เฮ้ย..! เจอ
นิวโทรฟิล อีกแล้ว...
จริงอ่ะ...ทำไมเราเจอแต่ ลิมโฟไซต์ ล่ะ ??...
โอ้โห...เก่งจัง...หาเจอด้วย...เรายังไม่เจอ ไวต์บลัดเซลล์ ซักตัวเลย... 

 

 

 

เสียงที่คุ้นหูของเพื่อนร่วมห้องแล็บ ดังขึ้นเป็นระยะ
ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการส่องกล้องจุลทรรศน์ตรงหน้า
หนึ่งมือหมุนเคลื่อนสไลด์ อีกมือหนึ่งปรับโฟกัสของกล้องให้ชัด
สองตาที่มี พยายามกวาดมองดูภาพเม็ดเลือดผ่านเลนส์กล้อง
เพื่อค้นหาและแยกชนิดเม็ดเลือดขาวออกจากทะเลเม็ดเลือดแดง
ส่วนสองหู ก็คอยฟังดูว่าเพื่อนคนอื่นๆ กำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน
 

 

การตรวจสไลด์ บลัดสเมียร์ เพื่อนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว
ก็เหมือนกับการเล่นซ่อนหา คือ หาเม็ดเลือดขาวจำนวนน้อยนิด
ที่กระจายลอยคอแทรกอยู่กับเม็ดเลือดแดงนับแสน นับล้าน
เมื่อเจอ ก็ต้องมานั่งนึกดูว่า สิ่งที่เจอนั้นเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดใด
สภาพมันสมบูรณ์ไหม โตเต็มที่หรือเปล่า หรือมีความผิดปกติอะไรบ้าง
แล้วคอยเก็บข้อมูลว่า เม็ดเลือดแต่ละชนิดมีอยู่เท่าไร
ฟังดูเหมือนง่ายนะ  แต่พอเอาเข้าจริง กว่าจะทำเสร็จก็เล่นเอาปวดตาเลยทีเดียว 

 

เพื่อนหลายๆ คน เวลาที่นั่งหาเม็ดเลือด โดยเฉพาะครั้งแรกๆ ยังไม่ชำนาญ
ถ้าไม่ปวดตาไปซะก่อนที่จะทำเสร็จ ก็มักจะเจอปัญหาคล้ายกัน
คือ จะเจอเม็ดขาวชนิดที่เห็นเป็นครั้งแรก หรือชนิดที่จำได้ติดตา มากกว่าชนิดอื่นๆ
ส่วนชนิดอื่นๆ ที่แม้จะมีอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน กลับหาไม่ค่อยเจอ
หรือบางครั้งก็มองข้ามมันไปเสียด้วยซ้ำ
อาจจะเพราะดูมานานจนลายตา อาจจะเป็นเพราะไม่ทันสังเกต
หรืออาจจะเป็นเพราะไม่คุ้นตา พอเจอแล้วก็เลยนึกว่าไม่ใช่ แล้วก็ผ่านมันไป
จนกระทั่งทำจนคุ้นตาไปทุกชนิดนั่นแหละ ถึงจะเก็บได้ทุกตัวไม่พลาด 

 

อาจจะมองดูเป็นเรื่องธรรมดา
ก็ในเมื่อยังไม่ชำนาญ จะให้หาเจอได้ทุกตัวได้อย่างไร
มันก็คงจะต้องเอาที่คุ้นๆ ไว้ก่อนละ ไอ้ที่ไม่คุ้นก็ค่อยว่ากัน... 

 

แต่โลกของเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ
หลายครั้ง...เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
อาจจะเป็นเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป คล้ายกับว่าไม่มีอะไร
กลับแฝงแง่มุมบางอย่างให้เราขบคิดได้มากมายทีเดียว
(อาจจะเว้นเรื่องการดูสไลด์เลือดเอาไว้ก็ได้
เพราะคนทั่วไปคงไม่ต้องนั่งตาเปียกตาแฉะเพื่อดูมันแน่ๆ) 

 

ลองคิดดูว่า...
ถ้าเอาเหตุการณ์นี้มาเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของคนเรา
ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร ?? 

