...

(กลอน - ว่าง - เปล่า)

ทุกสิ่งหยุดการเคลื่อนไหว
ภายใต้ดวงตาที่ปิดสนิท
นี่คือความจริงของชีวิต
ยิ่งใหญ่ แต่น้อยนิด - ชีวิตจริง

เพียงแค่ข้ามคืนวาน
กับการละทิ้งทุกสิ่ง
ร่างกายที่เคยไหวติง
กลับสงบนิ่งลงฉับพลัน

ไม่มีใครเคยอยู่ค้ำฟ้า
ไม่มีใครเก่งกล้าท้าสรวงสวรรค์
ไม่ใครอยู่ยงคงกระพัน
ไม่มีใครหยุดวันและเวลา

คนข้างหลังทั้งหลาย
โปรดจงรู้ไว้เถิดว่า
ทุกชีวีที่ถือกำเนิดมา
สุดท้าย ล้วนต้องลาจากไป

...

ศุกร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐,
จำได้ว่าวันนั้น เข้าร่วมสัมมนาอยู่ที่สถาบันประสาทวิทยา
ล่วงเลยมาเกือบเที่ยง เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบรับโทรศัพท์
ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก, ก่อนจะหันมาบอกกับเพื่อนคนอื่นที่เหลือ
ว่า "อาจารย์สุมาลีเสียแล้ว ตอนนี้กำลังรดน้ำศพอยู่ที่ศิริราช"

บ่อยครั้งที่ข่าวร้าย
มักจะมาถึงตัวเรา ในขณะที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว

...

ศ. เกียรติคุณ พญ. สุมาลี นิมมานนิตย์

...

ท่านเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง
ท่านบอกว่า สมัยที่ท่านยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมก็เรียนได้ปานกลาง
คะแนนไม่สูงมาก เรียนสบายๆ น่าจะสักประมาณ ๖๐ กว่าๆ ได้
ท่านเรียนอยู่ที่วัฒนาวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยม
ไม่ได้สอบเข้าเรียนต่อที่เตรียมอุดมศึกษา
ด้วยเหตุผลที่ว่า "เลือดรักโรงเรียนมันแรง"

หลังเรียนจบจากวัฒนาวิทยาลัย
ท่านสอบได้คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
ก่อนจะจับพลัดจับผลู สอบข้ามฟากมาเรียนที่ศิริราชได้

ท่านเล่าว่า ในการสอบสัมภาษณ์ก่อนข้ามฟากมาศิริราชนั้น
เพื่อนๆ ของท่านที่เรียนเก่งกว่า โดนถามความรู้สารพัด
แต่ตัวท่าน โดนถามด้วยคำถามง่ายๆ ว่า "หุงข้าวอย่างไร ?"
เพราะความที่เป็นนักเรียนประจำตั้งแต่เล็ก ไม่เคยทำ
ท่านจึงตอบอย่างพาซื่อ ว่า "ใส่น้ำ ตั้งไฟ แล้วจิ้มนิ้วลงไป"
อาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์ถึงกับหลุดหัวเราะกันใหญ่
เพราะหากทำอย่างที่อาจารย์สุมาลีว่าแล้ว ข้าวนั้นก็คงไม่สุก
แต่อาจารย์สุมาลีท่านก็อธิบายอย่างง่ายๆ
ว่า "ถ้าอยู่คนเดียวก็คงมีทางทำจนได้ ไม่อดตายหรอกค่ะ"

สุดท้าย อาจารย์สุมาลีก็สอบข้ามฟากมาได้
ด้วยวิชา "หุงข้าว" นั่นเอง

ช่วงชีวิตที่ศิริราช เมื่อครั้งเป็นนักเรียนแพทย์ศิริราชรุ่น ๗๐
ท่านกล่าวว่า เป็นช่วงชีวิตที่สนุกมาก
จะเว้นก็แต่การเรียนผ่าศพ เพราะกลัวมาก
ถึงขนาดกินเครื่องในไม่ลงไปพักหนึ่งเลย
แต่นอกนั้นก็ไม่เครียดอะไร ไม่เคยนอนดึกเกิน ๓ ทุ่ม
ไปสอบบอร์ดที่เมืองนอก เห็นฝรั่งหอบตำราเล่มใหญ่
แต่ท่านไม่เคยหอบ ได้เท่าไหนก็เอาเท่านั้น
ท่านว่ามันช่วยให้ใจเราไม่ลน นิ่ง และไม่เคยสอบตกเลย

