๔๒. บาดแผลในหัวใจ
posted on 09 Sep 2007 16:41 by raynartz in Bio-Psycho-Social-Linguisticธรรมดาเวลาที่คนเราเกิดบาดแผล
กลไกปกป้องร่างกายจะเริ่มทำหน้าที่ซ่อมแซม
เม็ดเลือดขาวที่ได้รับแจ้งข่าว จะรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ
ทำหน้าที่เหมือนตำรวจร่วมกับปอเต็กตึ๊ง
ตรวจสอบสถานที่ หลั่งสารฆ่าเชื้อโรค เก็บกินซากเนื้อเยื่อที่เสียไป
ประคับประคองให้บาดแผลนั้นค่อยๆ สมานเข้ากัน
และหายดีได้ในเวลาไม่นาน
การที่เม็ดเลือดขาวมารวมตัวกันตรงบาดแผล
เก็บกินเศษเซลล์ หลั่งสารฆ่าเชื้อบางอย่างออกมา
ร่วมกับความพยายามที่จะต่อสู้กับอันตรายของเนื้อเยื่อ
ทำให้บริเวณนั้นบวมแดง และร้อนกว่าปกติ
กลายเป็นการอักเสบที่เจ็บปวดทรมาน
หากบาดแผลที่เกิด เป็นเพียงการสะกิดผิวตื้นๆ ไม่ลึกเกินหนังกำพร้า
หลังจากผ่านความเจ็บปวดน้อยนิดนั้นไปแล้ว เมื่อแผลหายดี
ทุกอย่างจะกลับเป็นเหมือนปกติ ปราศจากร่องรอยหลงเหลือ
คล้ายกับว่า ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
แต่หากแผลนั้นบาดลึก หรือเกิดแผลซ้ำๆ อยู่ที่เดิม
รอยแผลนั้นก็จะเริ่มลุกลาม อาจจะกลายเป็นแผลเรื้อรัง
รุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายจะซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้
เม็ดเลือดขาวจะปล่อยสารฆ่าเชื้อซ้ำๆ อย่างบ้าคลั่ง
จนเกินเลยกระทั่งทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง
เส้นใยในชั้นผิวหนังถึงขีดจำกัดในการสมานบาดแผล
เกิดความเจ็บปวดที่ร้าวลึก เกินกว่าที่ปลายประสาทจะรับไหว
ในที่สุด เนื้อเยื่อรอบข้างก็ยอมแพ้ ทำได้เพียงประคับประคอง
เพราะสุดกำลังจะซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้
บาดแผลนั้นจึงกลายเป็นรอยแผลเป็นในที่สุด

เม็ดเลือดขาว : ตำรวจประจำท้องที่
...
นี่ขนาดผิวหนัง ซึ่งเป็นปราการที่ดีที่สุดของร่างกาย
เมื่อเกิดรอยแผลบาดลึก หรือเกิดซ้ำรอยเดิมอยู่ตลอด
ยังเกินความสามารถที่จะรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้
แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจที่แสนจะบอบบาง
ที่เพียงแค่โดนสะกิดเป็นแผลตื้นๆ ยังเจ็บปวดเหลือเกิน
ต้องใช้เวลานาน กว่ารอยแผลในใจนั้นจะสมานกันได้
แล้วหากต้องเจอกับความเจ็บช้ำซ้ำๆ อย่างนั้น
หัวใจจะทนรับได้นานเพียงไรกัน
เหตุการณ์หลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
สามารถสร้างบาดแผลน้อยใหญ่ในใจเราได้ทั้งนั้น
ขณะเดียวกัน หัวใจเองก็พยายามต่อสู้กับบาดแผลนั้น
จนเกิดความเจ็บปวด โศกเศร้า ทุกข์ระทม
อาศัยเวลา กว่าจะสมานรอยแผลนั้นให้หายดีดังเดิม
ความรู้สึกเหล่านั้นจึงจะลบเลือนไป
แต่จะนึกไปก็แปลก
ทั้งที่หัวใจก็พยายามที่จะรักษาตนเองถึงเพียงนั้น
แต่คนเรากลับคอยที่จะขัดขวางหัวใจของตน
แทนที่จะปล่อยให้รอยแผลที่เกิด สมานตัวอย่างราบรื่น
กลับพยายามกรีดรอยแผลนั้นให้ลึกลงกว่าเดิม
ทำร้ายความรู้สึกของตนเองให้เจ็บอยู่ซ้ำๆ
เฝ้าคิดวนเวียนอยู่เพียงเรื่องเดิม ไม่ปล่อยให้มันจบสิ้นไป
หัวใจจึงต้องคอยสมานตนเองอยู่ซ้ำๆ อย่างนั้น
จนในที่สุด การรักษาก็กลายเป็นการทำร้าย
หัวใจส่วนที่ยังดีได้รับผลข้างเคียง จนเริ่มอ่อนล้า
เกินความสามารถที่จะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกเดิมไว้ได้
สุดท้าย รอยแผลเป็นรอยใหญ่ ก็จะปรากฏขึ้นแทน
กลายเป็นตราอดีต ที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

