"อาตี๋, ชือฟ่านมา ?"
"เซ่ย์เซ่ย์, อาม่า, ฉิงหนี่ชือปา อั่วปู้ชือ..."*

อาม่าท่านหนึ่ง, ที่เคยรักษาตัวอยู่ที่ตึกอัษฎางค์,
ส่งเสียงทักทายแทบทุกเช้า เวลาที่ฉันเดินตามพี่ไปตรวจคนไข้
ท่านเป็นคนจีนแต้จิ๋ว ย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยนานหลายสิบปีแล้ว
ท่านพูดไทยได้ แต่ท่านก็ชอบที่จะพูดจาภาษาจีนแต้จิ๋วอยู่เป็นประจำ
และท่านจะดีใจมาก หากได้เจอคนจีนแต้จิ๋วเหมือนๆ กับท่าน
น่าเสียดาย ที่ฉันฟังจีนแต้จิ๋วไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย
หากจะได้ ก็ได้แต่จีนกลางแบบงูๆ ปลาๆ, ไม่ได้ร่ำเรียนเป็นหลักสูตร,
จนช่วงหลังๆ ท่านก็เลยหันมาพูด, และสอน, จีนกลางกับฉันแทน...

...

 

"ซือลามะ, บีบี, อาปอ คอบา ?""
"
ซือลามะ บอมอ..., สบายดีค่ะ"**

อีกครั้ง เมื่อฝึกงานอยู่ที่วอร์ดเด็ก, ไม่นานมานี้,
ได้รู้จักน้องคนหนึ่ง ที่มารักษาตัวที่ตึกเจ้าฟ้ามหาจักรี
เพราะเห็นน้องแต่งตัวอย่างชาวมุสลิมแท้ๆ เลยเข้าไปทักทาย
ทีแรก ฉันก็พูดคุยกับเธอเป็นภาษาไทยกลาง
แต่นึกขึ้นได้ ว่ามีเพื่อนเคยสอนภาษายาวีไว้คำสองคำ
เลยลองมาพูดคุยกับน้องดูบ้าง ซึ่งเธอก็ตอบด้วยรอยยิ้ม
หลังจากวันนั้น เธอจึงสอนภาษายาวีให้กับฉันอีกนิดๆ หน่อยๆ
ยังจำได้ ถึงวันสุดท้ายก่อนที่เธอจะกลับบ้าน
เธอโบกมือลาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกล่าวคำว่า "ตีงคา" ก่อนจะเดินจากไป

...

 

ในโลกนี้น่ะ มีภาษาอยู่เยอะแยะ
ลำพังเท่าที่ฉันรู้จัก (แต่พูดไม่เป็น)ก็มีอยู่หลายสิบ หลายร้อยภาษา
ต่างคำศัพท์ แปลกสำนวน ไวยากรณ์ไม่เหมือนกัน
เหมือนอย่างอาม่า และน้องบีบี ที่ฉันพูดถึงในตอนต้น
เราพูดกันต่างภาษา ต่างพื้นฐานความคิด ต่างวัฒนธรรม
แต่เส้นทางชีวิตของเรา บังเอิญทอดผ่านมาพบกัน แม้เพียงชั่วคราว
ถือเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้ ได้ทำความรู้จัก
และคงไม่ยากที่จะเข้าใจกัน แม้จะมีเรื่องภาษามาขวางกั้นอยู่บ้าง
แต่นั่นคงไม่ใช่อุปสรรคอะไร ถ้าใจต้องการจะพูดคุย

แต่หลายครั้ง, ออกจะบ่อยเสียด้วยซ้ำ,
ที่ได้ยินใครหลายคน หลายคู่ บ่นน้อยใจ
ว่า ใครอีกคน พูดจาไม่ค่อยเข้าใจ
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน ก็เคยพูดคุยกันถูกคอ ไม่เคยผิดใจกัน
ก็ไม่รู้ว่าทำไม พอเวลาผ่านไป ผ่านไป และผ่านไป
แม้จะยังพูดกันด้วยภาษาเดิม สำเนียงเดิม, อย่างที่เคยเข้าใจ,
แต่สำนวนและท่าทีนั้นต่างไป จนฟังไม่เข้าใจกันเลย ??