กลับจากสหรัฐอเมริกา พร้อมวิทยฐานะ
Diploma American Board of Internal Medicine,
Certificate Fellowship in Nephrology
เป็นหมอเฉพาะทางโรคไตรุ่นแรกๆ ของประเทศไทย
ทำงานทั้งในฐานะหมอรักษาคนไข้ และฐานะอาจารย์หมอ
ดูแลคนไข้ตั้งแต่ ๗ โมงเช้า จากนั้นก็สอน ประชุม ทำงานวิจัย
จากตำแหน่งอาจารย์ในภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาโรคไต
กระทั่งเป็นแพทย์หญิงคนแรก ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์
ทุ่มเทให้กับคนไข้ และเอาใจใส่นักเรียนแพทย์ทุกคน
รวมเวลาตั้งแต่เรียนจบ จนถึงก่อนที่ท่านจะป่วย
กว่า ๔๐ ปี ที่ท่านทุ่มเททั้งพลังกาย พลังใจ
และยิ่งเวลาผ่านไปเพียงไร ท่านก็ยิ่งผูกพันกับศิริราชเพียงนั้น

...

...

อาจารย์สุมาลี เล่าถึงชีวิตของท่าน
ว่าเคยมีรุนน้องล้อท่านว่า ชีวิตของท่านนั้นจืดชืด
ไม่มีเรื่องตื่นเต้น ไม่มีเรื่องความรัก
ท่านเองก็ยอมรับว่าจริง เพราะมันเป็นทางที่ท่านเลือกเอง
มีชีวิตอยู่กับพ่อ แม่ น้องๆ หลานๆ ท่านก็มีความสุขดี
ไม่เคยรู้สึกเหงาหรือต้องการอะไรมากกว่าที่ท่านมีอยู่
ทำงานไปสบายๆ เรื่อยๆ จนมาเจอโรคมะเร็งก็ตื่นเต้นขึ้นมาหน่อย
แต่ก็ยังใช้ชีวิตตามปกติได้ เพราะ "กายป่วย ใจไม่ป่วย"

เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ท่านได้รับรางวัล "เพรสทีจ ผู้หญิงดีเด่น ปี ๒๕๔๙"
จากการที่ท่านผลักดันให้เกิดโครงการ "รักษาใจยามเจ็บป่วย"
ในขณะที่ตัวท่าน ก็เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดแพร่กระจาย
แต่ท่านยังทุ่มเทให้กับโครงการนี้อย่างเต็มที่ ด้วยประสบการณ์ที่มี
ท่านกล่าวว่า สิ่งที่ท่านทำเป็นเพียงการทำตามหน้าที่
เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่พึงทำให้แก่กันในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
และจะทำจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต...

...

...

ช่วงหลังมานี้ โรคมะเร็งรุมเร้ามากขึ้นกว่าเดิม
กระทั่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด
ท่านจึงตัดสินใจหยุดยา เพราะผลข้างเคียงรุนแรง
และการรักษาก็ไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง

ท่านเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้
ว่า เมื่อถึงระยะท้ายที่รักษาไม่ได้แล้ว และไม่รู้ตัว
ไม่ขอเข้าไอซียู อยากนอนสงบเฉยๆ
ไม่ต้องวัดความดันเลือด อุณหภูมิ
หรือคอยมาเปิดตาดูว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
ที่ท่านกล่าวอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะรีบตาย
เพียงแต่ท่านรู้ว่าเมื่อไรควรรักษา และเมื่อไรควรหยุด

ถึงท่านจะเจ็บป่วยมากเพียงไร แต่เชื่อไหม
รุ่นพี่บางคนบอกกับฉันว่า เมื่อ ๒ วันก่อนที่ท่านจะจากไป
ในงานสัมมนาอายุรศาสตร์ เรื่อง Palliative care
ยังได้ยินเสียงบันทึกเทปของอาจารย์อยู่เลย
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า นั่นจะเป็นการสอนครั้งสุดท้ายของท่าน

ท่านทำหน้าที่ "ครู" จนนาทีสุดท้ายของชีวิต

คุณงามความดีที่ท่านอาจารย์สร้างไว้ในโลกนี้
จะยังคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าตัวท่านจะจากไปก็ตาม

ขอให้คุณความดีทั้งหลายเหล่านั้น
นำพาให้ดวงวิญญาณของอาจารย์ สู่สุคติชั่วนิจนิรันดร

...

