บนถนนสายเล็กๆ ที่ทอดยาว
คนสองคน, ชายหนุ่มและหญิงสาว, เดินสวนทางกัน
บังเอิญชนกัน กล่าวคำขอโทษ แล้วก็เดินจากไป
ถนน ยังคงเป็นถนน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ชายหนุ่ม หญิงสาว เป็นเพียงคนที่บังเอิญเดินผ่านมา
มันก็แค่เรื่องธรรมดา...

บนถนนสายเดิมที่ทอดยาว
คนสองคน, ชายหนุ่มและหญิงสาว, เดินจูงมือกัน
หัวร่อต่อกระซิก หยอกล้อกันไปตามทาง
ถนน ยังคงเป็นถนน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ชายหนุ่ม หญิงสาว เป็นเพียงคนที่บังเอิญเดินผ่านมา
แต่ ณ ขณะนั้น ภาพที่มองเห็นและความรู้สึกที่มี...ไม่ใช่เรื่องธรรมดา...

โลกของเรามักมีอะไรที่ซ่อนเร้นชวนให้ค้นหาอยู่เสมอ
หลายอย่างแอบซุกตัวอยู่ตามริมทาง ตามพุ่มไม้ ตามรังนก
บางทีก็เผลอแทรกอยู่ในแสงสะท้อนของหยาดน้ำค้างยามเช้า
แล้วประกายตัวแว้บๆ พอให้เราได้มองเห็น คิด ใคร่ครวญ
สุดท้ายยังอุตส่าห์หลงเหลือในความทรงจำ จนเก็บไปฝันได้อีกหลายคืน

นี่แหละ โลกของเราล่ะ !!!

...

...

บางที...การมองโลก ก็ไม่ต้องการอะไรที่ล้ำลึกมากนักหรอก
ไม่ต้องมานั่งแบ่งย่อยว่า นั่นคือสิ่งนี้ หรือ นี่คือสิ่งนั้น
เพราะหลายครั้ง มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย มีแต่จะลำบากเปล่าๆ
ซ้ำร้าย, มันยังอาจจะทำให้เราพลาดบางสิ่งบางอย่างไปโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกของคนเรา ก็เหมือนกับโลก
ตรงที่ไม่ต้องการคำอธิบายให้มากความ
ไม่ต้องการการวิเคราะห์ แบ่งแยก แบ่งประเด็น
อารมณ์ของคนเรา เกิดจากหลายๆ อย่างที่เข้ามาอยู่รวมกัน ผสานกัน
เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาให้เราได้รับรู้ เข้าใจ แล้วตอบสนองออกมา
การอยู่รวมกันนี้ ไม่ใช่แค่มาอยู่ด้วยกันเป็นกองๆ ก้อนๆ
ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างเอาเศษดินมาถมกันเข้าเป็นภูเขา
แต่เป็นการรวมที่พิเศษกว่านั้นมากทีเดียว
เพราะทุกๆ ครั้งที่รวมกัน สิ่งใหม่จะเกิดขึ้นตามมาเสมอ
คล้ายกับสีของจิตรกร หรืออย่างตัวโน้ตของนักดนตรี
ที่ลำพังเพียงตัวของมันเอง ก็คงไม่ได้มีอะไรแปลก
สีฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า และโน้ตตัว C ก็ยังเป็นโน้ตตัว C
แต่พอสีฟ้าถูกแต้มสลับกับสีน้ำเงินเทา บนผืนผ้าใบ
ก็กลับกลายเป็นท้องฟ้าหม่น เมื่อก่อนรุ่งสาง
และเมื่อโน้ตตัว C เดินเรียงกับโน้ตตัวอื่น สลับกันไปเป็นจังหวะ
ก็กลับกลายเป็นท่วงทำนอง เป็นเพลงบรรเลงวาบหวามใจ

เราอาจสามารถวิเคราะห์ แบ่งแยกลงไปได้
ว่า ภาพนั้นมีสีอะไรบ้าง ลงน้ำหนักพู่กันยังไง สะบัดปลายแบบไหน
หรืออาจจะรู้ได้ว่า เพลงนั้นมีโน้ตอะไร กี่ตัวใช้จังหวะอะไรบ้าง
แต่เราจะทำอย่างนั้นไปทำไม ? เพื่อค้นหาและรับรู้ความงามของมันน่ะเหรอ ?

???

การมองโลกแบบแยกส่วน
คงช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น
แต่บางครั้ง ถ้าเราจะมองแต่เฉพาะแบบแยกส่วนอย่างเดียว
มันอาจจะทำให้เราพลาดผลรวมบางอย่างไป
เหมือนอย่างถนน ชายหนุ่ม และหญิงสาว, ที่พูดไปตอนแรก,
แต่ละอย่าง, เมื่อแยกส่วน, ก็เป็นตัวของตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่เมื่อมาอยู่รวมกันในโอกาสที่ต่างกันออกไป
แม้จะเป็นองค์ประกอบเดิมๆ ก็ตาม
อารมณ์ที่เรารับรู้ กลับไม่เหมือนกัน

หรือถ้าเปรียบเทียบอย่างนักวิทยาศาสตร์, ที่เผลอตัวเรียนมา,
ก็คงเปรียบเหมือนกับ น้ำ (H2O - Hydrogen hydroxide)
น้ำเกิดจากไฮโดรเจน (H) และอ็อกซิเจน (O)แบบ ๒ ต่อ ๑
แต่ทั้งไฮโดรเจนและอ็อกซิเจน, เมื่อแยกส่วน,ไม่ใช่น้ำ
และทั้งไม่ได้มีคุณสมบัติที่ดับร้อน ชื่นฉ่ำอย่างที่น้ำมี
มิหนำซ้ำ ทั้งสองก๊าซนั้น ยังจะทำให้ไฟไหม้เสียด้วยซ้ำไป

ถ้าอย่างนั้น"น้ำ" คืออะไรกันล่ะ ??
และความ "ฉ่ำเย็น ดับร้อน"ของน้ำ มาจากไหนกัน ???

...

...

คงไม่ปฏิเสธ ว่าการมองแบบแยกส่วนมีความสำคัญ
แต่การมองแบบเรียบง่าย หรืออย่างที่นักวิชาการเรียกหรูๆ ว่า มองแบบองค์รวม
ที่แม้จะเป็นเรื่องธรรมดา ก็มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากันเลย
ถ้าเรามามัวแต่นั่งวิเคราะห์ นั่งจัดกลุ่มแบ่งแยก
ว่า นั่นคือถนน นั่นคือชายหนุ่ม นั่นคือหญิงสาว
นั่นคือการเดินชนกัน หรือนั่นคือการเดินจูงมือ
สมองเราคงเพี้ยนไป ก่อนที่จะมองเห็นความน่ารักโรแมนติกที่เกิดขึ้นนั้นก็ได้

ต้องรู้จักมองให้เป็นทั้งสองแบบ, ถูกต้องในแต่ละสถานการณ์

เมื่อมองอะไรแบบลึกๆ จนถึงทุกรายละเอียดแล้ว
ลองหันกลับมามองอะไรแบบง่ายๆ กันด้วยดีไหม
เพราะบางที สิ่งสวยงามที่สุด อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ละเอียดที่สุด
แต่เป็นความงามที่แฝงอยู่ในภาพรวมอันเรียบง่ายอ่อนหวานก็เป็นได้

...