Le petit prince s'en fut revoir les roses:
Vous n'êtes pas du tout semblables à ma rose,
vous n'êtes rien encore, leur dit-il.
Personne ne vous a apprivoisé et vous n'avez apprivoisé personne.
Vous êtes comme était mon renard.
Ce n'était qu'un renard semblable à cent mille autres.
Mais j'en ai fait mon ami,
et il est maintenant unique au monde.

เจ้าชายน้อยหันกลับไปพูดกับหมู่ดอกกุหลาบ :
พวกเธอไม่เหมือนกับดอกกุหลาบของฉันหรอก,

เธอไม่มีคุณค่าอะไรเลย
, เจ้าชายน้อยพูด.
ไม่มีใครที่ใส่ใจในตัวเธอ และเธอก็ไม่เคยสนใจใคร.
เธอเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกของฉัน เมื่อแรกที่ฉันรู้จัก.
ที่ไม่ได้ต่างไปจากสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นๆ เลย.
แต่เมื่อฉันได้รู้จักเขา ได้เป็นเพื่อนกับเขา
,

ฉันจึงได้รู้ว่า เขาเป็นสุนัขจิ้งจอกตัวเดียวในโลกสำหรับฉัน.

ข้อความบางส่วนจากเรื่องLe Petit Prince หรือ เจ้าชายน้อย
ในช่วงท้ายของบทที่ ๒๑ ก่อนที่เจ้าชายน้อยจะลาจากสุนัขจิ้งจอกไป

...


ไม่แน่ใจว่าฉันหยิบหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยขึ้นมาอ่านซ้ำเป็นครั้งที่เท่าไหร่
รู้แต่เพียง ทุกๆครั้งที่หยิบขึ้นมาอ่าน สิ่งที่ได้จากเรื่องราวข้างในนั้น
มันแตกต่างไปจากที่เคยได้รับมาในครั้งก่อนซะทุกที
อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงไป
และเพราะความคิดที่ค่อยๆเติบโตขึ้นทีละนิด ทุกเวลา
ทำให้สิ่งที่รับรู้ในแต่ละวัน ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน กลับไม่เคยเหมือนกันเลย

เหมือนกันกับครั้งนี้ ที่ฉันหยิบขึ้นมาอ่าน
พร้อมกับความไม่สบายใจ ออกอาการเพ้อนิดๆ
เพียงเพราะอยากจะปล่อยอารมณ์ที่มันขุ่นมัว
ให้ใจได้จดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างบ้าง
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะฟุ้งซ่านเอาได้ง่ายๆ

...

ในแต่ละวัน มีผู้คนที่เดินผ่านเราไปนับร้อย นับพัน
อย่างตัวฉันเอง ลำพังแค่เดินเล่นในตลาดวังหลังช่วงเย็นหลังเลิกเรียน
ก็เกือบจะเดินชนกับคนตั้งเยอะ ที่เดินอยู่ขวักไขว่ สวนไปสวนมา
หลายคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส สดชื่น
หลายคนทำหน้าตาเคร่งเครียด ขุ่นมัว ถมึงทึง
ในขณะที่อีกหลายคน ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า
เพียงแต่ทำหน้าเฉย เย็นชา เหมือนกับว่า วันนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเมื่อวาน

ก็ทั้งๆที่พอจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคนเหล่านั้น
พอที่จะสัมผัสได้ว่าพวกเขาดีใจ เสียใจ
หรือพอใจกับชีวิตของตัวเองหรือเปล่า
?
แต่ลึกๆ มันกลับให้ความรู้สึกห่างเหิน อยู่ไกลออกไป
เหมือนกับว่า
เธอจะเป็นอะไรก็ช่างเธอสิ !!
เราเป็นเพียงคนที่เดินผ่านมาเจอกัน อาจจะหยุดเดินเพราะเผลอชนกัน
แต่หลังจากคำว่า
ขอโทษ หลุดออกมาจากปากของทั้งสองฝ่าย
จะด้วยความรู้สึกที่แท้จริง หรือเป็นการตอบสนองแบบอัตโนมัติของร่างกาย
สุดท้าย เราก็เดินจากกันไป โดยไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันอีกเลย...

ในชีวิตของเรามักเป็นอย่างนี้เสมอ
มีใครหลายคนเดินผ่านเข้ามา หยุดแวะทักทายแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
และเมื่อถึงเวลา พวกเขาก็เดินจากไป ไม่มีอะไรที่ผูกพันกัน
ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้
อย่างที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับเจ้าชายน้อย ว่า

Ma vie est monotone.
Je chasse les poules, les hommes me chassent.
Toutes les poules se ressemblent,
et tous les hommes se ressemblent.

ชีวิตของฉันนั้นน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน
ฉันออกล่าไก่
, และคนก็ตามล่าฉันอีกที
ไก่ทุกตัวก็เหมือนๆกัน
,

และคนแต่ละคนก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย.