ภาษา เริ่มต้นที่ใจ มีใจเป็นต้นคิด
เมื่อใจคิดแล้วจึงออกคำสั่งไปสู่ร่างกาย
บังคับปอด บีบลำคอ เปล่งลมให้เป็นเสียงออกมา
เสียงนั้นอาจจะต่างกันไปตามที่ได้เรียนรู้
กลายเป็นภาษาไทย ภาษาจีน ยาวี ญี่ปุ่น ฯลฯ
ก็ตามแต่ "คนหมู่มาก" ในที่แห่งนั้นจะตกลงใช้กัน
และเพราะบนโลกใบนี้ มี "คนหมู่มาก" หลายหมู่
ก็เลยมีภาษาที่ต่างกันไปหลายภาษาอย่างนั้น

แต่ในภาษาพูดที่ต่างกันนั้น หากเรามองย้อนกลับไป
ย้อนเส้นทางของลมที่เปล่งออกมา
ผ่านริมฝีปาก กลับลงลำคอ ผ่านไปยังปอด
กระทั่งกลับไปสู่ใจที่เป็นต้นคิด
ที่แม้จะแสดงออกด้วยภาษาพูดที่ต่างกัน
แต่กับต้นคิดเดียวกันแล้ว ภาษาใจย่อมเป็นภาษาเดียวกัน
ภาษาจึงเหมือนกับเนื้อร้องในบทเพลง ที่แตกต่างกันออกไป
แต่ยังคงมีท่วงทำนอง มีจังหวะ อาศัยโน้ตที่เป็นสากลเดียวกัน
แค่ได้เรียนรู้ ได้หัดใช้ เพียงชั่วเวลาไม่นาน
ก็สามารถพูดคุยเข้าใจกันได้ไม่ยากนัก

เพราะถึงจะพูดกันต่างภาษา ก็เพียงแค่ภาษาพูดเท่านั้น
ส่วนเนื้อใน, ภาษาใจ, เราสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน

แต่ถ้าหากใจของคนสองคน
สื่อสารด้วยภาษาใจที่ต่างกันเสียแล้ว
ต่อให้พูดเป็นภาษาเดียวกัน สละสลวยเพียงไรก็ตาม
มันก็ไม่ต่างอะไรกับแค่กำลังลมที่ผ่านลำคอ
อาจจะใช้ปลายลิ้นตวัด เปล่งประทบริมฝีปาก
แต่ฟังแล้ว "ไม่เข้าใจกัน" เลยแม้แต่คำเดียว...

...

 

 


 

คำแปล (แบบงูๆ ปลาๆ)

* ชือฟ่านมา? -กินข้าวไหม ?
เซ่ย์ เซ่ย์,ฉิงหนี่ชือปา อั่วปู้ชือ - ขอบคุณครับ, เชิญเถอะ ผมไม่กิน

** ซือลามะ, บีบี, อาปอ คอบา ? -สวัสดี, บีบี, เป็นไงบ้าง ?
ซือลามะบอมอ.., - สบายดีค่ะ คุณหมอ

Comment

Comment:

Tweet

จริงเลย..
เหนื่อยใจ
แต่ไม่ท้อหรอกฮับ ต้องให้เวลาเราปรับตัวเข้าหากันหน่อย อิอิ.. สู้ๆๆ

#6 By ชาดอกแก้ว (202.44.4.43) on 2007-09-25 16:30

คิดถึงป้าแกเนอะ...

#5 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-08-08 23:47

ใช่คะ
ถ้าคนเราต่างใจกันแล้ว
สื่อสารยังไงก็ไม่มีวันจะเข้าใจ

#4 By ~--๏~* Cally*~๏--~ on 2007-08-08 10:01

สื่อใจด้วยใจของใจจริง
นึกถึงตอนเด็กๆ ที่ตั้งใจว่าจะเรียนให้หมดทุกภาษา ๕๕๕๕
แต่ในที่สุดก็ยอมแพ้ตั้งแต่เรียนภาษาฝรั่งเศส

#2 By ดินสอทราย on 2007-08-07 13:21

รู้สึกว่าก็จริง..
บางทีคนเราพูดจาภาษาเดียวกันยังพูดจากันไม่ค่อยเข้าใจ
ทะเลาะกันได้ ทะเลาะกันดี ไม่ก็ไม่พูดกันไปเลย..

ภาษาไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าใจเราสื่อถึงกันได้ไหม..

ชอบจังครับ entry นี้

#1 By ArMKunG on 2007-08-07 13:13

Recommend