...
แล้วเราจะปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร
ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนเข้ามาสะกิดผิวหัวใจของเรา
อาจจะเกิดรอยแผลบ้าง ก็เพียงแค่เล็กน้อย
ผ่านไปไม่นาน เวลาก็จะสมานรอยแผลนั้นให้ดีได้ดังเดิม
แต่เมื่อไรก็ตาม ที่เราเข้าไปสะกิดรอยแผลนั้น, ด้วยตัวของเราเอง,
เฝ้าโทษตนเองอยู่ซ้ำๆ ทำร้ายความรู้สึกดีๆ ของตนอยู่ร่ำไป
รอยแผลที่เคยเล็ก ก็จะเริ่มลุกลาม เรื้อรัง
เกิด "chronic inflammation with acute on top."
จนกลายเป็นบาดแผลใหญ่ เกินกว่าที่หัวใจจะรักษาตนเองได้ไหว
เมื่อนั้น คนที่จะต้องทนกับความเจ็บช้ำ ก็คือตัวของเราเอง
ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ, เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น,
คนที่จะทำให้มันเจ็บช้ำอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ใครอื่นเลย
หากแต่เป็นใจของเรานี่แหละ ที่คอยทำร้ายตนเองอยู่ร่ำไป
ถ้าหากเราเข้าใจ ยอมรับกับบาดแผลที่เกิดขึ้น
คอยเวลา ปล่อยให้หัวใจรักษาด้วยตัวของมันเอง
โดยไม่ไปสะกิดแผลนั้นอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อผ่านความทุกข์ระทมทั้งหมดไปแล้ว
หัวใจของเราก็จะกลับมาดีได้ดังเดิม เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา
ที่สุดแล้ว หัวใจของเราจะพร้อมเผชิญกับชีวิตนี้ได้อีกครั้ง

ประชาสัมพันธ์
ภู ธเรศฤๅอาจเที้ยน เทียมคุณ
เก็ต ก่องการิยกรุณ- ยภาคพร้อง
วาจา อนุสาสน์สุน- ทรพากย์
นนท์สถิตปวงศิษย์ซ้อง ซ่านซึ้งเสมอขวัญ
พิธีพระราชทานเพลิงศพ ศ. นพ. ภูเก็ต วาจานนท์ ม.ว.ม.,
อดีตหัวหน้าสาขา ประสาทกายวิภาคศาสตร์
ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,
วันพุธที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐ ; เวลา ๑๗.๐๐ น.
ณวัดมกุฎกษัตริยาราม ราชวรวิหาร
ขอบคุณทุก comment นะครับ


คงต้องปล่อยให้เวลาช่วยเหลือแผลเหล่านี้ด้วย
เอ้ออีกอย่างถึงแม้ว่าจะเป็นแผลเป็นแต่ก็ไม่เจ็บแล้วนี่
#1 By Crozzax on 2007-09-09 17:14