รัตนาดิศร

 

Comment

Comment:

Tweet

ภายหลังที่ได้มาทำเรื่อง Palliative care จึงได้พบกับอาจารย์อีกช่วงหนึ่ง หลังจากห่างหายไปตั้งแต่จบแพทย์ที่ศิริราชในปี ๒๕๓๑
อาจารย์ดูแจ่มใสสดชื่นและเย็นมาก แทบจะไม่แตกต่างจากสมัยที่เราเรียนกับอาจารย์เลย แต่ในคราวนี้ "วิชา" ที่ได้พูดคุยกันไม่ใช่เป็นเพียงวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องอื่นๆที่สมัยเป็นนักเรียนแพทย์เราคงจะไม่เข้าใจ และก็ไม่มีเวลาที่จะพูดถึงมากนัก นั่นคือเรื่องของความเมตตา เรื่องของสัจธรรม และเรื่องของทำไมความเมตตากับสัจธรรมถึงผูกพันกับวิชาชีพแพทย์มากยิ่งนัก
อาจารยได้กรุณาเล่าเรื่องการ breaking the bad news เป็นบทเรียนที่อาจารย์ปฏิบัติเอง เพราะอาจารย์เป็นคน break the bad news เรื่องวินิจฉัยของตัวอาจารย์เองกับคุณแม่ของอาจารย์ คำต่อคำ ฉากต่อฉาก ณ​ โต๊ะอาหารนั้นเป็นบทเรียนอันมีค่าต่อทั้งวิชาชีพทั้งหมด และต่อความเป็นคนๆหนึ่ง ในเรื่องของความรัก ความอ่อนไหวและอ่อนโยน และการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงด้วยความกล้าหาญ เป็นความกล้าหาญจากการสั่งสมต้นทุนมาเป็นเวลายาวนาน จนตกผลึกมาเป็นตัวตนทั้งหมดในปัจจุบัน
บางทีนี่คือสิ่งที่คนบางคนเกิดมาเพื่อ เราทุกคนเกิดมาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง และบางสิ่งบางอย่างนั้นก็มีความหมายต่างๆนานาต่อคนแต่ละคน ธรรมะจัดสรรที่ทำให้มาโคจรประสบพบเจอกับอาจารย์ครั้งหนึ่งตอนเป็นนักเรียน อีกครั้งหนึ่งตอนที่ได้รับชื่อว่าเป็นครู ทั้งสองครั้งเรามีสถานะเป็นนักเรียนทั้งคู่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจารย์พูด ที่อาจารย์ทำ ที่อาจารย์คิด และใช่ชีวิต ล้วนเป็นบทเรียนอันมีค่าอย่างยิ่งทั้งสิ้น
ศิษย์ขอกราบรำลึกพระคุณของอาจารย์ ศิษย์จะขอถ่ายทอดคุณงามความดีทั้งหมดที่ได้รับมาให้สืบทอดต่อไปให้ดีที่สุด ให้มากที่สุด จนกว่าชีวิตจะหาไม่

#10 By สกล สิงหะ (61.19.201.18|61.19.201.18) on 2015-09-15 09:27

#9 By (114.109.18.160|114.109.18.160) on 2015-09-13 11:39

เคยฟังบรรยายของท่านที่ยุวพุทธิกสมาคมค่ะ

ขอให้ท่านเดินทางล่วงถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริงนะคะ

#8 By may (125.26.188.91) on 2008-06-08 21:35

#7 By (61.19.67.13) on 2008-06-04 21:30

คนในโลกนี้มี 4 จำพวก
1) มามืด ไปมืด
2) มาสว่าง ไปมืด
3) มามืด ไปสว่าง
4) มาสว่าง ไปสว่าง