 

การดูสไลด์ มันก็เหมือนกับการมองโลกของคนเรานั่นแหละ
อาจจะดูเหมือนไม่ค่อยเข้ากันเลย...ว่าไหม ??
แต่ทั้งสองอย่างก็มองผ่านตา และคิดผ่านสมองเหมือนๆ กัน
สิ่งที่รับรู้ได้จากประสาทสัมผัส ผ่านการประมวลความคิด
จึงส่งผลลัพธ์ออกมาคล้ายๆ กัน 

 

เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ที่กระจายอยู่บนสไลด์
ปะปน สับสนวุ่นวาย เรียงรายกันแบบมั่วๆ
ก็เหมือนกับโลกใบนี้ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่กับมัน
เป็นศูนย์รวมของเรื่องราว วิถีชีวิต ผู้คน ความคิด
และอะไรอีกมากมายที่หมุนวนเป็นเกลียวฟั่นเข้าไว้ด้วยกัน
ในขณะที่เราไม่สามารถเดาได้เลยว่า เม็ดเลือดแต่ละตัวมันนอนแอบอยู่ที่ไหน
และเราจะค้นหามันเจอได้อย่างไร
ก็เช่นเดียวกันกับที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า โลกใบนี้มันกำลังเดินไปอย่างไร
มีเรื่องราวอะไรบ้างที่เกิดขึ้นแล้ว กำลังเป็นไป หรือกำลังจะเริ่มต้น
แต่ละคนมีวิถีชีวิตที่แท้จริงอย่างไร พวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่
เราไม่อาจล่วงรู้ได้เลย หากเรามองไม่เห็นโลกในทุกแง่มุมที่มันมี
สิ่งที่เห็นจึงเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโลกที่ปรากฏต่อสายตาของเราเท่านั้นเอง 

 

แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นก็ตามที
คนเรามักเลือกที่จะมองและเลือกที่จะเชื่อในส่วนเล็กๆ ที่ตนมองเห็น
เลือกที่จะยึดติดอยู่กับบางส่วนที่เทียบไม่ได้เลยกับเรื่องราวทั้งหมด
จนบางครั้ง ความเชื่อที่ตนสร้างขึ้นกลับบดบังความจริงอื่นที่ผ่านเข้ามา
หลายคนถึงกับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง... 

 

มีเพื่อนของฉันคนหนึ่ง เคยบอกกับฉัน ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
ที่วันหนึ่งเขาได้เข้าใจถึงความรู้สึกภายในใจของตนเองอย่างแท้จริง
เขาบอกกับฉันว่า  

 

...ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละ
เพียงแต่มันอาจจะมีอยู่หลายด้าน หลายมุม หลายส่วน
ด้านที่เรามองเห็นได้ มันคงเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แต่ถึงแม้เราจะมองไม่เห็นด้านอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด
มันก็ไม่ได้หมายความว่าส่วนนั้นมันไม่มีนี่นา
ถ้ามัวไปยึดติดอยู่แค่เพียงด้านที่เรามองเห็น เชื่อว่าความจริงมีเพียงเท่านั้น
วันหนึ่ง ถ้าเราได้เห็นมุมที่เปลี่ยนไป ได้เห็นอีกด้านที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อนั้นเราก็จะเป็นทุกข์ และพาลบอกว่าสิ่งที่เรามองอยู่นั้นเปลี่ยนไป
ความจริงแล้วไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย  มันก็เป็นของมันอย่างนั้น
เพียงแต่เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน...ก็เท่านั้นเอง...  

 

เป็นอีกหนึ่งถ้อยคำที่ฉันชอบมาก
และมักจะยกมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ เวลาที่เห็นใครไม่สบายใจ
เพียงเพราะเขา, เธอ หรือใครคนนั้น, หรืออะไรสักอย่างมันเปลี่ยนไปจากเดิม 

 

คงเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเราจะเพียรพยายามมองโลกให้ครบทุกแง่มุม
เพราะโลกใบนี้มันกว้างใหญ่ เกินกว่าที่คนๆ หนึ่งค้นหาได้หมด
เหมือนกับมีโลกอีกหลายใบที่เอื้อมไม่ถึง ทับซ้อนกันไปมา ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง
หน้าที่ของเราจึงเป็นเพียงการรับรู้และเรียนรู้ด้านต่างๆ ของโลกที่ผ่านเข้ามา
เพื่อที่จะเข้าใจมันให้มากขึ้น และพร้อมรับกับสิ่งที่เราเรียกมันว่า 'ความเปลี่ยนแปลง'
หรือแท้จริงก็คือ 'อีกแง่มุมหนึ่งของโลก' ที่เรายังไม่เคยพบเห็นมันมาก่อนนั่นเอง...



