๗๒. งาน [หัวใจ] งาน
posted on 29 Jun 2008 20:19 by raynartz in Bio-Psycho-Social-Linguistic, Poem-of-Mind
พลุพุ่งพวยสวยงามยามฟ้าดับ
แสงระยับวะวับไหวในเวหา
ทั้งเหลืองเขียวขาวแดงแข่งดารา
แตกกลางฟ้าประภาภัสสร์จำรัสไกล
เสียงก้องดังกังวานสะท้านหู
เงยหน้าดูจึงรู้ตามความเคลื่อนไหว
พลุลูกเดียว แตก - ดับ พลันลับไป
สวยเพียงใดคงได้ยลไม่พ้นวาร
ไม่เหมือนดาวพราวฟ้านภากาศ
เป็นสายพาดดาษดื่นกลางคืนขาน
อยู่คู่ฟ้าสง่าศรีราตรีกาล
นานแสนนาน...คืนผ่านลับยังกลับมา
"...แม้แสงน้อยค่อยเสียงก็ตามเถิด
แม้ไม่เลิศเฉิดฉายประกายกล้า
แม้ไม่มีผู้ใดทอดสายตา
แต่อยู่ยงคงค่าสถาพร..."
รัตนาดิศร
อนุสรณ์เตรียมอุดมศึกษา ๒๕๔๖
...
...
มีเพื่อนหลายคนบ่นมา ว่าทำไมไม่รู้จักอัพบล็อกซะบ้าง
จากเดิมที่เคยเป็นบล็อกรายสัปดาห์ ก็กลายเป็นรายปักษ์
จนเผลอหน่อยก็ดันกลายเป็นรายเดือนไปซะอย่างนั้น
ใจหนึ่งของเพื่อนก็นึกเคืองๆ กันอยู่ ที่ทิ้งร้างงานเขียนไป
ไม่มีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังเหมือนอย่างเคย
แต่อีกใจหนึ่ง ก็ยังนึกเป็นห่วง กลัวว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า
เลยถามไถ่ เผื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้บ้าง
ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่นึกห่วงใย คอยถามไถ่กันอยู่เสมอ
ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก เพียงแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้นเอง
แต่ถึงแม้จะเหนื่อย ความเหนื่อยนั้นก็เป็นเพียงความเหนื่อยกาย
ที่ต้องลงมือทำงานโน่นงานนี่อยู่เป็นประจำ ตามประสาคนอยู่ไม่สุข
และงานโดยมากก็เป็นงานหลังองค์พระปฏิมา หลบๆ ทำอยู่อย่างนั้น
ไม่ค่อยจะมีหน้ามีตากับเขาสักเท่าไหร่
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ฉันก็ยังสุขใจที่ได้ทำ
ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่า "จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง"
คือ ทำงานด้วยมั่นหมายว่างานนั้นคือชีวิต และชีวิตก็คืองาน
ไม่คิดปรุงแต่ง ไม่หวังผลประโยชน์หรือหน้าตาที่จะได้จากงาน
ไม่หวังอะไรมากไปกว่าความสุขใจเมื่อได้ทำในสิ่งที่ตนรัก
และอิ่มเอมใจ เมื่อได้เห็นว่างานที่เราพากเพียรมานั้น
สำเร็จลงได้สมดังความคาดหมาย เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นทั่วไป
...
...
คนเราชอบมีหน้าตา ชอบทำอะไรแล้วประกาศให้คนอื่นรับรู้
หวังเพื่อจะได้เก็บเอาหน้าตาเหล่านั้น เป็นบันไดเดินขึ้นสู่ชั้นสูง
บางคนอาจถึงกับหวังกระโดดข้ามขั้นเสียด้วยซ้ำ
โดยไม่เคยนึกหวั่นกลัวเลยว่า การก้าวกระโดดนั้นอันตราย
บันไดจะสูงชันสักเพียงไร จะห่างขั้นกันมากแค่ไหน ไม่เคยรับรู้
ไม่เคยสนใจวิธีการ หวังเพียงแต่จะขึ้นไปให้ถึงขั้นสูงสุดเท่านั้น
จนเหยียบพลาดขั้น ตกลงมากองซบกับพื้นอยู่หลายคราว
การทำงานจึงควรทำด้วยความสุข ทำด้วยใจที่คิดอยากจะทำ
ด้วยความตระหนักรู้ ว่า "งานคือชีวิต และชีวิตคืองาน"
ถ้าไม่รู้จักทำงาน ก็เหมือนกับว่ามีชีวิตอย่างไร้ความหมาย
หรือหากทำงานเพียงเพื่อให้จบวัน ทำงานเพียงหวังหน้าตา
หมายจะให้คนทั่วไปรู้จัก ยกย่องเทิดทูน "หว่านถั่วหวังทอง"
งานที่ทำนั้น แม้จะมีความหมาย ก็คงมีแต่เพียงแค่ชั่วคราว
เปรียบเหมือนแสงพลุที่แตกระยับกลางฟ้า เสียงดังจนบาดหู
สวยงามเพียงชั่วครู่ แล้วก็พลันดับวูบไป
ตรงกันข้าม, หากทำงานด้วยความสุข ด้วยจิตว่าง
ไม่ได้หวังผลประโยชน์แก่ตนเองเป็นที่ตั้ง
แต่ด้วยความหวังที่จะมอบประโยชน์สุขแก่คนทั่วไป
เมื่อนั้น การงานที่เห็นว่าเหนื่อย เห็นว่าหนัก ก็จะผ่อนคลาย
เพราะไม่ต้องคอยพะวงว่างานนั้นจะสร้างชื่อแก่ตนหรือเปล่า
พันธะที่รัดรึงใจอยู่ ก็จะค่อยๆ คลายความตึงลงไปทีละน้อย
จนในที่สุด งานนั้นจะกลายเป็น ความสุขเล็กๆ ที่เพิ่มพูน ขึ้นในหัวใจ
...
...
การทำงานด้วยใจรัก รักที่จะทำด้วยใจ
อาจไม่ใช่หนทางแสวงหาชื่อเสียง เป็นหน้าเป็นตาในสังคม
คนอื่นอาจไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้แก่พวกเขา
และคงไม่ได้ยกย่องคนผู้นั้นให้เป็นที่ประจักษ์แต่อย่างใด
แต่ภายในใจของผู้ประทำ ย่อมอิ่มเอมอยู่ด้วยความสุข
ซึ่งไม่ใช่ชื่อเสียงที่เคลือบคลุมอยู่ภายนอก รอวันหลุดกร่อน
หากแต่เป็นความสุขที่ซึมซ่านถึงพร้อมด้วยความรู้สึกตัว หมดทั้งหัวใจ
และยืนยาวนาน เสมือนแสงดาวซึ่งพราวพร่างอยู่ทุกราตรีกาล
ที่แม้จะแผ่วกระพริบเพียงเลือนลาง แต่จะสว่างจนตราบนิรันดร์
...
...
ช่วงนี้อาจจะไม่ได้แวะไปทักทายเพื่อนตามบล็อกสักเท่าไหร่
จนดูคล้ายกับหายหน้าไปไม่เหลียวแล, ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เลย,
แม้ว่าจะไม่ค่อยได้เจอกันก็ตาม แต่ยังคงรักและคิดถึงเพื่อนๆ เสมอ
ปล. ยินดีกับเพื่อนๆ ที่ได้รับปริญญากันในปีนี้
และถ้าไม่ยุ่งจนเกินไป จะพยายามไปร่วมถ่ายรูปด้วยทุกคนเลย
...
ขอบคุณสำหรับทุก comment นะครับ
