ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มักมีสองขั้วที่ตรงกันข้ามเสมอ
มีทุกข์ มีสุข, มีมืด มีสว่าง, มีดำ มีขาว, มีหญิง มีชาย
เป็นความเชื่อกันที่มีมาช้านาน ในวัฒนธรรมตะวันออกไกล
ว่า โลกนี้ประกอบด้วย 'หยิน' และ 'หยาง' (อิน และ เอี๋ยน)
เป็นส่วนย่อยที่ประกอบเข้ากัน มีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ตั้งแต่ต้นไม้ สายลม สัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งตัวคนแต่ละคน
ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ก็ล้วนประกอบขึ้นด้วยสองสิ่งนี้ทั้งนั้น
นั่นคือ ในหยางย่อมมีหยินคอยเกื้อหนุน ในหยินย่อมมีหยางคอยควบคุม
เป็นความแตกต่างที่ผลัดกันเด่น ผลัดกันแสดงออก
และเมื่อสมดุล ความแตกต่างนั้นก็ผสมผสานกันอย่างลงตัว

เพราะทุกสิ่งมีความตรงข้ามอยู่ในตัว
จึงไม่น่าแปลกใจเลย หากจะพบเห็นความแตกต่างในตัวของคนคนเดียว
คนคนหนึ่ง เมื่อครั้งหนึ่งอาจจะดูเป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส
มีอารมณ์ขันเป็นพื้นฐาน สร้างความสบายใจให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ
แต่ ณ อีกชั่วขณะหนึ่ง กลับได้พบเห็นสิ่งที่ตรงกันข้าม
คนคนเดียวกันนี้ กลับกลายเป็นคนอ่อนไหว เซื่องซึม เศร้าสร้อย
บางครั้งแอบเหงา จนถึงกับนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้นคนเดียว

มันอาจจะดูน่าขัน ว่าไหม..
แต่ถ้าถามกันตรงๆ ใครบ้างไม่เคยเป็นอย่างนี้..?

คนเรานั้น ต่อให้ภายนอกดูเข้มแข็งมั่นคงสักเพียงไร
หากแม้ได้ลองค้นลงไปในหัวใจลึกๆ แล้ว
ย่อมมีจุดที่อ่อนไหว หวาดหวั่น ไม่มั่นคง
เป็นจุดหยิน ที่แอบซ่อนอยู่ในหยาง
หรืออาจเป็นหยาง ที่โอบหยินเอาไว้
เสมือนพื้นทะเลที่ราบเรียบ แต่ปั่นป่วนรุนแรงที่ใต้น้ำ
กระทั่งตีระรอก เป็นทะเลที่คลุ้มคลั่งอยู่อย่างนั้น
ทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้ และที่รู้แต่ระงับเอาไว้ก็ตาม

เมื่อใดที่หยางอ่อนแอ หยินย่อมแข็งแรง
แต่เมื่อไรที่หยางเข้มแข็ง หยินก็อ่อนแรงลง ตรงข้ามกัน
ความงดงามของชีวิต จึงเกิดขึ้นจากความกลมกลืนของสองสิ่งนี้
หลายคนพยายามละหยิน เพื่อเป็นหยางอย่างสมบูรณ์
ในขณะที่อีกหลายคนยอมแพ้ ปล่อยให้หยินเข้าครอบงำ
โดยที่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นทางสุดโต่ง ที่ยากจะหาความสุขได้
เพราะความร้อนของหยาง เมื่อร้อนมากก็จะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง
และความเหน็บหนาวของหยิน เมื่อมีมากเกินไปก็แข็ง เปราะร้าว
มันต้องมีทั้งสองอย่าง ความอบอุ่นจึงจะเกิดขึ้นได้
เช่นนี้เอง ความกลมกลืนจึงเป็นหัวใจของธรรมชาติ
และการผสมผสานจึงเป็นศิลปะที่แท้ของชีวิต