มันต่างจากการที่ใครสักคนที่เดินมาพบกัน
ได้รู้จัก พูดคุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อกัน
ค่อยผูกความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นทีละนิด ทีละนิด
จากคนที่แค่เดินมาพบกัน ก็จะกลายเป็นคนรู้จักกัน
และอาจจะกลายเป็นเพื่อน หรือเป็นคนรัก
กลายเป็นคนที่มองเห็นคุณค่า มองเห็นความสำคัญของกันและกัน

Mais, si tu m'apprivoises,
ma vie sera comme ensoleillée.
Je connaîtrai un bruit de pas qui sera différent de tous les autres.
Les autres pas me font rentrer sous terre.
Le tien m'appellera hors du terrier.

แต่ว่า, ถ้าเธอทำให้ฉันเชื่อง,
ชีวิตของฉันจะสดใสขึ้น.
ฉันจะเรียนรู้เสียงฝีเท้าของเธอ ที่ต่างไปจากของคนอื่นๆ.
เสียงฝีเท้าอื่น จะทำให้ฉันหลบลงไปในโพรงใต้ดิน.
แต่เสียงฝีเท้าของเธอ จะเป็นเสียงที่เรียกให้ฉันออกมาจากโพรง.

ความผูกพันจึงเป็นเสมือนสายใย
ที่หลายคนอาจจะมองว่า มันแสนจะเปราะบาง
แต่ในขณะเดียวกัน หากเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว
มันก็เป็นสายใยที่เหนียวแน่นมากกว่าเชือกใดๆ
เป็น
L'essentiel est invisible pour les yeux
เป็น สิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา หรือด้วยประสาทสัมผัสทั่วไป
หากแต่เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยหัวใจ ของทั้งสองคน หรือของคนทั้งกลุ่ม
ทำให้เรื่องราวที่แสนจะธรรมดาในโลก กลายเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา
และทำให้คนที่ดูเหมือนไม่สำคัญในสายตาของคนนับร้อย
กลับกลายเป็นคนที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับเรา...


แต่...น่าเสียดายที่อีกหลายคน ที่มีสายใยที่สวยงามประดับไว้กับตัว
กลับพยายามที่จะดึง ฉีก ตัดให้สายใยนั้นขาดสะบั้นลง
เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ว่า
ไม่เข้าใจกัน
แล้วค่อยๆ ทำตัวเหินห่าง ไกลออกไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งสายใยนั้นรับแรงรั้งไว้ไม่ไหว ก็ขาดสะบั้นลงในที่สุด

เส้นเชือกนั้นอาจหาซื้อใหม่ได้ทุกเมื่อ
เพียงแค่เดินออกไปหน้าปากซอย ก็ซื้อได้แล้ว
แต่สายใยของความผูกพัน คงหาซื้อกันไม่ได้ง่ายๆ
กับคนที่เดินผ่านกันไปมานับร้อยคน นับหมื่นวันในชีวิต
จะมีสักกี่คนกันที่สามารถจะเชื่อมสายใยนั้นกับเราได้อย่างแน่นแฟ้น
และเมื่อเราได้เชื่อมสายใยความผูกพันนั้นกับใครสักคน หรือกับคนสักกลุ่มแล้ว
มันคุ้มกันหรือ
? ที่จะเอาความรู้สึกร้ายๆของตัวเอง
ไปตัดสายใยที่สวยงามนั้นให้หมดสิ้นไป
??

เชิงอรรถ:

Le Petit Prince : (เลอ เปอตีต์ แปรงซ์) เป็นหนังสือนิทานเด็กเล่มเล็ก เขียนและวาดภาพประกอบโดย Antoione De Saint Exupery (อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี) นักเขียนชาวฝรั่งเศส พิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยสำนักพิมพ์ Raynal & Hitchcock(เรย์นัลแอนด์ฮิตช์ค็อก) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันหนังสือเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่า ๑๓๐ ภาษา และมียอดตีพิมพ์รวมกันทั้งสิ้นมากกว่า ๕๐ ล้านเล่มทั่วโลก


เจ้าชายน้อย : ในภาคภาษาไทย สำนวนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือสำนวนแปลของ อำพรรณ โอตระกูล อดีตอาจารย์สอนภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นข้าราชการสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทย ประจำยูเนสโก กรุงปารีสก่อนที่จะลาออกมาทำงานด้านวรรณกรรมอย่างเต็มตัว


ปล. คำแปลข้างบนนี้ไม่ใช่ของคุณอำพรรณนะ


Comment

Comment:

Tweet

thx kaa

#10 By ABAC (93.96.246.98) on 2011-03-01 23:12

ในเมื่อมีเส้นใยแล้ว
จะทำให้มันขาดทำไม

~~~ชอบจริงๆค่ะbig smile

#9 By ~Scar-y-lism~ on 2009-05-07 01:35

ดีจ้า เอ๋ นะ
ขอความข้างบน ดีมากๆๆเลยอ่ะ
ไงก็ขอให้มีความสุขมากๆๆนะ

อยากจะหามาอ่านมังแล้วซิ
ยังไงก็ขอบใจนะจ้า
บายจ้า

#8 By jammai_ae@hotmail.com (58.9.230.169) on 2009-01-15 15:23

ไม่เคยอ่านเลยอ่า . . แต่เคยเห็นหนังสือนะ
สำหรับหนังสือเรื่องนี้ก้อชอบรูปมากๆ อ่ะ เราว่าน่ารักดี แต่คงต้องลองหาอ่านดู เพราะหลายๆ คนบอกว่าดี

ว่าแต่เรื่องที่คนพยายามตัดสายใยที่สวยงามทิ้งไป นั่นก้อน่าเสียดาย
แต่ลองคิดในอีกแง่นึง คนที่เค้าพยายามจะตัดน่ะ . . อาจจะเป็นเพราะเค้าค้นพบว่า สายใยนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คนอื่นคิด ก้อได้นี่นา - -a เพราะถ้ามันสวยงามจริงๆ ก้อคงไม่มีใครอยากจะตัดหรอก

พูดเองเริ่มงงเอง 555+

#7 By LiTt|e`r3d`r|diNg`h0od (202.28.180.201 /10.7.57.145) on 2006-12-23 12:14

อืม...เป็นอีกเรื่องที่เราได้อ่านนะ

จะบอกว่าเราอ่านครั้วแรกตอนอายุ 10 ขวบ เนื่องจากเราไม่รู้จะอ่านอะไรดี คุ้ยดุ้ที่บ้านก็อ่านไปหมดแล้ว เหลือแต่หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนึง

ตอนแรกเรานึกว่าเป็นนิทาน แต่อ่านแล้วหนังหัวชะมัดยาด

แต่...เรามาอ่านอีกทีตอนม.3 มั้ง เราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า หนังสือเรื่องนี้มันมีอะไรมากกว่าที่จะเป็นนิทานที่อ่านไม่รู้เรื่อง...

จริงอย่างที่ว่า...คนเราผ่านมาเจอกกันก็ผ่านไปโดยอาจที่จะไม่ได้มีสายใยอะไรผูกพันกันไว้เลย

แต่เราเชื่อว่า อย่างน้อยเราก็มีบุญได้พบเจอกัน

แล้วพวกเราที่ได้มาเรียน ได้มาอยู่เล่นนู่นนี่ด้วยกัน...ไม่ใช่เพราะว่าพวกเรามันมีบุญร่วมกันเป็นล้มพ้นหรอกหรือ??

((เราอ่านแล้วแอบงงเองแฮะ))

#6 By ~*LuCReZiA*~ on 2006-12-21 00:53

ขอบใจนะ...^^
...มันอยู่ที่เราเองหล่ะ...
ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่?...เราไม่พร้อมสักที
อ่ะนะ..

#5 By Jakky (202.28.180.201 /10.7.59.208) on 2006-12-19 00:52

อ่านครั้งแรกตอนยังเด็กๆ (เพราะเป็นหนึ่งในนิยายสุดโปรดของคุณแม่ตั้งแต่ครั้งเรียนอักษร) ยอมรับเลยว่า อ่านไม่จบ และไม่เข้าใจเอาซะเลย

ได้มีโอกาสซื้อเวอร์ชันพิมพ์ใหม่มาอ่านอย่างตั้งใจอีกครั้งตอนอยู่ปีหนึ่ง...มาคราวนี้ รู้สึก"ทึ่ง"กับแนวคิดหลายๆอย่างในเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง"สายใยความผูกพันธ์"ที่นำเสนอมากับอารมณ์เหงาๆ ที่ต้องผ่านหลายค่ำคืนอย่างเดียวดายภายในอวกาศอันเวิ้งว้าง...

สุดยอดนิยายคลาสสิคของโลก...ชื่อนี้คงไม่ได้เรียกกันเปล่าๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้คนอ่านคนนึง ได้เห็นถึงความสำคัญของความผูกพันธ์และมุมมองที่ทั้งเศร้าและโรแมนติกไปพร้อมๆกัน...

#4 By Zieghart on 2006-12-18 22:39

เราอ่านแค่รอบเดียวเอง
เหอๆๆ
เรื่องความผูกพันธ์ และความไม่เข้าใจกันมันเป็นสิ่งที่พูดยากนะ แม้ว่าอดีตมันอาจเคยสวยงาม ปัจจุบันอาจไม่เป็นอย่างนั้น แต่อย่างน้อยตอนที่มันยังสวยงานมันก้ยังเป็นความทรงจำในใจเราเสมออะนะ
เรื่องความรู้สึกนี้มันพูดยากนะอาท ใช่ว่าพูดแล้วจะมีผลที่ดีเสมอไป
จะว่าไปแล้วพูดไปก็เท่านั้นแหละนะ

#3 By ~TestsuTo~ テッツト on 2006-12-18 21:34

ลายตา..ขี้เกียจอ่าน-___-

#2 By ArMKunG on 2006-12-17 22:56

ความผูกพันและเรื่องราว
ที่ร้อยเรียงผ่านเข้ามาในชีวิตเรา
ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือว่าคราบน้ำตา
ก็จะเป็นความทรงจำที่ดีของเราเสมอค่ะ

Recommend