มามืดไปมืด เก็คือ เมื่อเกิดมา เต็มไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ สะสมอยู่ในตัว มีบาปหนา เกิดมาต้องลำบากยากแค้น ตายไป ก็ยังเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีลดเลย แถมอาจเพิ่มขึ้น ด้วย

มาสว่าง ไปมืด คือ คุณอาจมีบุญสะสมจากอดีตชาติมามาก เกิดมาจึงสบาย ไม่ยากแค้นอะไร
แต่อยู่ไปๆ คุณก็สร้างแต่พลังงานทางลบตลอด ทั้ง โลภ โกรธ หลง ทำชั่วสารพัด

มามืด ไปสว่าง คือ แม้คุณอาจเกิดมาลำบากยากแค้น อาจเป็นด้วยผลกรรมในอดีต แต่คุณพยายามสร้างสม คุณความดีในจิตใจคุณ มีความโลภ ความโกรธ ความหลงน้อยลง ใจคุณสว่างขึ้น อนาคตหรือเมื่อตายไป เกิดใหม่คุณย่อมมีชีวิตที่ดีขึ้น

มาสว่างไปสว่าง คือ แม้เกิดมาคุณมีบุญเก่ามามาก อยู่อย่างสบายแล้ว คุณก็ยังไม่ประมาท หมั่นลดละกิเลส ตัณหา โลภะ โทสะ โมหะในตัวคุณ น

อาจารย์เป็นผู้ที่มาสว่าง ไปสว่าง ขอให้พวกเราได้เดินตามรอยเท้าอาจารย์

#6 By wings (203.99.253.8) on 2007-10-10 16:30

รักและเคารพในอาจารย์มากๆเช่นกัน

จะบอกว่า อ.ท่านเสียไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะพวกเรา หรือตัวท่านเอง ก็น่าจะคาดมาก่อนหน้า ไม่มากก็น้อย ว่าละครชีวิตเล่มนี้ จะมีตอนจบเป็นเช่นไร


แต่ท่านอ.สุมาลี ก็ตัดสินใจที่จะเลือกเขียนตอนจบของตัวท่านเอง ได้ออกมางดงามที่สุด มีคุณค่าที่สุด ก่อนที่จะปิดฉากชีวิตลงอย่างน่าประทับใจ

ขอให้อาจารย์ไปสู่สุคติครับ

#5 By Zieghart on 2007-09-29 01:50

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ
ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ
ตอนนี้อาจารย์คนหนึ่งของเรากำลังป่วยเหมือนกัน
เขาสอนภาษาเยอรมันและแนะนำเรื่องการแต่งวรรณกรรมดีๆ กับเราเสมอ
แต่ท่านป่วยมาสองอาทิตย์แล้ว ห่วงท่านไม่หายเหมือนกัน
ได้แต่ยอมรับว่าชีวิตไม่จีรัง

#4 By emrysmerlin on 2007-09-27 02:41

เกิดแก่เจ็บตายเป็นวัฎจักรของชีวิตค่ะ
คงเหลือคุณความดีมหาศาล
ในวันที่เราได้จากโลกนี้ไป

ขออุทิศด้วยคนค่ะ
อยู่.. . ก็เป็นที่รัก
จาก.. . ก็พาให้คิดถึง
คุณค่า.. . ที่ยังคงตราตรึง
ระลึกถึง.. . ตลอดกาล

ขอให้ผลกรรมดีที่ท่านทำ นำท่านสู่ความสงบและพบนิพพาน



#2 By ~ N ~ on 2007-09-24 17:55

ใจหายกันไปเลยทีเดียว

จากพิธีที่น่าจะมีความสุขที่พวกเราได้ไปร่วมในวันนั้น กลายเป็นพิธีที่ฉันไมสนใจในทันที

ในท่สุดฉันก็ได้กลับไปที่ศิริราช และได้ไปเห็นกับตาตัวเอง

รักอาจารย์มาก ๆ ค่ะ

PaNMiNi SI'115

#1 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-09-23 16:40

Recommend