สีเทาไม่มัวหมองเท่าสีดำ และสบายตามากกว่าสีขาว
แฝงไปด้วยความอบอุ่นอย่างคุ้นเคย ฉันใด
ความกลมกลืนของหยินและหยางก็ฉันนั้น
คนเรานั้น ไม่อาจเข้มแข็งเสมอไปทุกสถานการณ์
และเช่นเดียวกัน ก็ไม่ได้อ่อนแอไปซะทุกอย่าง
อารมณ์ทั้งสองนั้นเป็นของคู่กัน ผลัดกันเด่นบ้าง ด้อยบ้าง
ความเข้มแข็งที่รุนแรงจนแข็งกร้าว ก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่ไร้หัวใจ
แต่ความอ่อนแอที่มากเกินไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเช่นเดียวกัน

คนเราเข้มแข็งได้ แต่อย่าให้ถึงกับแข็งกร้าว
และเมื่อมีความอ่อนแอ จงดึงเอาความเข้มแข็งของตัวเองออกมาให้ได้
แล้วจัดการกับความอ่อนแอนั้น ตะล่อมกรอบให้เล็กลง
ผสานความรู้สึกให้เหมาะสม ไม่จมอยู่เพียงหนึ่ง
รู้จักจัดการกับมันให้ลงตัว อย่างเข้าใจ
รู้จักแทรกหยินเข้าไปในหยาง และรู้จักวางหยางให้เข้ากับหยิน
เข้าใจความรู้สึก เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ
ว่าเมื่อมีทุกข์ก็มีสุข มีมืดก็มีสว่าง สลับกันไปเป็นธรรมดา
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ได้ นั่นละ คือความงดงามที่หาไม่ได้จากภายนอก
แต่คือศิลปะชั้นยอด ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของเราเอง

...

สองสามวันก่อนรู้สึกวุ่นวายในใจ
เลยกลับไปเปิดดูบทกลอนเก่าๆ ที่เคยเขียนเอาไว้
เจออยู่บทหนึ่ง เคยเขียนลงในหนังสือ "Blue-ชิด" เมื่อครั้งอยู่ ม.๖
คิดว่าน่ารักดี เลยแอบขุดเอามาให้อ่านกัน...

"...เจ้าหมาน้อยมองหน้าแววตาซื่อ
มิตรแท้คือตัวเจ้าที่เห่าหอน
คอยทักทายคอยไถ่ถามยามฉันงอน
ยามอาวรณ์มีเจ้าที่เข้าใจ

ยามที่ฉันนั้นตรมอารมณ์หม่น
ยามสับสนตัวสั่นใจหวั่นไหว
ยามทุกข์ทนปนเหงาเศร้าทรวงใน
ยามนั้นขอเจ้าอยู่ใกล้ให้โศกคลาย..."

Comment

Comment:

Tweet

ความแตกต่างที่กลมกลืนและลงตัวที่สุดก็คือธรรมชาติของเรานี่แหล่ะค่ะ

#4 By ดินสอทราย on 2006-08-29 22:06

น่ารักมากๆค่ะ หยินกับหยาง^_^

#3 By ♂ ⓝATEⓚii* on 2006-08-28 21:05

เท่าที่เคยอ่านการ์ตูนมา มุขที่พระเอกสามารถควบคุมพลังทั้งสองด้าน (มืด-สว่าง เทพ-ปีศาจ) ได้แล้วกลายเป็นสุดยอดความเก่งนี้มีเยอะเหมือนกันนะ

เราว่าหากมนุษย์คงจะมีความสุขไม่น้อยเลยหากรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง และเลือกนำข้อดีของส่วนประกอบเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

#2 By Highwind on 2006-08-27 18:24

เข้มแข็งแต่อย่าแข็งกร้าว
อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ
อืม...ดีครับ

#1 By ตัวร้าย on 2006-08-27 10:31

Recommend