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อธิบายคำศัพท์ประหลาดในบทความ
 

 

นิวโทรฟิล  : Neutrophil เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงประมาณหนึ่งเท่า นิวเคลียสมีลักษณะเป็นก้อนติดกัน ประมาณ ๒ - ๕ ก้อน ภายในเซลล์มีเม็ดติดสีแดงจางๆ ขนาดเล็กละเอียดกระจายอยู่ทั่วไป เป็นเม็ดเลือดขาวที่พบมากที่สุดในร่างกายของคนปกติ จะพบมากขึ้นในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียหรือมีการอักเสบเกิดขึ้น และเป็นเม็ดเลือดที่ทำให้เกิดหนองสีขาวขุ่นในฝีและตุ่มพอง

 

ลิมโฟไซต์: Lymphocyte เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง มีขนาดที่แตกต่างกันได้ ตั้งแต่ใกล้เคียงเม็ดเลือดแดงจนถึงขนาดที่ใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงเกือบเท่าตัว นิวเคลียสมีลักษณะค่อนข้างกลมอัดแน่นและกินพื้นที่ของเซลล์จนเกือบหมด ภายในเซลล์ไม่มีเม็ดติดสี เป็นเม็ดเลือดขาวที่พบมากเป็นอันดับที่สองในร่างกายของคนปกติ จะพบมากขึ้นในกรณีที่ติดเชื้อไวรัส หรือมีการอักเสบเรื้อรัง เม็ดเลือดขาวชนิดนี้แบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด บางชนิดสร้างภูมิคุ้นกันในร่างกายได้

 

ไวต์บลัดเซลล์: White Blood Cell หรือ WBC แปลว่า เม็ดเลือดขาว หรืออาจจะเรียกกันสั้นๆว่า ไวต์เซลล์ นักศึกษาแพทย์และแพทย์โดยทั่วไป หากพูดคุยด้วยกันเองมักจะใช้คำศัพท์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ๒ ประการ คือ ๑) สะดวกในการพูด เพราะเป็นคำศัพท์จากตำราที่อ่านและใช้กันทั่วไปในวงการ และ ๒) เวลาที่พูดเป็นภาษาอังกฤษแล้วมันฟังดูทรงความรู้ดี

 

บลัดสเมียร์: Blood Smear เป็นวิธีการตรวจสภาพเม็ดเลือดอย่างง่าย ทำได้โดยการหยดเลือดที่ผสมกับสารกันเลือดแข็งตัวลงบนสไลด์ (หรืออาจใช้แผ่นสไลด์แตะกับหยดเลือดที่เจาะจากปลายนิ้ว) ใช้ขอบของสไลด์อีกแผ่นไถหยดเลือดให้แผ่เป็นแผ่นบางเคลือบติดบนสไลด์แผ่นแรก จากนั้นนำเอาสไลด์เลือดที่ได้ไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

ปล. เมื่อกี้นี้ tetsuto บอกว่าบล็อกนี้มี effect มากเกินไป จนเครื่องแฮงค์
ก็เลยกลับมาทำแบบเดิมดีกว่า ง่ายๆ ไม่ต้องมีซากุระร่วงให้ลายตา

Comment

Comment:

Tweet

#174 By (117.211.83.18|178.63.0.194, 117.211.83.18) on 2014-08-10 12:37

#173 By (106.185.25.74|106.185.25.74) on 2014-08-08 13:33

#172 By (106.185.25.74|106.185.25.74) on 2014-08-08 13:32

#171 By (106.185.25.74|106.185.25.74) on 2014-08-08 13:31

#170 By (173.167.64.57|178.63.0.194, 173.167.64.57) on 2014-07-30 22:57

#169 By (170.89.5.1|170.89.5.1) on 2014-07-22 01:30