณคำอธิบายเรื่อง ลมชัก :seizure & epilepsy
จากพี่สุกรีย์ - นพ. สุกรีย์ สมานไทย,
แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ ๓ สาขาประสาทวิทยา
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,
ที่ช่วยให้น้องๆ เข้าใจกลไกการเกิดลมชักได้ดียิ่งขึ้น

 


 

ประชาสัมพันธ์ นิดส์...

ฝนตกเป็นรอยยิ้ม

เรื่อง : ฝนตกเป็นรอยยิ้ม
เขียน : รัตนาดิศร
ภาพ : ส้มกิ้ว
ISBN : 978-974-8003-50-4
หนา : 104 หน้า
  : สำนักพิมพ์ บลูเบลล์
จำหน่าย : ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ

 

ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ

Comment

Comment:

Tweet

งิงิ .. ว่าจะไปงานหนังสืออยู่เหมือนกัน confused smile

#10 By ๐~ | Monokuro-Boo | ~๐ on 2007-10-12 13:31

บ้าตามกระแสรักษายาก ยิ่งถ้าสังคมนั้น "บ้า" ตามกันไปหมด ก็ยุ่งกันใหญ่ แต่ห้ามยากนะ ปลาตายมักทวนน้ำ

#9 By Endearing on 2007-10-12 11:51

confused smile บ้าทางอารมณ์ กับ บ้าทางร่างกาย

#8 By Luna~ on 2007-10-11 23:49

อืม ได้ข้อคิดดีนะ
ได้รู้จักความ"บ้า"ขึ้นอีกเยอะ
กะลังสงสัยอยู่พอดีว่าตัวเองบ้าอ๊ะป่าว
ตอนนี้สบายใจแล้ว 555

#7 By choc on 2007-10-07 20:58

ความบ้าตกต่อเป็นทอดๆ...
หนังสือนั้นเดวผมไปหาซื้อมาอ่านบ้างดีกว่า

#6 By Crozzax on 2007-10-05 19:42

พี่หมออาร์ทเขียนหนังสือด้วยเหรอ?

เดี่ยวจะต้องไปหาอ่านซะหน่อยแล้ว

แล้วจะอุดหนุนนะคะ

หึหึหึ

neuro med ล้างสมองพวกเราไปแล้ว เหอ ๆ

#4 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-10-01 01:00

งืมมม ตอนแรกอ่านแบบสแกน เห็นคำว่า "บ้า" ก็นึกถึงว่า คนทั่วไปมักมองคนที่แต่งตัวแปลกๆ หรือศิลปินเป็นพวกคนบ้า ทำให้นึกถึงคำพูดของอ. ท่านนึงที่เคยพูดประมาณว่า ถ้าลองสังเกตกันดีๆแล้ว จะเห็นว่าศิลปินนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทำให้เมื่อมีค่านิยม หรือแฟชั่นต่างๆเข้ามาแล้วก็มักไม่เอนอ่อนตามค่านิยมเล่านั้นไป

แต่พออ่านดูอีกรอบแบบชัดเจน ถึงได้เข้าใจว่าหมายถึงการบ้าไหลตามกระแสของสังคมไป

ถ้าอย่างนั้นจริงๆแล้วไม่ว่าคนที่ไหลหรือไม่ไหลตามกระแสก็เป็นคนบ้าด้วยกันทั้งนั้น แต่บ้าคนละมุม เราเองเมื่อเห็นของแปลกก็มองว่าสิ่งนั้นบ้า แต่ถ้าเราแปลกสำหรับอีกฝ่าย เราเองก็บ้าเหมือนกัน

สุดท้ายเลยงงว่าอะไรคือ"บ้า"

ปล. เค้าเขียน สังเกตหรือสังเกตุ กันค่ะ งง จะพิมพ์ก็ค้างอยู่นานมากเลยคำนี้

#3 By ดินสอทราย on 2007-10-01 00:03

ได้ความรู้อีกแล้ว

#2 By Mr.show on 2007-09-30 14:56

บางทีเราควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จนรุ้สึกเหมือนกำลังจะป็นบ้าเลยล่ะค่ะ

#1 By ดาวถัดมา on 2007-09-30 14:31

Recommend